Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ผ่าโครงสร้างใหม่ราคาน้ำมันไทย ขึ้นตรงไหน? เงินอุดหนุนกองทุนลดเท่าไร?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ผ่าโครงสร้างใหม่ราคาน้ำมันไทย ขึ้นตรงไหน? เงินอุดหนุนกองทุนลดเท่าไร?

18 มี.ค. 69
14:31 น.
แชร์

การปรับขึ้นของราคาน้ำมันในวันที่ 18 มีนาคม 2569 สะท้อน “โครงสร้างใหม่” ของราคาพลังงานไทยที่ขยับขึ้นทั้งระบบ โดยแรงกดดันหลักมาจากต้นทุนต้นน้ำหรือราคา ณ โรงกลั่น (ex-refinery) ที่เพิ่มขึ้น และส่งผ่านไปยังราคาขายส่ง (WS) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามฐานราคา ขณะที่ภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลยังคงเดิม ทำให้การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นผลจากต้นทุนจริงมากกว่าการปรับนโยบาย

ขณะเดียวกัน “เงินชดเชย” ในระบบเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยดีเซลยังคงได้รับการอุดหนุนสูงแต่ลดลงจาก 20.36 เหลือ 19.86 บาท/ลิตร ขณะที่การอุดหนุนค่าการตลาดในเบนซินถูกปรับลดลงชัดเจน กลายเป็นตัวเร่งให้ราคาขายปลีกขยับขึ้นมากขึ้น สะท้อนทิศทางที่รัฐเริ่มผ่อนการพยุงราคา และปล่อยให้ต้นทุนถูกส่งผ่านมากขึ้น แม้บางกลุ่มอย่าง E20 และ E85 จะยังได้รับการอุดหนุนเพิ่มเพื่อดูแลเชิงนโยบาย

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ที่ชี้ว่า การตรึงราคาน้ำมันทั้งระบบมีต้นทุนทางการคลังสูงและไม่ยั่งยืนในระยะยาว โดยแนวทางที่เหมาะสมคือการทยอยปล่อยให้ราคาสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น ควบคู่กับการปรับรูปแบบการอุดหนุนจากแบบครอบคลุมไปสู่ “การช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่ม” เพื่อลดภาระรัฐและลดการบิดเบือนสัญญาณราคา ขณะที่ยังสามารถดูแลกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุดมากกว่าเดิม

โครงสร้างราคาน้ำมันขยับขึ้นทั้งระบบ ต้นทุนต้นน้ำ-VAT ดันราคาหน้าปั๊ม ขณะที่กองทุนน้ำมันยังแบกรับภาระหนัก

การเปรียบเทียบโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2569 และ 18 มีนาคม 2569 ชี้ให้เห็นการปรับขึ้นของราคาขายปลีกในหลายชนิดเชื้อเพลิง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก “ราคา ณ โรงกลั่น” ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และส่งผ่านไปยังราคาขายส่ง (Wholesale: WS) รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งคำนวณแบบ ad valorem ทำให้ขยับขึ้นตามฐานราคา ขณะที่โครงสร้างภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลยังคงเดิม

ดีเซลและน้ำมันเตา ต้นทุนพุ่ง แต่รัฐยังตรึงผ่านกองทุน แม้อุดหนุนน้อยลง

ในกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว การเปลี่ยนแปลงสะท้อนแรงกดดันต้นทุนชัดเจนที่สุด โดย ex-refinery เพิ่มจาก 38.6747 เป็น 39.4383 บาท/ลิตร ส่งผลให้ WS เพิ่มจาก 25.9767 เป็น 27.2403 บาท และ VAT ของ WS เพิ่มจาก 1.8184 เป็น 1.9068 บาท ทำให้ WS รวม VAT เพิ่มจาก 27.7951 เป็น 29.1471 บาท

แม้ต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก แต่กองทุนน้ำมันยังคงอุดหนุนในระดับสูงแม้จะปรับลดลง โดยปรับจากอุดหนุน 20.36 เป็น 19.86 บาท/ลิตร และค่าการตลาดลดลงจาก 2.0046 เป็น 1.2083 บาท ทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มเพียง 0.50 บาท จาก 29.94 เป็น 30.44 บาท/ลิตร สะท้อนบทบาทเชิงนโยบายในการควบคุมราคาดีเซล

สำหรับน้ำมันเตา (FO) ทั้งกำมะถันไม่เกิน 2% ในกลุ่ม 600 และ 1500 โครงสร้างราคาส่วนใหญ่ยังคงเดิม โดยภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 0.64 บาท/ลิตร ภาษีเทศบาล 0.064 บาท และกองทุนน้ำมัน 0.06 บาท ขณะที่ราคาขายส่งรวม VAT ของ FO 600 อยู่ที่ 29.9229 บาท และ FO 1500 อยู่ที่ 27.4885 บาท ซึ่งไม่มีการแสดงค่าการตลาดและราคาขายปลีกในตาราง สะท้อนลักษณะการใช้ในภาคอุตสาหกรรมมากกว่าค้าปลีก

“ค่าการตลาด-กองทุน” พลิกเกม ดันเบนซินทะลุ 40 บาท แต่ E20-E85 สวนทางราคาลง

เบนซิน 95 มีราคา ex-refinery เพิ่มจาก 31.4883 เป็น 31.5139 บาท/ลิตร แม้จะเป็นการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อรวมภาษีสรรพสามิต 7.50 บาท ภาษีเทศบาล 0.75 บาท กองทุนน้ำมัน 0.10 บาท และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน 0.05 บาท ทำให้ราคาขายส่งก่อน VAT อยู่ที่ 39.8883 บาทในวันก่อนหน้า และเพิ่มเป็น 39.9139 บาทในวันถัดมา ก่อนที่ VAT ของราคาขายส่งจะเพิ่มจาก 2.7922 เป็น 2.7940 บาท ส่งผลให้ราคาขายส่งรวม VAT ขยับจาก 42.6805 เป็น 42.7079 บาท/ลิตร 

อย่างไรก็ตาม จุดที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนคือการอุดหนุน “ค่าการตลาด” ซึ่งลดลงจาก 2.8416 บาท เป็น 1.9326 บาท การลดระดับการอุดหนุนนี้ทำให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นจาก 39.64 เป็น 40.64 บาท/ลิตร

ในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ ภาพโครงสร้างมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของกองทุนน้ำมันที่ยังคงอุดหนุนในระดับสูงและปรับเพิ่มในบางชนิด

แก๊สโซฮอล์ 95 E10 มีราคา ex-refinery เพิ่มจาก 30.4214 เป็น 30.4449 บาท/ลิตร โดยภาษีสรรพสามิตยังอยู่ที่ 6.75 บาท และภาษีเทศบาล 0.675 บาท ขณะที่กองทุนน้ำมันคงการอุดหนุนที่ 9.73 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายส่งก่อน VAT เพิ่มเล็กน้อยจาก 28.1664 เป็น 28.1899 บาท และ VAT ของ WS เพิ่มจาก 1.9716 เป็น 1.9733 บาท ทำให้ WS รวม VAT อยู่ที่ 30.1632 บาทในวันล่าสุด

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่ค่าการตลาด ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 0.8523 เป็น 1.7634 บาท/ลิตร และ VAT ของค่าการตลาดเพิ่มจาก 0.0597 เป็น 0.1234 บาท ทำให้ราคาขายปลีกขยับจาก 31.05 เป็น 32.05 บาท/ลิตร

แก๊สโซฮอล์ 91 มีโครงสร้างใกล้เคียงกัน โดย WS เพิ่มจาก 27.7614 เป็น 27.7855 บาท และ WS รวม VAT จาก 29.7047 เป็น 29.7305 บาท ขณะที่ค่าการตลาดเพิ่มจาก 0.9115 เป็น 1.8220 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกเพิ่มจาก 30.68 เป็น 31.68 บาท/ลิตร

สำหรับแก๊สโซฮอล์ 95 E20 การเปลี่ยนแปลงมีนัยสำคัญมากขึ้นในฝั่งกองทุน โดยอัตราอุดหนุนเพิ่มจาก 11.06 เป็น 12.85 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายส่งก่อน VAT ลดลงจาก 24.5958 เป็น 22.8272 บาท แม้ VAT ของ WS จะลดลงจาก 1.7217 เป็น 1.5979 บาท และ WS รวม VAT ลดลงจาก 26.3175 เป็น 24.4251 บาท แต่ค่าการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจาก 1.4229 เป็น 2.4532 บาท ทำให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 27.05 บาท/ลิตร

ในขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 E85 ได้รับการอุดหนุนเพิ่มจาก 2.28 เป็น 4.28 บาท/ลิตร ทำให้ WS ลดลงจาก 22.3540 เป็น 20.3606 บาท และ WS รวม VAT ลดลงจาก 23.9188 เป็น 21.7858 บาท แม้ค่าการตลาดเพิ่มจาก 1.7488 เป็น 1.8731 บาท แต่ไม่เพียงพอจะดันราคา ทำให้ราคาขายปลีกลดลงจาก 25.79 เหลือ 23.79 บาท/ลิตร

LPG โครงสร้างคงที่ สะท้อนการตรึงราคาเต็มรูปแบบ

LPG ยังคงมีโครงสร้างราคาคงที่ โดยราคา ex-refinery อยู่ที่ 19.7062 บาท/กิโลกรัม ภาษีสรรพสามิต 2.17 บาท ภาษีเทศบาล 0.217 บาท และกองทุนน้ำมัน -1.1753 บาท ส่งผลให้ราคาขายส่งก่อน VAT อยู่ที่ 20.9179 บาท และ VAT ของ WS อยู่ที่ 1.4643 บาท ทำให้ WS รวม VAT อยู่ที่ 22.3822 บาท

เมื่อรวมค่าการตลาด 3.2566 บาท และ VAT ของค่าการตลาด 0.2280 บาท ราคาขายปลีกจึงอยู่ที่ 25.87 บาท/กิโลกรัมโดยไม่เปลี่ยนแปลง สะท้อนการตรึงราคาเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง

ดร.พิพัฒน์ ชี้ลดภาษีเป็นต้นทุนรัฐ แนะทยอยปล่อยราคาสะท้อนจริง-อุดหนุนเฉพาะกลุ่ม 

สำหรับประเด็นการปรับราคาน้ำมัน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันในระยะนี้มีต้นตอจากปัจจัยภายนอกประเทศที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้โดยสิ้นเชิง ทำให้ขอบเขตของการดำเนินนโยบายภาครัฐมีข้อจำกัดสูง โดยสิ่งที่ทำได้คือการ “คาดหวังในสถานการณ์ที่ดีที่สุด แต่เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่เลวร้าย” ควบคู่กันไป และทุกมาตรการที่เลือกใช้ล้วนมีต้นทุนทางการคลังที่ต้องแบกรับ

ดร.พิพัฒน์ ระบุว่า การพยายามตรึงราคาน้ำมัน ไม่ว่าจะผ่านโครงสร้างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การลดภาษีสรรพสามิต หรือมาตรการอื่น ๆ ล้วนเป็นภาระของรัฐทั้งสิ้น โดยการลดภาษีช่วยลดราคาหน้าปั๊มได้ในทันที แต่ทำให้รายได้รัฐหายไป ขณะที่การอุดหนุนผ่านกองทุนเป็นการเพิ่มรายจ่ายหรือเลื่อนภาระไปเป็นหนี้ในอนาคต

ไม่ว่าจะเลือกใช้แนวทางใด ผลลัพธ์สุดท้ายคือภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น ทั้งในรูปของรายได้ที่ลดลง รายจ่ายที่สูงขึ้น หรือระดับหนี้สาธารณะที่ขยับสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันและอิงราคาตลาดโลก ต้นทุนดังกล่าวจึงเป็นต้นทุนที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และทุกมาตรการจำเป็นต้องคำนวณ “ภาระที่แท้จริงของรัฐ” อย่างครบถ้วน

ดร.พิพัฒน์ เห็นว่า ตัวชี้วัดที่สะท้อนต้นทุนดังกล่าวได้ชัดเจนที่สุดคือสถานะของกองทุนน้ำมันในระดับรายวัน ซึ่งแสดงให้เห็นโดยตรงว่าการแทรกแซงราคามีต้นทุนเท่าใดในแต่ละวัน พร้อมทั้งต้องพิจารณาควบคู่กับข้อจำกัดด้านวินัยการคลัง เช่น เป้าหมายการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% และแนวโน้มหนี้สาธารณะในระยะข้างหน้า

ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะตรึงราคาน้ำมันไม่ให้ปรับขึ้นเลยได้ แต่อาจสามารถเข้าไปช่วย “ชะลอ” การส่งผ่านผลกระทบได้ในบางช่วง หากประเมินว่าสถานการณ์เป็นเพียงระยะสั้น โดยกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะทำหน้าที่ดูดซับความผันผวน กล่าวคือ ในช่วงราคาน้ำมันสูงจะช่วยแบกรับภาระบางส่วนเพื่อลดแรงกระแทกต่อราคาขายปลีก และเมื่อราคาปรับลดลงก็จะมีการเรียกคืนผ่านการตั้งราคาภายในประเทศให้สูงกว่าต้นทุน

อย่างไรก็ตาม การตรึงราคาที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงจะทำให้ต้นทุนการชดเชยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังบิดเบือนสัญญาณราคา ไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทำให้กลไกตลาดไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ ดร.พิพัฒน์ เสนอว่า แนวทางที่เหมาะสมคือการทยอยปรับราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น แทนการตรึงราคาแบบเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งปรับรูปแบบการอุดหนุนจากลักษณะครอบคลุมทั้งระบบไปสู่การช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม (targeted subsidy) เพื่อลดต้นทุนทางการคลังและลดการบิดเบือนแรงจูงใจในระบบเศรษฐกิจ

ดร.พิพัฒน์ ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่ตรงเป้าหมายของการอุดหนุนในปัจจุบัน โดยยกตัวอย่างว่าผู้ใช้รถยนต์ดีเซลขนาดใหญ่หรือผู้มีรายได้สูงยังคงได้รับการอุดหนุนในอัตราเดียวกับประชาชนทั่วไป สะท้อนความไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์

ดังนั้น แนวทางของรัฐบาลในระยะต่อไปจึงควรมุ่งไปสู่การชดเชยเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิผลมากขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถดูแลค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มเปราะบางได้โดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็นต่อฐานะการคลังในระยะยาว

เงินเฟ้อ-Stagflation และโจทย์พลังงาน จากแรงกดดันระยะสั้นสู่การปรับโครงสร้างระยะยาว

ดร.พิพัฒน์ ประเมินว่า หากในท้ายที่สุดจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลอยตัวและสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหมวดพลังงานมีน้ำหนักในดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อยู่ในระดับค่อนข้างสูงราว 12-15% ทำให้การปรับขึ้นของราคาน้ำมันทุก 10% สามารถส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อโดยตรง และเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเผชิญภาวะชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อสูง หรือภาวะ stagflation อย่างมีนัยสำคัญ

ในบริบทดังกล่าว ดร.พิพัฒน์ เห็นว่ามาตรการภาครัฐควรถูกออกแบบให้สามารถบรรเทาผลกระทบได้โดยไม่สร้างความบิดเบือนต่อกลไกตลาดมากเกินไป โดยจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการอุดหนุนแบบครอบคลุม (across the board) ที่ใช้ในปัจจุบัน และทยอยปรับราคาพลังงานให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น ควบคู่กับการเปลี่ยนไปใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้การชดเชยมีประสิทธิภาพและลดภาระทางการคลังในระยะยาว

สำหรับมาตรการระยะสั้น ดร.พิพัฒน์ ระบุว่า ความท้าทายในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงมิติของ “ราคา” เท่านั้น แต่ยังเผชิญแรงกดดันจาก “ปริมาณ” หรือข้อจำกัดด้านอุปทานพลังงานด้วย สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาครัฐต้องเร่งกระจายความเสี่ยงของแหล่งนำเข้า เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนความเปราะบางต่อความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน

ดังนั้น แนวทางสำคัญคือการมองหาทางเลือกในการนำเข้าพลังงานจากประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และผู้ผลิตรายอื่น พร้อมทั้งประเมินความพร้อมของโรงกลั่นในประเทศว่าจะต้องปรับโครงสร้างหรือกระบวนการผลิตอย่างไร เพื่อให้สามารถรองรับวัตถุดิบจากแหล่งใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบริหารความเสี่ยงในช่วงนี้จำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักการ “คาดหวังในสิ่งที่ดีที่สุด แต่เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด” เนื่องจากกระบวนการสั่งนำเข้าน้ำมันมีระยะเวลาล่วงหน้าประมาณหนึ่งเดือน ทำให้การวางแผนล่วงหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่งภายใต้ความไม่แน่นอนสูง

ในด้านการบริหารสถานการณ์ภายในประเทศ ภาครัฐจำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างชัดเจนถึงข้อจำกัดและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันความตื่นตระหนก โดยเฉพาะพฤติกรรมการกักตุนพลังงานที่เริ่มปรากฏ ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมทั้งปัญหาราคาและความเพียงพอของอุปทานให้รุนแรงมากขึ้น

สำหรับระยะกลางและระยะยาว ดร.พิพัฒน์ มองว่าวิกฤตครั้งนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว ขณะที่ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยซึ่งเคยเป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศ ปัจจุบันสามารถรองรับความต้องการได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่ง และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในอนาคต ส่งผลให้ความจำเป็นในการนำเข้าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่สามารถพัฒนาพลังงานทดแทนจนมีสัดส่วนในระบบไฟฟ้าสูงถึงครึ่งหนึ่งหรือมากกว่า ประเทศไทยยังมีสัดส่วนพลังงานทดแทนต่ำกว่า 20% อย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ แนวทางเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือการเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนภายในประเทศ ทั้งในรูปแบบโซลาร์รูฟท็อป การออกแบบแรงจูงใจเพื่อกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาพลังงานลมและพลังงานทางเลือกอื่น ๆ เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ เป้าหมายสำคัญคือการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวในระยะยาว และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศภายใต้ความผันผวนของตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง



แชร์
ผ่าโครงสร้างใหม่ราคาน้ำมันไทย ขึ้นตรงไหน? เงินอุดหนุนกองทุนลดเท่าไร?