
วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมานี้ ถือเป็นวาระครบรอบ 10 ปีนับตั้งแต่จีนยกเลิกนโยบาย "ลูกคนเดียว" หรือที่ทั่วโลกรู้จักกันในชื่อ China's One-Child Policy นับเป็นมาตรการควบคุมประชากรที่เข้มงวดและมีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของจีน ซึ่งเริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ 25 กันยายน 1980 โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน เนื่องจากหลังยุคสงคราม ประชากรจีนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจีนภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยวผิงกังวลว่า หากปล่อยไว้ ประชากรจะล้นจนทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร และที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ
ย้อนกลับไปในวันนั้น ผู้นำจีนเชื่อว่า "ประชากรที่มากเกินไปคืออุปสรรคต่อความมั่งคั่ง" การมีเด็กจำนวนมากทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการดูแลเด็กและสวัสดิการพื้นฐาน แทนที่จะนำเงินไปลงทุนในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี รัฐบาลต้องการให้ครอบครัวมีขนาดเล็กลง เพื่อให้พ่อแม่สามารถทุ่มเททรัพยากรให้กับลูกคนเดียวได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างประชากรที่มีคุณภาพสูงขึ้น
ครอบครัวที่ปฏิบัติตามจะได้รับ "ใบรับรองลูกคนเดียว" ซึ่งจะได้รับสวัสดิการ เงินโบนัส และสิทธิ์เข้าถึงโรงเรียนที่ดีกว่า ส่วนครอบครัวที่ฝ่าฝืนจะถูกปรับเงินมหาศาล บางครั้งสูงกว่ารายได้ทั้งปี หรืออาจถูกไล่ออกจากงานรัฐวิชาชีพ ในกรณีที่รุนแรงมีการบังคับทำหมันหรือทำแท้ง ในขณะเดียวกัน ชาวจีนหลายครอบครัวก็เลือกที่จะทำแท้งทารกเพศหญิงเอง เพื่อมีลูกชายไว้สืบสกุล
แต่ทุกวันนี้ รัฐบาลจีนกำลังทำสิ่งตรงข้ามกับเมื่อก่อน เป็นการกลับนโยบายแบบ 180 องศา จากเดิมที่เคยใช้บทลงโทษอย่างหนักเพื่อ "ห้ามมี" กลายมาเป็นความพยายามอย่างสุดตัวเพื่อ "อ้อนวอนให้มี" หลายมณฑลมีการแจกเงินขวัญถุง และเงินรายเดือนให้กับครอบครัวที่มีลูกคนที่ 2 หรือ 3 จนกว่าเด็กจะอายุครบ 3 ปี และล่าสุด ยังออกมาตรการที่จำกัดการเข้าถึงการคุมกำเนิด! โดยเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากถุงยางอนามัยและยาคุมกำเนิด
Spotlight ชวนสำรวจสถานการณ์ประชากรในจีน หลังการยกเลิกนโยบายลูกคุมเดียวที่ผ่านมาแล้วถึง 10 ปี เหตุใดการกระตุ้นให้ครอบครัวมีบุตรจึงไม่ได้ผล?
เกือบ 35 ปี ที่มีการใช้นโยบายลูกคนเดียวอย่างเข้มงวด ดูเหมือนจะได้ผลดีหากวัดจากความตั้งใจที่จะลดจำนวนประชากร และเรียกได้ว่าได้ผลดีเกินไปด้วยซ้ำ จนรัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ตัดสินใจที่จะยกเลิก เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2015 และมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2016
รัฐบาลพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า สัดส่วนของ "วัยแรงงาน" ช่วงอายุ 15-59 ปี ของจีนเริ่มลดลงเป็นครั้งแรกในปี 2012 และลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากปล่อยไว้ จีนจะไม่มีแรงงานเพียงพอที่จะขับเคลื่อนโรงงานและอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจหลักของประเทศ นอกจากนี้ ยังเกิด “ปรากฏการณ์ 4-2-1” ที่เด็ก 1 คน ต้องรับผิดชอบดูแลพ่อแม่ 2 คน และปู่ย่าตายายอีก 4 คน ภาระนี้หนักเกินไปสำหรับคนรุ่นใหม่ และรัฐบาลเองก็ไม่มีงบประมาณสวัสดิการมากพอที่จะดูแลผู้สูงอายุจำนวนมหาศาลได้ทั้งหมด
ในปี 2016 รัฐบาลประกาศนโยบาย "ลูกสองคน" (Two-Child Policy) เพื่อหยุดยั้งการลดลงของวัยแรงงานและต่อมาในปี 2021 ได้ขยับขึ้นเป็นนโยบาย "ลูกสามคน" (Three-Child Policy) หลังจากพบว่า การอนุญาตให้มีลูก 2 คนยังไม่สามารถกระตุ้นอัตราการเกิดได้เพียงพอ จนปัจจุบัน รัฐบาลจีนแทบจะยกเลิกการจำกัดจำนวนไปโดยปริยาย และเปลี่ยนมาใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อจูงใจแทน
นอกจากการให้เงินขวัญถุง เงินพิเศษ หรือแม้แต่เงินรายเดือนให้กับคู่บ่าวสาวที่แต่งงานใหม่และมีบุตร ยังมีนโยบายกระตุ้นประชากรอื่น ๆ เช่น ควบคุมค่ากวดวิชาที่เคยแพงมหาศาล เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายพ่อแม่ และให้สิทธิ์ครอบครัวที่มีลูกหลายคนในการซื้อหรือเช่าที่พักอาศัยในราคาพิเศษ เพิ่มวันลาคลอดให้ยาวขึ้น และพยายามผลักดันให้พ่อมีสิทธิ์ลาไปช่วยเลี้ยงลูกได้ด้วย รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งถึงกับเล่นบทกามเทพ จัดกิจกรรมนัดบอดที่รัฐสนับสนุน และพยายามลดค่านิยมสินสอดราคาแพงเพื่อให้คนรุ่นใหม่แต่งงานกันเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม สวัสดิการมากมาย แรงจูงใจที่ทำให้ตาลุกวาว แสดงให้เห็นว่า กว่ารัฐบาลจะตระหนักได้ ก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะค่านิยมของคนจีนได้เปลี่ยนไปแล้ว การมีลูกคนเดียวกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสังคมที่แก้ไขได้ยาก
เวลกิน เหลย ชายวัย 30 ปีจากปักกิ่งและภรรยา กำลังพิจารณาว่าจะมีลูกคนที่สองดีหรือไม่ เมื่อเขานั่งคำนวณตัวเลขคร่าว ๆ บนกระดาษ ก็พบว่า พวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายด้านทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ปัจจุบันเหลยและภรรยามึลูกชายวัย 3 ขวบอยู่แล้ว และต้องพึ่งพาบริการพี่เลี้ยงเด็กในระหว่างที่ทั้งคู่ออกไปทำงาน ยิ่งไปกว่านั้น เหลยและภรรยาต่างเป็นลูกคนเดียวของปู่ย่าตายาย เขาจึงรับภาระดูแลผู้สูงอายุ
เหลยเชื่อว่า รัฐบาลควรทำอะไรให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการมอบความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ครอบครัว เขากล่าวว่า "ถ้าเราต้องการส่งเสริมให้คนมีลูกมากขึ้นในตอนนี้ เราจำเป็นต้องใส่ความพยายามและความมุ่งมั่นลงไปในระดับที่เท่ากัน หรืออาจจะมากกว่าเดิม เพื่อให้มันเกิดขึ้นจริงได้"
ทั้งนี้ จำนวนประชากรของจีนหดตัวลงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจนถึงปี 2024 แม้จะมีการเพิ่มขึ้นของยอดการเกิดเพียงเล็กน้อยในปีนั้น แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะเอาชนะจำนวนการเสียชีวิตได้
ปัจจุบัน ประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี มีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด 1,400 ล้านคน และอาจพุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจถึงครึ่งหนึ่งของประชากรภายในปี 2100 ตามการคาดการณ์ของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นความจริงที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่เพียงแต่ต่อเศรษฐกิจของจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางทหารเทียบเท่ากับสหรัฐอเมริกาด้วย
หนุ่มสาวจีนหลายคนเชื่อว่า การจะเพิ่มอัตราการเกิดนั้นหมายถึงการต้องไปแก้ปัญหาที่เป็นหัวใจหลัก เช่น อัตราการว่างงานที่สูงในหมู่เยาวชน ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกที่สูงลิ่ว และสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้หญิงในการเลี้ยงลูก นอกจากนี้ มรดกตกทอดโดยตรงจากนโยบายลูกคนเดียว ยังทิ้งให้จีนเผชิญกับความไม่สมดุลทางเพศ และกลุ่มคนรุ่นที่เป็นลูกคนเดียวซึ่งไม่มีพี่น้อง ที่ตอนนี้ต้องรับผิดชอบดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราเพียงลำพัง ในประเทศที่ระบบสวัสดิการสังคมยังคงอ่อนแอในหลายพื้นที่
นั่นคือเหตุผลที่นายเหลยกล่าวว่า แม้เขาจะมีงานที่มั่นคงในบริษัทการเงิน แต่เขาก็ยังกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอนาคต เขากล่าวว่า "ผมรู้ว่าไม่ว่าผมจะออมเงินไว้เพื่ออนาคตมากแค่ไหน ผมก็ต้องใช้เงินเพื่อซื้อแรงงานของลูกคนอื่นมาดูแลพ่อแม่ของผม ในยามแก่เฒ่า" เขากล่าว "เมื่อพิจารณาจากทิศทางการพัฒนาของสังคม ผมสงสัยว่าในอนาคตผมจะมีความสามารถจ่ายเงินส่วนนั้นไหวหรือไม่"
ล่าสุด สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้กล่าวถึงความจำเป็นในเรื่องความมั่นคงทางประชากรและยกระดับการพัฒนาประชากรที่มีคุณภาพสูงให้เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จะมีนโยบายหรือมาตรการจูงใจเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการเกิดและการแต่งงานออกมาอีกในปีถัด ๆ ไป แต่จีนจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืนไหม เป็นเรื่องที่ทั่วโลกกำลังจับตา