
วันที่ 1 พ.ค. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บรรยายสรุปแก่คณะทูต 84 คน จาก 58 ประเทศ และ 8 องค์การระหว่างประเทศ เกี่ยวกับภารกิจด้านการต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา
โดยนายสีหศักดิ์ ได้แถลงภายหลังการบรรยายแก่คณะทูต ว่า การไปประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 21- 22 เมษายน ตนเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ คนแรกที่ไปเยือนอย่างเป็นทางการหลังจากที่เมียนมา จัดตั้งรัฐบาลใหม่ เราพยายามความสัมพันธ์ไปข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องชายแดนที่ต้องมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลเมียนมา เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องร่วมมือกันบริหารจัดการ เพื่อผลประโยชน์ ร่วมกันและเพื่อความผาสุกของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เช่น การที่จะต้องร่วมมือมากขึ้นการปราบปรามออนไลน์สแกม อาชญากรรมข้ามชาติ การป้องกันการการทะลักเข้ามาของยาเสพติดซึ่งช่วงหลังนี้มากยิ่งขึ้นยิ่ง และมลพิษในแม่น้ำที่มาจากการทำเหมือง รวมถึงมลพิษทางอากาศ ซึ่งปีนี้ปัญหานี้มีความหนักหน่วงเป็นพิเศษ ซึ่งไทยจะแก้ไขเพียงลำพังไม่ได้เพราะเป็นมลพิษข้ามชาติ PM 2.5 ซึ่งมีกรอบความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่างไทย เมียนมา และลาว
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยพร้อมมีความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การอบรมบุคลากร และเรื่องสำคัญเรื่องชายแดนคือการค้า เพราะไทยมีการค้าชายแดนกับเมียนมามูลค่า 80% และจุดผ่านแดนที่สำคัญคือที่แม่สอด - เมียวดี ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาผ่านแดนตรงนี้ปิด ทำให้การค้าชายแดนการสัดุด และต้องขนส่งต้องผ่านท่าเรือที่ระนอง เพื่อเดินทางไปย่างกุ้ง ซึ่งใช้เวลามากขึ้นและค่าใช้จ่ายมากขึ้น อย่างไรก็ดีเมียนมาพยายามควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และจะประกาศการเปิดด่านได้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งหากทำได้จริงจะเป็นสิ่งที่ดีกับการค้าชายแดนซึ่งภาคเอกชนได้ขอร้องให้กระทรวงการต่างประเทศหารือเมียนมามาตลอด แต่ส่วนสำคัญ คือ สถานการณ์ในเมียนมา ที่มีการเลือกตั้งแต่บางประเทศอาจไม่รับรอง แต่ประเทศไทย การขอไปให้การการเลือกตั้งอีกครั้งคงเป็นไปไม่ได้ แต่คาดคาดหวังว่าจุดเลือกตั้งจะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่จะทำให้เขาเดินหน้าในกระบวนการสันติภาพ กระบวนการปรองดอง การพูดคุย ในฐานะเพื่อนบ้านเราแสดงความหวังดีอยากให้เขามีสันติภาพที่ยั่งยืน และอยากให้เดินหน้าในกระบวนการสันติภาพ
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ภายหลังหารือมีการตกลงระหว่างไทยกับเมียนมา สรุปเป็น 4 ข้อ คือ 1. เรายินดีที่มีการปล่อยตัวนักโทษรวมทั้งอดีตประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 และหวังว่าจะเดินหน้าในเรื่องการปรองดองต่อไป 2. เรายินดีที่ฝ่ายเมียนมาได้แสดงว่าจะยึดมั่นในกระบวนการสันติภาพและเชิญกลุ่มติดอาวุธต่างกลุ่มฝ่ายต่อต้านต่างๆ มาสู่กระบวนการพูดคุยเพื่อนำไปสู่สันติภาพ หวังว่าจะมีการพูดคุยกับทุกกลุ่มและทุกภาคส่วน 3. เราอยากจะทำงานร่วมกับเมียนมารในการเปิดพื้นที่สำหรับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับประชาชนชาวพม่าและ 4. ตนได้มีโอกาสพูดกับพลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา เรื่องอองซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมา ซึ่งตนได้ถามทุกข์สุขว่าเป็นอย่างไร ทางประธานาธิบดีเมีบนมา ได้บอกว่าได้ให้การดูแลและมีความเป็นอยู่ที่ดี ขณะเดียวกันในวันที่ 22 เมษายน 2569 ยังได้มีการระบุว่าจะพิจารณาสิ่งที่ดีในเร็วๆ นี้ ตื่นจนกระทั่งเมื่อคืนที่มีการนำอองซานซูจีออกจากเรือนจำ มากักตัวที่บ้านซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีภาพถ่ายของอองซาน ซูจี พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเมียนมา ซึ่งไม่รู้ว่สเป็นเพราะการเยือนหรือไม่ เพราะตนไม่อยากเคลมอะไร แต่ลำดับเหตุการณ์เป็นในลักษณะนี้
"นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยเรื่องความมั่นคงทางพลังพลังงาน เรามีการอาศัยแก๊สจากเมียนมาเพื่อผลิตไฟฟ้าในไทยหลายเปอร์เซ็นต์ จึงกำลังพิจารณาที่จะเข้าไปสำรวจและผลิตแก๊สเพิ่มเติมอีก 2 หลุม จึงขอให้รัฐบาลเมียนมาสนับสนุนให้การเจรจาสำเร็จลุล่วงโดยเร็ว"
นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงการเยือนประเทศไทยของนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า ได้หารือภายใต้กลไกระหว่างไทย - จีน ที่ขณะนี้เรายังอยู่ระหว่างการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี ทางการทูตไทย - จีน ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ทางหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน มีประเด็นทวิภาคีกำลังทำแผนปฏิบัติการ 5 ปีข้างหน้า ซึ่งอยากได้แผนปฏิบัติการในมิติใหม่ๆ ในการร่วมมือทางเศรษฐกิจ และนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว ความร่วมมือด้านนวัตกรรมด้าน วิทยาศาสตร์ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งอย่างได้หารือเรื่องของการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และจีนมีข้อริเริ่มพันธมิตรระหว่างปนะเทศเพื่อต่อต้านเรื่องนี้ และที่สำคัญตอนนี้ทุกคนพูดถึงเศรษฐกิจสมัยใหม่ AI ซึ่งต้องมีระบบธรรมาภิบาลต่อ โดนต้องการตัดตั้งองค์กรขึ้นมาดูแล โดยจะมีการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วย AI วันที่ 21-22 กรกฎาคม 2569 ซึ่งประเทศไทยยินดีเข้าร่วม
นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือแม่โขงล้านช้าง ซึ่งการประชุมระดับผู้นำในครั้งที่ 5 ไทยจะเป็นเจ้าภาพ โดยในปี 2568 สามารถจัดได้เพราะประเทศกัมพูชาไม่พร้อมจะมา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเยือนประเทศไทยของนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งหวังว่าประเทศกัมพูชาจะมองเรื่องนี้ ไม่ใช่เฉพาะทวิภาคี แต่เป็นเรื่องการประชุมระหว่างประเทศ จึงไม่ควรนำประเด็นทวิภาคี เป็นอุปสรรคขัดขวางการร่วมประชุมของกัมพูชา โดยได้ยืนยันกับจีนว่าเราจะจัดการประชุมโดยเร็วที่สุด รวมถึงจะร่วมประชุมเอเปตที่จีนจะเป็นเจ้าภาพที่เมืองเซินเจิ้น ในเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้ นอกจากนี้จีนยังมีการแสดงความพร้อม หลังจากที่เคยจัดการประชุมระหว่างไทยและกัมพูชาที่เมืองคุนหมิง ในเดือนธันวาคม 2568 และหากมีความจำเป็นก็พร้อมจัดการประชุมอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าไม่ประสงค์จะไม่แทรกแซงเพียงแต่ให้สถานที่อำนวยความสะดวก แต่เรื่องการพูดคุยจะต้องเป็นเรื่องระหว่าง 2 ฝ่าย ซึ่งตรงกับท่าทีของไทย
นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงผลการประชุมอาเซียน - อียูระดับรัฐมนตรี ที่บรูไน ระหว่างวันที่ 21-25 เมษายน ที่ผ่านมา ว่า เราเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์ กติกาไม่ได้รับการเคารพ เราได้เห็นความความขัดแย้งโดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อาเซียน - อียู จะเรียกร้องได้อย่างไรให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญระเบียบโลกที่เน้นกติกา สิ่งที่มีความเป็นห่วงคือการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีการหารือว่าอาเซียน -อียู จะมีการหารือเพื่อผลักดันการค้าเสรีได้อย่างไรบ้าง อาเซียนหลายประเทศมีการเจรจาเขตการค้าเสรีกับอียู เหตุใดจึงไม่มีการพูดคุยเขตการค้าเสรีอาเซียน-อียูไปเลย เพื่อการทำงานที่เร็วและทันต่อเหตุการณ์ นอกจากนี้อียูยังสนใจลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะอาเซียนเพิ่ง เจรจาบรรลุขอความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลโลก อาเซียน จึงหวังว่าจะเป็นช่องทางให้อียูเข้ามาร่วมมือลงทุนด้านนี้ นอกจากนี้ยังให้ความสนใจเกี่ยวกับพลังงาน เพราะมองว่าเป็นโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนพลังงานสะอาด คือ Asian power grid
นายสีหศีกดิ์ กล่าวต่อว่า ในโอกาสนี้ได้พบปะกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ตนได้ชี้แจงว่าไทยกำลังจะยกเลิก MOU44 และจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า (วันที่ 5 พ.ค.) ซึ่งไม่ใช่การยุติการเจรจา แต่ต้องยอมรับคงามจริงว่าการเจรจานี้ไม่มีความคืบหน้ามาเป็นเวลา 20 กว่าปี จึงคิดว่าจะมีการยกเลิก MOU44 และหาแนวทางใหม่ในการเจรจา ขณะนี้ประเทศกัมพูชาได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเล สามารถเจรจาภายใต้พื้นฐานอนุสัญญาดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งหลังจากที่ได้แจ้งไปหากกัมพูชาไม่เห็นด้วยก็ต้องมีการเจรจากันอีกนาน แตาหากเข้าใจท่าทีของไทยว่าไม่ใช่ยกเลิก แต่ต้องการจะเจรจาไว้ใต้อนุสัญญาฯ ก็จะยอมรับการยกเลิก และเราจะได้เริ่มกระบวนการเจรจาภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว
ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ กัมพูชาอยากให้มีการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดนโดยเร็ว แต่ไทยต้องดำเนินการภายใน และการประชุมต้องมีการเตรียมการที่ดี ไม่ใช่เข้าสู่เนื้อหาการปักปันเขตแดน เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปพอสมควรจากการประชุมครั้งที่แล้ว และประเด็นสำคัญคือเรามีการหยุดยิงในพื้นที่ หวังว่าการหยุดยิงจะยั่งยืน แต่เราต้องมีการหยุดยั้งสงครามวาจาระหว่างกัน เพราะหากดูในเวทีต่างๆ กัมพูชายังคงกล่าวหาประเทศไทย ซึ่งบางครั้งในเวทีไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศ แต่ยังอ้างว่าปัญหาทั้งหมดนั้นมาจากประเทศไทย ตนคิดว่าเราต้องมองไปข้างหน้าและสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างกันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ทั้งนี้ตนได้เรียนกับรองนายกกัมพูชาว่า ต้องมีมาตรการสร้างความและเชื่อใจมีอะไรบ้าง และเราจะจะได้พัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดี สามารถร่วมมือกันแล้วเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเขตแดน ด้วยความมั่นใจ เช่น จะมีความร่วมมือด้านชายแดนอย่างไร ส่งเสริมความมั่นคงปราบปรามอาชญากรรมอย่างไร หรือแลกเปลี่ยนระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารอย่างไร จะมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าอย่างไรก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องมาพูดคุยกัน โดยในการประชุมอาเซียน ที่ฟิลิปปินส์ ในเดือนพฤษภาคมนี้ อาจจะได้เจอกับนายปรัก สุคน ก็จะเสนอแผนการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งฟิลิปปินส์เองก็มีท่าทีจะจัดการประชุม 3 ฝ่าย ซึ่งในหลักการของประเทศไทย ไม่น่าจะมีปัญหาถ้าพูดคุยอย่างสร้างสรรค์และมองไปข้างหน้า โดยขึ้นอยู่กับฝ่ายกัมพูชาด้วยว่าจะตอบรับอย่างไร
Advertisement