
เศรษฐกิจไทยโตช้าลง สังคมสูงวัยทำให้แรงงานไทยลดลง เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยเก่าและอ่อนแรง หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูง และโลกกำลังเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามเทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน – สภาพแวดล้อมเหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการที่จะทำให้ประเทศไทยและเศรษฐกิจไทยมี ‘อนาคตที่ดี’ และแน่นอนว่า อนาคตต้องสร้างตั้งแต่วันนี้ ดังนั้น คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะสร้างการเติบโตระลอกใหม่ได้อย่างไร เศรษฐกิจไทยในอนาคตควรขับเคลื่อนด้วยอะไร และไทยจะต้องเร่งสร้างอนาคตกันอย่างไรในวันนี้
ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง สะท้อนวิสัยทัศน์ต่ออนาคตประเทศไทยไว้อย่างในน่าสนใจ ผ่านการกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “Thailand Next …” ในงานสัมมนา “Thailand Next : THE SUCCESSOR เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต” ที่จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569
ทั้งสองมองตรงกันว่า ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาโมเดลเศรษฐกิจเดิมได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเร่งสร้าง ‘เครื่องยนต์ใหม่’ ผ่านการพัฒนาคนทักษะสูง การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และเทคโนโลยี การเชื่อมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และใช้โอกาสจากการลงทุนต่างชาติ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้น
ดร.ยศชนันกล่าวว่า ขณะนี้โลกอยู่ในยุค tech war หรือสงครามด้านเทคโนโลยี ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 2 ด้าน คือ การเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่ และการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา ซึ่งการจะทำให้ทั้งสองส่วนเติบโตได้ จำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนา (R&D) และความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน
“ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง สำหรับไทย แค่อัปสกิลและรีสกิลไม่เพียงพอ จำเป็นต้องสร้าง ecosystem ที่เอื้อต่อการสร้างตลาดแรงงานคุณภาพสูง และสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุค technology disruption”
ดร.ยศชนันมองว่า การแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่มาทำลายล้างเทคโนโลยีเก่า ๆ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นวิกฤต แท้จริงแล้วอาจเป็นโอกาสใหม่ของประเทศ หากไทยสามารถพัฒนา talent ecosystem และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน supply chain ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้
ดร.ยศชนันยกตัวอย่างอุตสาหกรรมอวกาศว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนา spaceport หรือฐานปล่อยจรวดได้ ซึ่งขณะนี้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในพื้นที่ EEC และจังหวัดชุมพร ก็จะสามารถเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อีกจำนวนมาก ทั้งการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานอวกาศ และวัสดุศาสตร์ (material science)
“หากเรามองว่าเราชกกับเขาตรง ๆ ไม่ได้ เราต้องดูว่าเราจะเข้าไปอยู่ใน supply chain ได้ไหม การที่มีบริษัทต่างชาติเข้ามา เราไม่จำเป็นต้องกลัวเสมอไป เพราะเราอาจสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ของเราได้ หรืออีกทางหนึ่ง เราอาจเข้าไปร่วมลในการลงทุนของต่างชาติ (FDI) ก็ได้”
รองนายกฯ และ รมว.อว.นำเสนอว่า กระทรวง อว. วาง 4 เรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ได้แก่
ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. มอง 6 กลุ่มเทคโนโลยีที่จะเป็นฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย ได้แก่
รมว. อว.อธิบายเสริมว่า หากซูมเข้าไปในองค์ประกอบของเทคโนโลยี จะพบว่า เทคโนโลยีใหม่เกิดจากการผสมผสานองค์ความรู้หลายด้านเข้าด้วยกัน เช่น การรวมแบตเตอรี่เข้ากับมอเตอร์จนกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือการนำคอมพิวเตอร์มารวมกับ quantum mechanic จนเกิดเป็น quantum computing ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการส่งมอบอนาคตที่ดีให้กับคนรุ่นหลัง จำเป็นต้องลงทุนในองค์ความรู้พื้นฐานและเทคโนโลยีเชิงลึก ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่เวียดนามทำ
“หลายคนสงสัยว่า ถ้าเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ ไทยน่าจะสู้เวียดนามได้ แต่ทำไมเวียดนามโตเร็วกว่า สิ่งที่เวียดนามทำ คือ นำองค์ความรู้เชิงลึกในแต่ละด้านมาเชื่อมโยงเข้าหากัน จนสามารถจัดทัพการผลิต และทำให้เกิดสตาร์ตอัปใหม่ ๆ ได้”
ดร.ยศชนันบอกว่า อุตสาหกรรม bensor เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมสำคัญ และเซ็นเซอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังรวมถึง biosensor ด้วย จึงทำให้อุตสาหกรรม biotechnology มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสาธารณสุข สุขภาพ และ wellness ทั้งหมด
ดร.ยศชนันสรุปว่า 6 กลุ่มเทคโนโลยีนี้สามารถนำมาผสมผสานกันเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ ซึ่งในส่วน กระทรวง อว. ได้จัดทำแผนปฏิบัติการ ‘MHESI Action Plan’ ที่จะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ดร.ยศชนันอธิบายลงรายละเอียดให้เห็นว่า ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เน้นที่อุตสาหกรรม semiconductor และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยอธิบายว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรม semiconductor โดยเฉพาะด้าน storage ซึ่งเชื่อมโยงกับ data center และ semiconductor ด้าน photonic ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง value chain สำคัญของ data center
นอกจากนี้ ไทยยังมีความร่วมมือกับอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ซึ่งต้องการใช้ semiconductor ของญี่ปุ่นเอง บริษัทญี่ปุ่นจึงสนใจร่วมมือกับไทยในการผลิตชิปเพื่อใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ดร.ยศชนันบอกอีกว่า ในอดีต ไทยอาจไม่มีคนที่มีทักษะสูงในด้าน semiconductor แต่ ณ ปัจจุบัน กระทรวง อว. ได้พัฒนาบุคลากรด้าน semiconductor ขึ้นมาได้จำนวนหนึ่งแล้ว ปัจจุบัน ไทยมีบุคลากรทักษะสูงด้าน semiconductor ราว 2,500-3,000 คน และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10,000 คนภายในปี 2030
ขณะเดียวกัน ดร.ยศชนันบอกว่า ไทยจำเป็นต้องขยับจากบทบาทเดิมที่อยู่เพียงกระบวนการบรรจุ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มต่ำ ไปสู่การทำ Wafer Fabrication การออกแบบ IC และผลักดันให้เกิดโรงงานผลิต IC ในประเทศไทย
ส่วนด้าน AI ดร.ยศชนันบอกว่า ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับ AI ขั้นสูงในอนาคต โดยทุกหลักสูตรของกระทรวง อว. จะบรรจุเรื่อง AI เข้าไป เพราะ AI จะไม่ใช่เรื่องของสายวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่จะเข้าไปอยู่ในทุกกระทรวง ทุกบริษัท และทุกภาคส่วน
ปัจจุบัน ไทยมีบุคลากรด้าน AI ที่ได้รับการพัฒนาแล้วกว่า 6,000 คน และ อว.ตั้งเป้าสร้าง AI researcher จำนวน 20,000 คน และ AI engineer จำนวน 200,000 คนภายใน 3-4 ปีข้างหน้า
“ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในห้วงเวลาแห่งความฝัน แต่เรากำลังเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อให้คนไทยสามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI ได้จริง”
นอกจากนี้ รองนายกฯ และ รมว. อว. กล่าวว่า รัฐบาลยังอยู่ระหว่างวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (medical AI), ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการผลิต (AI for manufacturing) และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (physical AI) เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเชื่อมต่อและนำไปใช้งานได้
ในด้าน EV ดร.ยศชนันบอกว่า ปัจจุบันมีการอัปสกิลและรีสกิลแรงงานทั้งในพื้นที่ EEC และมหาวิทยาลัย มีการพัฒนาเรือไฟฟ้า พัฒนาจุดชาร์จแบบ AC Charger และเริ่มใช้ EV เป็นแพลตฟอร์มใหม่ โดยหากประเทศไทยสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุม EV ได้ ก็จะเป็นอีกโอกาสในการสร้างแพลตฟอร์มของตัวเอง
ดร.ยศชนันกล่าวว่า อีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการพัฒนาบุคลากรไทย คือ การผลักดันการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยการจัดซื้อเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ จะมีเงื่อนไขเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้คนไทยสามารถเรียนรู้การใช้งาน การผลิต และการต่อยอดจากเทคโนโลยีที่รัฐบาลนำเข้ามา
ดร.ยศชนันชี้ว่า ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่
ซึ่งไทยจำเป็นต้องการลงทุนร่วมกับต่างประเทศ เพื่อจะทำให้เป้าหมายทั้งสามเรื่องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะไทยไม่สามารถรอได้อีกแล้ว
ดร.ยศชนันกล่าวว่า หากวันนี้ไทยปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ หมายความว่าเราต้องเริ่มต้นใหม่ทุกอย่างด้วยตัวเอง ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องร่วมลงทุนกับต่างประเทศ เนื่องจากเมื่อบริษัทขนาดใหญ่จากต่างประเทศเข้ามา จะเกิดผู้ประกอบการรายรอบและเกิดการต่อยอดนวัตกรรม แต่คนไทยเองต้องมีศักยภาพเพียงพอที่จะต่อยอดและสร้างนวัตกรรมจากสิ่งที่ต่างชาตินำเข้ามา และรัฐต้องมีเครื่องมือและระบบรองรับให้เกิดนวัตกรรมรอบอุตสาหกรรมใหม่ ๆ
ดร.ยศชนันบอกอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานชั้นนำระดับโลกผ่านความร่วมมือของภาครัฐและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ การจะเข้าถึงองค์กรวิจัยระดับโลกอาจเป็นเรื่องยากสำหรับบริษัทเอกชน แต่หากทำงานร่วมกับภาครัฐและมหาวิทยาลัย จะช่วยเปิดประตูสู่ความร่วมมือเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อกำหนดว่า เทคโนโลยีใดคือ core technology ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมี หากสามารถพัฒนาได้ จะช่วยให้ไทยเร่งการเติบโตในอุตสาหกรรม Semiconductor, AI, EV และ biotech ได้รวดเร็วขึ้น
นอกจากนั้น ดร.ยศชนันยังกล่าวถึงแนวทางความร่วมมือกับนักวิจัยชาวไทยในต่างประเทศว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องดึงคนเก่งทุกคนกลับประเทศ เพราะไทยอาจไม่สามารถจ่ายค่าจ้างในระดับเดียวกับต่างประเทศได้ แต่ควรหารือให้นักวิจัยทำงานร่วมกับไทยได้ในขณะที่เขากำลังทำงานและประสบความสำเร็จในต่างประเทศ
ดร.ยศชนันทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่เศรษฐกิจฐานศักยภาพและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
“วันนี้ สิ่งที่เราต้องทำ นอกจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิต ที่ชนะกันด้วยต้นทุน เราควรจะเปลี่ยนแปลงเป็นเศรษฐกิจฐานความสามารถ ฐานที่ใช้ศักยภาพ ฐานที่ใช้ brain power อย่างจริงจัง ซึ่งวันนี้หากเราสามารถทำเรื่องนี้ได้ ผสานไปกับการเป็น innovation driven economy ผมคิดว่าเราจะสามารถส่งต่อความสำเร็จ ไม่ใช่แค่คน แต่เป็นระบบของประเทศไทย
“คนเพียงอย่างเดียว เดินไปข้างหน้าไม่ได้ หากไม่ได้อยู่ในระบบที่ดี ตอนนี้เรามีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ประเทศไทยสามารถที่จะเตรียมความพร้อมด้าน basic technology และ basic science ให้ได้ หากเรามีพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ว่าเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ จะเข้ามามากแค่ไหน เราก็จะเป็นประเทศที่มั่นคง และสามารถส่งต่อประเทศที่ดีให้กับลูกหลานเราได้” รองนายกฯ และ รมว. อว.กล่าว
ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เริ่มต้นปาฐกถาด้วยคำถามสำคัญว่า “สิ่งที่เราต้องคิดไม่ใช่แค่ว่าจะส่งผ่านธุรกิจ ส่งผ่านองค์กรอย่างไรไปสู่คนรุ่นใหม่ แต่คำถามใหญ่มากที่เราต้องช่วยกันตอบ คือ เราอยากส่งประเทศไทย-เศรษฐกิจไทยแบบไหนให้คนรุ่นต่อไป”
ดร.สันติธารปรียบประเทศไทยและเศรษฐกิจไทยเป็น “เรือลำหนึ่ง” ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายอย่างมากในสามมิติ
มิติแรก คือ เครื่องยนต์เก่า วิ่งไม่ค่อยเร็ว โดยองค์ประกอบที่ contribute ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ทั้งแรงงาน (labour) ผลิตภาพ (productivity) และเงินลงทุน (capital) ของไทย ต่างลดลงต่อเนื่องตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยที่เคยเติบโตมากกว่า 5% ปัจจุบันเติบโตไม่ถึง 3%
ปัจจัยที่หายไปมากที่สุดคือ ‘แรงงาน’ ซึ่งเป็นผลกระทบจากสังคมสูงวัย เมื่อแรงงานลดลงต่อเนื่อง GDP ก็เติบโตได้ช้าลงตามไปด้วย ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโต จำเป็นต้องเพิ่ม productivity ทำให้คนเก่งขึ้น ผลิตได้มากขึ้น และ/หรือลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ปัญหาของไทยคือ ทั้งแรงงาน ผลิตภาพ และการลงทุน ล้วนลดลงทั้งหมด
“เพราะฉะนั้น โจทย์ใหญ่ของประเทศไทย คือ จำเป็นต้องลงทุน จำเป็นต้องพัฒนา productivity”
ดร.สันติธารกล่าวว่า วิธีการสำคัญมีอยู่ 2 ด้าน ด้านแรกคือ การทำให้ประเทศไทยเก่งขึ้นในอุตสาหกรรมเดิมที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งทำ และมีความสำคัญอย่างมาก คือ การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตขึ้นมาในประเทศ อย่างเช่น AI economy, green economy หรือ longevity economy ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่โลกกำลังต้องการ และหากประเทศไทยสามารถเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ ก็จะเหมือน “ยืนอยู่บนบันไดเลื่อน” ที่เลื่อนเติบโตไปพร้อมกับโลก
อย่างไรก็ตาม ดร.สันติธารมองว่า การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยจะต้องทิ้งอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่ แต่โจทย์สำคัญ คือ จะนำจุดแข็งเดิมของไทยไปผสานเข้ากับอุตสาหกรรมใหม่ที่โลกกำลังต้องการได้อย่างไร
“ไม่ได้แปลว่าเราจะทิ้งอุตสาหกรรมเดิมที่เรามีอยู่ เพียงแต่เราต้องหาจุดต่อยอดให้ได้ว่าเราจะนำจุดแข็งเดิมมาผสานเข้าไปในอุตสาหกรรมใหม่ที่โลกต้องการได้อย่างไร”
มิติที่สอง คือ เรือของไทยมีรอยร้าว ที่ทำให้เปราะบางต่อแรงกระแทกจากโลกภายนอก โดยความเปราะบางที่ได้รับแรงกระแทกล่าสุด คือ ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’
ดร.สันติธารยกตัวเลขมาเชิงเปรียบเทียบมากางให้ดูว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานต่อ GDP สูงที่สุดในเอเชีย และยังเป็นประเทศที่ใช้พลังงานในการสร้าง GDP สูงเป็นอันดับสองในภูมิภาค รองจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงาน
“แปลว่าประสิทธิภาพด้านพลังงานของไทยต่ำมาก ด้วยเหตุนี้ ความมั่นคงทางพลังงานของไทยจึงผูกโยงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน”
ดร.สันติธารกล่าวว่า ความมั่นคงทางพลังงานของไทยผูกโยงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และเมื่อโลกเผชิญความผันผวน จุดอ่อนนี้จะถูกทดสอบทันที
มิติที่สาม คือ เรือกำลังเผชิญคลื่นยักษ์ – ดร.สันติธารกล่าวว่า คลื่นยักษ์ที่ไทยกำลังเผชิญในปัจจุบันมี 3 ระลอก ระลอกแรก คือ ‘พลังงานแพง’ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ระลอกที่สอง คือ ‘เงินเฟ้อ’ จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทั้งอาหาร ปุ๋ย พลังงาน ค่าขนส่ง พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งกำลังทำให้ราคาสินค้าแทบทุกประเภทปรับตัวสูงขึ้น
“เงินเฟ้อ 2.9% ที่เห็นอยู่ อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้น สุดท้ายเราอาจเห็นเงินเฟ้อระดับ 4-5%”
ระลอกที่สาม คือ ‘กำลังซื้ออ่อนแรง’ ทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนกำลังเผชิญภาวะ double squeeze หรือ “ถูกบีบสองด้าน” แรงบีบจากด้านล่าง คือ ต้นทุนสูงขึ้น ของแพง และแรงบีบจากด้านบน คือ ยอดขาย กำไร และกำลังซื้อลดลง
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีกันชนทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงถึง 87% ของ GDP และสภาพคล่องของ SMEs ก็อยู่ในภาวะเปราะบาง
“นี่คือความเป็นจริงที่เราต้องยอมรับว่าเป็นความท้าทาย” ดร.สันติธารกล่าว
ดร.สันติธารบอกว่า ข่าวร้าย คือ เรือลำนี้กำลังต้องวิ่งในโลกใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้น หลังเผชิญคลื่น 3 ระลอกนั้นแล้ว เมื่อมองไปอนาคตข้างหน้า สิ่งที่ไทยจะพบ คือ ‘โลกใหม่’ ที่จะไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว
ดร.สันติธารอธิบายว่า โลกเดิมคือโลกแบบ efficiency first หรือโลกที่ทุกคนซื้อของจากผู้ผลิตที่ต้นทุนถูกที่สุด ขายสินค้าให้ตลาดที่ให้ราคาดีที่สุด มีกฎกติกากลางของภาคี ไม่ตั้งกำแพงภาษี ไม่รบกัน เกิดห่วงโซ่อุปทานและการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจทั่วโลก แต่โลกใหม่กำลังเปลี่ยนเป็น security first หรือโลกที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความมั่นคง’ มากขึ้น และความมั่นคงทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังผูกโยงกันอย่างแยกไม่ออก
“ในโลกที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงนั้น เราจะไม่ซื้อของจากคนที่ขายถูกที่สุด หากเราไม่แน่ใจว่าพรุ่งนี้เขาจะยังเป็นซัพพลายเออร์ให้เราอยู่หรือเปล่า และเราอาจจะไม่กล้าขายให้บางตลาด แม้ว่าจะเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ๆ เพราะเราไม่แน่ใจว่าพรุ่งนี้จะโดนกำแพงภาษีหรือเปล่า เราต้องกระจายความเสี่ยง ‘resilience’ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ กลายเป็นเรื่องความสามารถในการแข่งขัน ความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัวกลายเป็นเรื่องใหญ่ และทุกอย่างกลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง ถ้าเรามีจุดอ่อนด้านใด ด้านนั้นจะถูกทดสอบ จะถูกกระแทก เช่นเรื่องพลังงาน เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องปรับตัวใหม่”
อย่างไรก็ตาม ดร.สันติธารมองว่า ในวิกฤตก็มีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ เพราะในโลกที่เป็น security first ทำให้นักลงทุนและธุรกิจทั่วโลกมองหาความปลอดภัย ทำให้พื้นที่ที่มีความปลอดภัยจะมีความน่าดึงดูด ซึ่งประเทศไทยและอาเซียนเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความปลอดภัย และกำลังกลายเป็นพื้นที่สำคัญของการกระจายความเสี่ยง
“เมื่อก่อนนักลงทุนอาจจะไม่ได้มองเมืองไทย เพราะเมืองไทยอาจจะไม่ได้ถูกที่สุด ไม่ได้ดีที่สุด แต่วันนี้เมื่อรวมปัจจัยหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ไทยจึงกลายเป็นประเทศที่น่าลงทุน”
ดร.สันติธารยกตัวเลขมาให้ดูว่า สิ่งที่พูดมาไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่สะท้อนผ่านตัวเลขจริงแล้ว โดยปีที่ผ่านมา มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อยู่ที่เกือบ 1.87 ล้านล้านบาท และเฉพาะไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 1.01 ล้านล้านบาท
ที่สำคัญ การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้มีเพียง ‘เม็ดเงิน’ แต่กำลังนำ ‘อุตสาหกรรมแห่งอนาคต’ เข้ามาสู่ประเทศไทย ทั้ง AI อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และเศรษฐกิจสีเขียว
ดร.สันติธารกล่าวอีกว่า เมื่อบริบทแวดล้อมเป็นแบบนี้ การออกแบบนโยบายเศรษฐกิจไม่สามารถ ‘ตั้งรับ’ อย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้อง “ประคองวันนี้ และสร้างพรุ่งนี้” ไปพร้อมกัน ซึ่งซึ่งทีมงานของรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ใช้หลักคิด 5T ในการออกแบบนโยบาย ประกอบด้วย
ดร.สันติธารยกตัวอย่างในส่วน Transform (พลิกโฉม) ว่า ไทยควรสร้างเครื่องยนต์ใหม่และฉกฉวยโอกาสจากการลงทุนของต่างชาติ เพื่อให้คนไทยและเอสเอ็มอีไทยได้ประโยชน์ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างซัปพลายเชน เหมือนอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ในอดีต ที่ทำให้เกิดผู้ประกอบการ SME ขึ้นจำนวนมาก และสร้างงานให้คนไทยจำนวนมาก
ช่วงท้ายของปาฐกถา ดร.สันติธาร ทิ้งคำถามสำคัญถึงอนาคตประเทศไทยว่า “แม้ว่าจะเป็นยุคที่ท้าทายมาก ๆ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นยุคที่มีโอกาสเช่นกัน ผมอยากชวนทุกท่านคิดไปด้วยกันว่า เราอยากส่งต่อเรือหน้าตาแบบไหนไปให้กับคนรุ่นต่อไป
“ผมว่าเรามีทางเลือก เราจะเลือกใช้ฝีมือขับเรือลำนี้ผ่านคลื่นผ่านลมไปให้อยู่รอดโดยที่เครื่องยังเก่า กันชนยังผุพัง ยังมีรอยรั่ว ที่นั่งไม่ได้มีพอสำหรับทุกคน และอาจจะนั่งไม่สบาย แล้วส่งให้คนรุ่นต่อไปไปตายเอาดาบหน้า ให้หาทางคิดกันเอาเองว่าในน่านน้ำใหม่ที่ชื่อ security-first world พวกเขาจะทำอย่างไร
“หรือเราจะใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส ใช้คลื่นลมที่รุนแรงอยู่ข้างนอกมาเป็นพลังภายใน เปลี่ยนอัปเกรดเครื่องยนต์ให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ เป็น new economy ที่วิ่งได้เร็วขึ้น ไปไกลได้ขึ้น เปลี่ยนกันชนเรือ อุดรอยรั่ว อัปเกรดที่นั่งให้มีที่นั่งสำหรับคนทุกคนได้นั่งสบาย ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นผู้ใหญ่นั่งไปด้วยกันได้
“เราจะเลือกทางเลือกไหน ผมเชื่อว่าทุกท่านอยากเลือกทางเลือกที่สอง และผมเชื่อว่าเราสามารถเลือกทางที่สองได้ แม้ไม่ง่าย แต่เราสามารถทำได้ ถ้าเราทำด้วยกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาควิชาการ คนรุ่นใหม่ คนรุ่นผู้ใหญ่ มาจับมือกัน เพราะตอนนี้คือเวลาที่เราต้องสร้างเรือลำใหม่ สร้างเรือที่สามารถส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป ให้เขาสามารถขับเรือลำนี้ออกไปสู่เวทีโลกได้อย่างภาคภูมิใจ”