
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ทำให้อุปทานน้ำมันจากภูมิภาคดังกล่าวหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นให้รัฐบาลในเอเชียต้องเร่งหาทางเลือกใหม่เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน
ภายใต้บริบทดังกล่าว การตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ประกาศผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเปิดทางให้สามารถซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียที่ “ติดค้างอยู่ในทะเล” ได้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะสำหรับประเทศในเอเชียที่กำลังเผชิญทั้งราคาที่พุ่งสูงและความเสี่ยงด้านอุปทาน
การผ่อนผันดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อในเอเชียเร่งเข้าถึงน้ำมันรัสเซียอีกครั้ง แม้จะยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเชิงภูมิรัฐศาสตร์จากมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้หลังการรุกรานยูเครนของรัสเซีย
แรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสะท้อนผ่านราคาน้ำมัน Urals ซึ่งเป็นเกรดอ้างอิงสำหรับการส่งออกของรัสเซีย โดยข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่า ราคาน้ำมันดังกล่าวพุ่งขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนมีนาคม จากระดับเพียง 58.16 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันก่อนการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ก่อนจะปรับตัวลงมาอยู่เหนือ 90 ดอลลาร์ในวันพุธ ใกล้เคียงกับราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานของตลาดโลก
การพุ่งขึ้นของราคาดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทที่ก่อนหน้านี้น้ำมันรัสเซียเคยซื้อขายในระดับ “ส่วนลดอย่างมีนัยสำคัญ” เมื่อเทียบกับตลาดโลก เนื่องจากผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และพันธมิตรที่ทำให้หลายประเทศหลีกเลี่ยงการซื้อ
อย่างไรก็ตาม เมื่ออุปทานจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก ภูมิทัศน์ดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อินเดียซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ได้เพิ่มการนำเข้าน้ำมันรัสเซียเกือบสองเท่าเป็น 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามข้อมูลของ Kpler
แม้ก่อนหน้านี้อินเดียจะเริ่มลดการซื้อน้ำมันรัสเซียลง ภายใต้ข้อตกลงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อแลกกับการลดภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียจาก 50% เหลือ 18% แต่แรงกดดันจากตลาดพลังงานทำให้อินเดียต้องหวนกลับมาพึ่งพาน้ำมันรัสเซียอีกครั้ง
ทั้งนี้ Kpler ประเมินว่า ณ วันที่ 6 มีนาคม ยังมีน้ำมันดิบรัสเซียประมาณ 130 ล้านบาร์เรลที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเล โดยในจำนวนนี้ 54 ล้านบาร์เรลอยู่ในเส้นทางระหว่างคลองสุเอซถึงสิงคโปร์ ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้ซื้อในเอเชียที่ต้องการอุปทานอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้อุปทานจากรัสเซียจะช่วยบรรเทาความตึงตัวในระยะยาว แต่ก็ไม่สามารถชดเชยอุปทานราว 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวันที่อินเดียเคยนำเข้าจากตะวันออกกลางได้ทั้งหมด
ในฝั่งของจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรัสเซียรายใหญ่ที่สุดก่อนเกิดสงครามอิหร่าน ยังคงเดินหน้าซื้อน้ำมันจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง แม้ปริมาณจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น เนื่องจากโรงกลั่นจีนได้เร่งกว้านซื้ออุปทานล่วงหน้าไปแล้วในช่วงที่อินเดียลดการซื้อก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้เล่นรายใหญ่ของจีนเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง โดย Reuters รายงานว่า Sinopec และ PetroChina ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐ ได้เริ่มหารือกับซัพพลายเออร์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการซื้อน้ำมันรัสเซียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน
นักวิเคราะห์เตือนว่า การแข่งขันระหว่างผู้ซื้อรายใหญ่จะยิ่งทำให้ตลาดตึงตัวมากขึ้น เอริกา ดาวน์ส นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์นโยบายพลังงานโลก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่า “จีนและอินเดียจะต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงน้ำมันรัสเซียล็อตเดียวกันที่ยังคงอยู่ในทะเล”
ขณะเดียวกัน โคซิโม รีส นักวิเคราะห์จาก Trivium China ในกรุงปักกิ่ง ชี้ว่า แม้จีนจะมีคลังสำรองพลังงานขนาดใหญ่ช่วยรองรับแรงกระแทกในระยะสั้น แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อก็จะสร้างความปั่นป่วนอย่างมากต่อเศรษฐกิจ โดยราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นได้เริ่มส่งผลให้ราคาน้ำมันภายในประเทศเพิ่มขึ้นแล้ว และคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอีกในสัปดาห์ถัดไป พร้อมเตือนว่า “จีนไม่สามารถป้องกันผลกระทบได้ทั้งหมด แม้อุปทานจะไม่ได้หยุดชะงักอย่างรุนแรงก็ตาม”
นอกจากมหาอำนาจเอเชียแล้ว ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ก่อนหน้านี้หลีกเลี่ยงน้ำมันรัสเซีย ก็กำลังเริ่มเปลี่ยนท่าทีและเร่งเจรจาขอซื้อน้ำมันจากรัสเซีย
ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯ ได้ให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติ Philippine National Oil Company ติดต่อซัพพลายเออร์รัสเซียแล้ว โดยรัฐมนตรีพลังงาน ชารอน การิน เปิดเผยว่า ฟิลิปปินส์ยังได้ติดต่อซัพพลายเออร์เชื้อเพลิงที่มีความสัมพันธ์มายาวนาน ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไทย และญี่ปุ่น พร้อมทั้งเตือนว่าประเทศต่าง ๆ ควรเคารพสัญญาการค้าที่มีอยู่ เนื่องจากหลายประเทศเริ่มจำกัดการส่งออกพลังงานเพื่อป้องกันการขาดแคลนภายในประเทศ
ในส่วนของไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ เช่นกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เปิดเผยว่า ไทยได้ติดต่อรัสเซียเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการซื้อน้ำมัน พร้อมกันนี้ยังได้ติดต่อแหล่งอุปทานอื่นเพิ่มเติม ได้แก่ บราซิล ไนจีเรีย และคาซัคสถาน เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน
ด้านอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ก็แสดงท่าทีเปิดกว้างเช่นกัน โดยรัฐมนตรีพลังงานและทรัพยากรแร่ บาห์ลิล ลาฮาดาเลีย ระบุว่า “ทุกประเทศเป็นตัวเลือก สิ่งสำคัญสำหรับเราคือการทำให้มั่นใจว่าอุปทานมีเพียงพอ”
ทั้งนี้ อินโดนีเซียเคยสำรวจความเป็นไปได้ในการซื้อน้ำมันรัสเซียมาแล้ว โดยบริษัท Pertamina ได้เปิดประมูลในปี 2567 อย่างไรก็ตาม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อินโดนีเซียได้ปฏิเสธว่าไม่ได้มีการนำเข้าจริง ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมพลังงานเตือนว่า น้ำมันรัสเซียไม่น่าจะเพียงพอในการชดเชยอุปทานที่หายไปจากตะวันออกกลาง โดยระบุว่า “มันอาจช่วยจำกัดการปรับขึ้นของราคาได้บ้าง แต่ไม่น่าจะทำให้ราคาลดลง” เนื่องจากเป็นเพียงการเปลี่ยนเส้นทางของอุปทานเดิม มากกว่าการเพิ่มปริมาณใหม่เข้าสู่ตลาดโลก
นอกจากนี้ แม้โรงกลั่นในเอเชียจำนวนมากจะสามารถรองรับน้ำมันดิบประเภท medium sour ของรัสเซียได้ในเชิงเทคนิค แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านการผสมคุณภาพ การขนส่ง และความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรที่ทำให้การดำเนินการล่าช้า
ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่แน่นอนของมาตรการผ่อนผันคว่ำบาตรที่มีระยะเวลาเพียง 30 วัน ยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อ โดยพุตรา อธิกูนา กรรมการผู้จัดการของ Energy Shift Institute ในกรุงจาการ์ตา ชี้ว่า ผู้ซื้อมีแนวโน้มจะวางแผนการจัดซื้อในลักษณะ “หน้าต่างเวลา” มากกว่าการทำสัญญาระยะยาว สะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดพลังงานเอเชียที่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างอุปทานโลก
ที่มา: Nikkei Asia