
กองทัพอิสราเอลกำลังเคลื่อนเข้าสู่ "เฟสถัดไป" ของปฏิบัติการ Roaring Lion เพื่อสงครามกับอิหร่าน หลังจากดำเนินการโจมตีไปแล้ว 2,500 ครั้ง โดยใช้ระบบอาวุธมากกว่า 6,000 รายการ ในเฟสแรก พร้อมขู่ว่า กองทัพยังมีเซอร์ไพร์สให้อิหร่านในเร็ว ๆ นี้
พลโทเอยาล ซามีร์ เสนาธิการทหารบกอิสราเอลระบุว่า สงครามครั้งนี้คือ รวมพลทางทหารครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยเฟสแรก เน้นการโจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัว โดยในเฟสนี้ ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน 80% และแท่นปล่อยขีปนาวุธนำวิถี 60% ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว
"ขณะนี้เรากำลังเคลื่อนเข้าสู่เฟสถัดไปของปฏิบัติการ" ซามีร์กล่าวในแถลงการณ์ผ่านวิดีโอ "ในระยะนี้ เราจะดำเนินการถอนรากถอนโคนระบอบการปกครองและขีดความสามารถทางทหารของพวกเขาต่อไป เรายังมีเซอร์ไพรส์เพิ่มเติมรออยู่ข้างหน้า ซึ่งผมยังไม่ขอเปิดเผยในตอนนี้"
นอกจากนี้ ซามีร์ยังระบุว่าเขาได้สั่งการให้กองกำลัง IDF รุกคืบเข้าไปในเลบานอนให้ลึกยิ่งขึ้น ในช่วงสองวันที่ผ่านมา IDF ได้ออกคำเตือนให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนทั้งหมด (พื้นที่ทางใต้ของแม่น้ำลิตานี) รวมถึงย่านชานเมืองทางตอนใต้ของเบรุต และบางส่วนของหุบเขาเบกา (Beqaa Valley)
"ผมได้สั่งการให้กองกำลัง IDF เดินหน้าและขยายแนวการควบคุมไปตามชายแดน พร้อมทั้งจัดตั้งฐานที่มั่นในจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางตอนใต้ของเลบานอน" ซามีร์กล่าว พร้อมให้คำมั่นว่าอิสราเอลจะไม่ลดละเป้าหมายในการปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
ขณะทรัมป์เผยว่าแผนโจมตีอิหร่านรุดหน้าไปมากแล้ว พร้อมวิจารณ์ผู้นำคนใหม่ของอิหร่านว่าเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคมว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังดำเนินการ "รุดหน้าเกินกว่ากำหนดการ" ในแผนสงครามโจมตีอิหร่าน และเขาจำเป็นต้องมีส่วนร่วมเป็นการส่วนตัว ในการคัดเลือกผู้นำคนถัดไปของอิหร่าน เช่นเดียวกับที่เขาเคยทำในเวเนซุเอลา
ทรัมป์เปิดเผยเรื่องนี้โดยเฉพาะผ่านการสนทนาทางโทรศัพท์ความยาว 8 นาทีกับสำนักข่าวอิสราเอล เพื่ออธิบายถึงแผนการทำสงครามของเขา
เป็นเวลาหลายวันที่ระบอบการปกครองของอิหร่านได้เลื่อนการประกาศตัวผู้นำสูงสุดคนใหม่ออกไป แต่แถลงการณ์ของรัฐบาลอิหร่านล่าสุดบ่งชี้ว่า ‘โมจตาบา คาเมเนอี’ น่าจะเป็นผู้ที่ก้าวขึ้นมาปกครองอิหร่านอย่างเป็นทางการ ซึ่งทรัมป์ยอมรับว่า โมจตาบา บุตรชายของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดที่ถูกลอบสังหาร คือผู้ที่มีโอกาสสืบทอดอำนาจมากที่สุด ทว่าเขาก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ทรัมป์กล่าวว่า "พวกเขากำลังเสียเวลาเปล่า ลูกชายของคาเมเนอีนั้นไม่มีอำนาจหนักแน่น ผมต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการแต่งตั้ง เหมือนกับกรณีของ เดลซี โรดริเกซ ในเวเนซุเอลา" เขากล่าวเสริมว่า เขาปฏิเสธที่จะยอมรับผู้นำอิหร่านคนใหม่ที่จะดำเนินนโยบายตามรอยคาเมเนอีต่อไป ซึ่งเขาชี้ว่านั่นจะบีบให้สหรัฐฯ ต้องกลับเข้าสู่สงครามอีกครั้ง "ในอีก 5 ปีข้างหน้า"
ทรัมป์ระบุว่า "ลูกชายของคาเมเนอีเป็นที่ยอมรับไม่ได้สำหรับผม เราต้องการใครสักคนที่จะนำพาความปรองดองและสันติภาพมาสู่อิหร่าน"
ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายอื่นๆ ได้ปฏิเสธว่าเป้าหมายของปฏิบัติการคือ "การเปลี่ยนระบอบการปกครอง" โดยมุ่งเน้นไปที่การลดขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ โครงการนิวเคลียร์ และกองทัพเรือของอิหร่านแทน หลังจากเมื่อวันอังคารที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อถูกนักข่าวที่ทำเนียบขาวถามว่าใครจะมาแทนที่คาเมเนอี ทรัมป์ตอบว่า "คนส่วนใหญ่ที่เราเคยนึกถึงนั้นตายไปหมดแล้ว"