Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ต่างชาติคุมธุรกิจเมืองท่องเที่ยว พบคนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทน 5หมื่นราย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ต่างชาติคุมธุรกิจเมืองท่องเที่ยว พบคนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทน 5หมื่นราย

19 พ.ค. 69
14:26 น.
แชร์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดแนวรุกครั้งใหม่ในการปราบปราม “ธุรกิจนอมินี” ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ หลังพบสัญญาณการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในวงกว้าง เชื่อมโยงนิติบุคคลจำนวนมากกว่า 50,000 ราย โดยปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกวาดล้างเครือข่ายชาวต่างชาติที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายไทย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการลงพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมปฏิบัติการกับคณะนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้านความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปชก.ตร. เพื่อบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง

ภารกิจครั้งนี้สะท้อนความพยายามของรัฐในการปิดช่องว่างการลงทุนแฝง ที่อาจบิดเบือนการแข่งขันทางธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ และเปิดทางให้คนต่างด้าวถือครองทรัพย์สินหรือประกอบธุรกิจในสาขาที่กฎหมายจำกัดสิทธิไว้ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะหน่วยงานต้นทางของการจดทะเบียนนิติบุคคล จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงาน “นำวิถีชี้เป้า” เพื่อส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

เปิดข้อมูลบริษัทต่างชาติในเมืองท่องเที่ยว พบพื้นที่เสี่ยงกระจุกตัวสูง

จากการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งมีจำนวนนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะพื้นที่ชายทะเลและเมืองท่องเที่ยวที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ทั้งในภาคใต้และภาคตะวันออก

เกาะพะงันมีบริษัทจำกัดจดทะเบียน 4,761 ราย และมีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 3,213 ราย หรือ 67.5% ของธุรกิจทั้งหมดในพื้นที่ ขณะที่เกาะสมุยมีบริษัทจดทะเบียน 12,050 ราย และมีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 8,213 ราย หรือ 68.1% ของธุรกิจทั้งหมดในพื้นที่ ส่วนจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของประเทศ มีบริษัทจดทะเบียน 29,646 ราย และมีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 11,626 ราย หรือ 39.22% ของธุรกิจทั้งหมดในพื้นที่

ในจังหวัดพังงา พบบริษัทจดทะเบียน 1,685 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 346 ราย หรือ 20.53% ของธุรกิจทั้งหมดในพื้นที่ จังหวัดกระบี่มีบริษัทจดทะเบียน 3,587 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 749 ราย หรือ 20.88% ของธุรกิจทั้งหมดในพื้นที่

ส่วนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่พัทยา มีบริษัทจดทะเบียนสูงถึง 33,314 ราย และมีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 19,910 ราย หรือ 59.76% ของธุรกิจทั้งหมดในพื้นที่ ขณะที่อำเภอหัวหินมีบริษัทจดทะเบียน 4,061 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 2,081 ราย หรือ 51.24% ของธุรกิจทั้งหมดในพื้นที่ และอำเภอปายมีบริษัทจดทะเบียน 139 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 50 ราย หรือ 35.97% ของธุรกิจทั้งหมดในพื้นที่

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่านิติบุคคลทั้งหมดเข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่เป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับคัดกรองกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะบริษัทที่มีโครงสร้างถือหุ้นใกล้เพดานที่กฎหมายกำหนด หรือมีลักษณะการบริหารที่ทำให้คนต่างด้าวมีอำนาจควบคุมกิจการมากกว่าสัดส่วนการถือหุ้นที่ปรากฏตามเอกสาร

จับตาโครงสร้างถือหุ้นผิดปกติ คนไทยซ้ำชื่อหลายบริษัทเสี่ยงถูกตรวจสอบ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า การตรวจสอบเชิงลึกจะมุ่งไปยังบริษัทที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายนอมินี เช่น บริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นในสัดส่วนสูงสุดตามที่กฎหมายอนุญาต แต่กลับให้คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท หรือมีบทบาทควบคุมการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

อีกกลุ่มที่ถูกจับตา คือกรณีคนไทยถือหุ้นหรือเป็นกรรมการซ้ำซ้อนในหลายบริษัทอย่างผิดปกติ ซึ่งอาจสะท้อนพฤติการณ์ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว มากกว่าการลงทุนโดยสุจริตในเชิงพาณิชย์ รูปแบบดังกล่าวมักถูกใช้เพื่ออำพรางการถือหุ้นที่แท้จริง และช่วยให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจในกิจการที่อาจอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

หากพบการกระทำผิด จะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 36 และมาตรา 37 ของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมการช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในลักษณะที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท

มาตรการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการตรวจสอบเอกสารจดทะเบียน แต่เป็นการไล่ตรวจพฤติการณ์ทางธุรกิจ เส้นทางเงินทุน และอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง เพื่อแยกแยะระหว่างการลงทุนต่างชาติที่ถูกต้องตามกฎหมายกับการลงทุนแฝงผ่านตัวแทนคนไทย

เพิ่มความเข้มจดทะเบียนใหม่ ตรวจเงินลงทุนจริงก่อนรับตั้งบริษัท

นอกจากการปราบปรามเครือข่ายเดิม กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังยกระดับมาตรการป้องกันตั้งแต่ต้นทางของการจดทะเบียน โดยออกคำสั่งสำคัญ 2 ฉบับ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม และ 1 เมษายน 2569 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดกับนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินี

สาระสำคัญของคำสั่งดังกล่าว คือ การกำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ต้องส่งหลักฐานทางการเงิน หรือ Bank Statement ของผู้ถือหุ้นคนไทยให้นายทะเบียนตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่ามีการลงทุนจริง ไม่ใช่การถือหุ้นแทนบุคคลอื่น

ขณะเดียวกัน หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการที่ลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง รวมถึงไม่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า หลังออกคำสั่งดังกล่าว สถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายนอมินีลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 75% สะท้อนว่าการตรวจสอบเอกสารทางการเงินและคำรับรองการลงทุนจริงเริ่มมีผลต่อการสกัดโครงสร้างธุรกิจที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางอำพราง

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังต้องรักษาสมดุลระหว่างการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายกับการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้อง เพราะการลงทุนต่างชาติยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคท่องเที่ยว บริการ อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่องในเมืองท่องเที่ยวหลัก

โจทย์สำคัญของมาตรการกวาดล้างนอมินีจึงไม่ใช่การปิดกั้นทุนต่างชาติ แต่คือการทำให้การแข่งขันอยู่บนกติกาเดียวกัน ป้องกันการถือครองทรัพย์สินโดยอำพราง ลดการเอาเปรียบผู้ประกอบการไทย และรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศในระยะยาว

แชร์
ต่างชาติคุมธุรกิจเมืองท่องเที่ยว พบคนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทน 5หมื่นราย