
วิกฤติพลังงานในตะวันออกกลางกำลังยกระดับความรุนแรงขึ้นอีกขั้น หลังเมืองอุตสาหกรรมราส ลาฟฟาน (Ras Laffan Industrial City) โครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดของโลกในกาตาร์ถูกโจมตีจนได้รับ “ความเสียหายอย่างรุนแรง” ท่ามกลางสถานการณ์การปะทะทางทหารที่ขยายวงกว้างในอ่าวเปอร์เซีย
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกอย่างชัดเจน และได้ส่งแรงกระเพื่อมทันทีไปยังตลาดการเงินและพลังงานทั่วโลก โดยราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวพุ่งขึ้นจากความกังวลด้านอุปทานที่อาจตึงตัวมากขึ้นในระยะสั้น
ณ เวลา 10.56 น. ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 111.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล น้ำมันดิบ WTI เคลื่อนไหวที่ระดับ 97.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ก๊าซธรรมชาติอ้างอิงของยุโรปพุ่งขึ้น 6% ในวันพุธ ตามข้อมูลของ ICE Futures Europe สะท้อนแรงซื้อในตลาดที่เร่งตัวขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
จุดศูนย์กลางของเหตุการณ์อยู่ที่เมืองอุตสาหกรรมราส ลาฟฟาน (Ras Laffan Industrial City) ซึ่งมีพื้นที่ราว 295 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณหนึ่งในสามของนครนิวยอร์ก และถือเป็นหัวใจของอุตสาหกรรม LNG โลก โดยก่อนหน้านี้เคยมีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานโลก
อย่างไรก็ตาม การผลิตได้หยุดชะงักไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค ส่งผลให้เหตุโจมตีล่าสุดยิ่งตอกย้ำความเสี่ยงเชิงระบบของตลาดก๊าซโลก โดยเฉพาะในบริบทที่ยังขาด “คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์” ที่เพียงพอในการรองรับภาวะช็อกด้านอุปทานในยามวิกฤติ
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงค่ำวันพุธ เมื่อทางการกาตาร์เปิดเผยว่ามีขีปนาวุธจากอิหร่านพุ่งเป้าโจมตีเมืองอุตสาหกรรมราส ลาฟฟาน โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 4 ลูก อย่างไรก็ตาม ยังมีอย่างน้อยหนึ่งลูกที่ทะลุแนวป้องกันและตกลงในพื้นที่อุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดี เมื่อเกิดการโจมตีซ้ำในพื้นที่เดิม จนนำไปสู่เหตุเพลิงไหม้ภายในนิคมอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทยของกาตาร์ระบุว่าสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลาต่อมา ขณะที่บริษัท QatarEnergy เปิดเผยว่าโรงงาน LNG หลายแห่งได้รับผลกระทบโดยตรง เกิดไฟไหม้ขนาดใหญ่และสร้างความเสียหายเพิ่มเติมในวงกว้าง
แม้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต เนื่องจากมีการอพยพพนักงานออกจากพื้นที่ล่วงหน้าหลายชั่วโมง และบริษัทยืนยันว่าพนักงานทั้งหมดปลอดภัย แต่ระดับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานยังอยู่ระหว่างการประเมิน ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังการผลิตในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดได้ลุกลามไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค โดยในอาบูดาบี ทางการสั่งปิดโรงงานก๊าซฮับชาน หลังมีเศษซากจากการสกัดขีปนาวุธตกลงในพื้นที่ แม้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ โรงงานดังกล่าวซึ่งดำเนินการโดย Abu Dhabi National Oil Co. ถือเป็นหนึ่งในโรงแปรรูปก๊าซบนบกที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีสายการผลิต 14 สาย และมีกำลังผลิตมากกว่า 6 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพียงพอต่อความต้องการของประเทศขนาดใหญ่อย่างเกาหลีใต้
ด้านซาอุดีอาระเบีย กระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่าสามารถสกัดการโจมตีด้วยโดรนที่มุ่งเป้าไปยังโรงงานก๊าซในภาคตะวันออกได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง เศษสะเก็ดจากขีปนาวุธแบบบอลลิสติกได้ตกใกล้โรงกลั่นน้ำมันทางตอนใต้ของกรุงริยาด สะท้อนให้เห็นว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานกำลังขยายวงครอบคลุมหลายประเทศทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
กาตาร์แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อเหตุการณ์โจมตีครั้งนี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศระบุว่าเป็น “การยกระดับที่อันตรายและการละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรง” พร้อมชี้ว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติและเสถียรภาพของภูมิภาค ก่อนมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทูต ทหาร และฝ่ายความมั่นคงของอิหร่าน รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ออกจากประเทศภายใน 24 ชั่วโมง
ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ผ่าน Truth Social เตือนว่า หากมีการโจมตีโรงงาน LNG ของกาตาร์อีกครั้ง สหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการตอบโต้ทันที สะท้อนท่าทีที่พร้อมยกระดับการตอบสนองทางทหารหากสถานการณ์ลุกลาม
ด้านนักวิเคราะห์ประเมินว่า การที่อิหร่านเลือกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของกาตาร์ถือเป็น “การยกระดับครั้งใหญ่” ของความขัดแย้งในภูมิภาค ริชาร์ด แพรตต์ จาก Precision LNG Consulting ระบุว่า ความไม่แน่นอนของขอบเขตความเสียหายและระยะเวลาการหยุดชะงัก จะสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่นีล เบเวอริดจ์ จาก Bernstein ชี้ว่า หากโรงงาน LNG ได้รับความเสียหายจริง ผลกระทบจะมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากตลาด LNG โลกมีระดับสต็อกที่จำกัด และยังไม่มีระบบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่เพียงพอในการรองรับภาวะช็อกด้านอุปทานในลักษณะนี้
เหตุการณ์โจมตีราส ลาฟฟานเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยกระดับต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ South Pars ของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติปรับตัวพุ่งขึ้นทันทีภายในวันเดียวกัน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้กลายเป็น “เป้าหมายที่ชอบธรรม” ในการขัดแย้งครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การโจมตีล่าสุดจึงถูกมองว่าเป็นสถานการณ์ที่ตลาดก๊าซโลก “หวาดกลัวมากที่สุด” โดยทอม มาร์เซค-แมนเซอร์ จาก Wood Mackenzie ระบุว่า แม้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นในส่วนใดของคอมเพล็กซ์ แต่ไม่ว่าในกรณีใด เหตุการณ์นี้มีแนวโน้มจะผลักดันให้ราคาก๊าซปรับตัวเพิ่มขึ้นทันทีเมื่อเปิดตลาด
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 5.1% ในวันพฤหัสบดี สะท้อนแรงกดดันด้านอุปทานที่เพิ่มสูงขึ้นจากความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์
ความเสี่ยงด้านอุปทานยิ่งทวีความรุนแรงจากข้อจำกัดด้านการขนส่ง หลังการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ส่งผลให้เมืองอุตสาหกรรมราส ลาฟฟานถูกตัดขาดจากโลกภายนอกในเชิงโลจิสติกส์
ในเวลาเดียวกัน การผลิต LNG ของกาตาร์ได้หยุดลงตั้งแต่ต้นเดือน หลังถูกโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน ทำให้บริษัท QatarEnergy ต้องประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) ต่อการส่งมอบก๊าซ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานโลกในช่วงเวลาที่อุปทานตึงตัวอยู่แล้ว
ผลกระทบดังกล่าวรุนแรงเป็นพิเศษในเอเชียและยุโรป ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า โดยผู้ซื้อจำนวนมากต้องเร่งหาแหล่งจัดหาทดแทน ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าการส่งออกจากกาตาร์จะกลับมาได้เมื่อใด แม้ในกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง
ไอรา โจเซฟ จาก Center on Global Energy Policy แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่า โอกาสที่กาตาร์จะกลับเข้าสู่ตลาดในระยะสั้นยังมีจำกัด และแม้แต่กรอบเวลาช่วงกลางปีก็ยังถือว่า “ท้าทาย” ขณะที่บริษัทพลังงานระดับโลกอย่าง Shell Plc ซึ่งมีส่วนร่วมในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซและ LNG ในราส ลาฟฟาน เปิดเผยว่ากำลังประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไร้ความชัดเจน ตลาดพลังงานโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ
อ้างอิง: Bloomberg