
สถานการณ์ความตึงเครียดจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างความผันผวนต่อราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งทั่วโลก กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศที่อาจปรับตัวตามต้นทุนที่สูงขึ้น
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้มาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าและปริมาณสินค้าในตลาดอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระต้นทุนจากภายนอกประเทศส่งผ่านมาสู่ค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่มีโครงสร้างต้นทุนเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เฝ้าระวังและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยอาศัยกลไกของคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งได้ประกาศให้มีสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการตามประกาศปี 2568
มาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าจำเป็นกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่ต้องการปรับขึ้นราคาสินค้าจะต้องยื่นคำขออนุญาตมายังกรมการค้าภายในก่อน โดยกรมจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้าน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน การขนส่ง และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะพิจารณาอนุญาตให้ปรับราคาจำหน่ายได้
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้าแต่อย่างใด ขณะเดียวกันกรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายให้ตรึงราคาสินค้าไว้ในระดับเดิม เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูง
ทั้งนี้ รายการสินค้าและบริการควบคุมปัจจุบันมีรวมทั้งสิ้น 59 รายการ แบ่งออกเป็น 12 หมวด ประกอบด้วย
กรมการค้าภายในยังได้ประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้าในระบบเศรษฐกิจ พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและต้นทุนด้านการขนส่ง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ ได้แก่
ในด้านการดูแลสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิต กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าปัจจุบันประเทศไทยยังมีปริมาณสต็อกปุ๋ยเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ขณะที่ผู้นำเข้าได้กระจายแหล่งนำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง เช่น มาเลเซีย บรูไน และโอมาน
พร้อมกันนี้กรมยังเตรียมเชื่อมโยงการจำหน่ายปุ๋ยเคมีจากผู้ผลิตไปยังเกษตรกรโดยตรงทั่วประเทศ เพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกสำคัญของประเทศ ทั้งข้าวนาปี ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยเน้นปุ๋ยเคมีหลัก 3 ประเภท ได้แก่ ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยฟอสเฟต และปุ๋ยโพแทส ซึ่งสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิดในทุกระยะการเจริญเติบโต
นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเตรียมจัดกิจกรรม “ปุ๋ยธงเขียว ราคาประหยัด” เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศในช่วงฤดูเพาะปลูก
ในส่วนการติดตามสถานการณ์สินค้า กรมใช้ระบบบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และมีการทบทวนข้อมูลทุก 1 เดือน ได้แก่
อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสถานการณ์สินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ โดยกรมได้ติดตามปริมาณสต็อกสินค้าและโครงสร้างต้นทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอความร่วมมือประชาชนเลือกซื้อสินค้าอย่างพอเหมาะตามความจำเป็น และหลีกเลี่ยงการกักตุนสินค้าเกินความจำเป็น เพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยจะสามารถผ่านช่วงเวลาความผันผวนของเศรษฐกิจโลกไปได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยรวม
อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่ายสินค้า จะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป