
ภาพคนขับรถสามล้อชาวฟิลิปปินส์หลายร้อยคนเข้าแถวรอรับเงินช่วยเหลือ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ณ ศูนย์ชุมชนในกรุงมะนิลา คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของวิกฤตค่าครองชีพที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ พวกเขาหวังว่าจะช่วยบรรเทาทุกข์ชั่วคราวจากราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงคราม ซึ่งทำให้ประเทศต้องดิ้นรนหาทางออกในระยะสั้น
นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิหร่านโจมตีสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์ก็ได้เริ่มใช้มาตรการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์สำหรับข้าราชการพลเรือน มีการปรับลดตารางการเดินเรือเฟอร์รี่ในบางพื้นที่ รวมถึงพิจารณาการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย
ในขณะที่บรรดาคนขับรถกำลังรอรับเงินช่วยเหลือ ทางการฟิลิปปินส์ก็ออกมาตรการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารสำหรับการขนส่งท้องถิ่นหลากหลายประเภท รวมถึงรถจี๊ปนีย์ รถโดยสารสาธารณะยอดนิยม ซึ่งชาวฟิลิปปินส์หลายล้านคนต้องพึ่งพาเพื่อเดินทางไปทำงานในแต่ละวัน
โรมิโอ ซิปริอาโน ผู้ประกอบอาชีพขับรถสามล้อมานานถึงสี่ทศวรรษกล่าวว่า "นี่คือราคาเชื้อเพลิงที่สูงที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย" พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า เงินอุดหนุนจำนวน 5,000 เปโซ (ประมาณ 3,000 บาท) เมื่อหักลบกับค่าน้ำมันหน้าปั๊มในฟิลิปปินส์ที่พุ่งไปถึง 75 - 80 เปโซต่อลิตรนั้น จึงนับว่าไม่ได้เป็นเงินที่มากมายเท่าไร แต่ "ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย"
Spotlight ชวนเจาะวิกฤตขนส่งฟิลิปปินส์ เมื่อมรสุมพลังงานซัด "จี๊ปนีย์-สามล้อ" จนมุม มาตรการแจกเงิน 5,000 เปโซ จะต่อลมหายใจได้จริงหรือ? หรือการขึ้นค่าโดยสารครั้งใหญ่จะเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาซ้ำเติมค่าครองชีพประชาชน
เมื่อการแจกเงินเยียวยาอาจไม่เพียงพอ รัฐบาลฟิลิปปินส์โดยคณะกรรมการการขนส่งทางบกและการจัดสรรสิทธิการเดินรถ (LTFRB) จึงต้องตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการประกาศปรับขึ้นค่าโดยสาร "ชั่วคราว" ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม เป็นต้นไป โดยราคาใหม่นี้ถูกคำนวณจากฐานราคาน้ำมันที่พุ่งสูงถึง 75-80 เปโซต่อลิตร และต้นทุนอะไหล่ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อการขนส่งทุกประเภท ดังนี้
นายวิกอร์ เมนโดซา ประธาน LTFRB ย้ำว่า นี่คือการตัดสินใจที่ยากลำบากเพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ภายใต้ภาวะราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยโครงสร้างนี้จะกลายเป็นราคาถาวรในเดือนมิถุนายน เว้นแต่สถานการณ์โลกจะคลี่คลายจนราคาน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ท่ามกลางแถวที่ยาวเหยียด อัล เด โอแคมโป คือหนึ่งในคนขับรถที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริงอันโหดร้าย เขาเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รายได้ต่อวันของเขาถูกหั่นครึ่ง จากที่เคยหาได้ 1,000 เปโซ กลับเหลือเพียง 500 เปโซเท่านั้น ซึ่งเงินเยียวยาจากรัฐบาลที่เขาเพิ่งได้รับมานั้น ในสายตาของเขามันสามารถประทังชีวิตได้ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ด้วยซ้ำ
"ราคาน้ำมันขึ้นอีกครั้งในวันนี้ แต่ค่าโดยสารยังคงเท่าเดิม" เด โอแคมโป ตัดพ้อถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะลูกค้าเองก็แบกรับภาระจนไม่สามารถจ่ายเพิ่มได้อีกแล้ว ทางออกเดียวที่เขาและเพื่อนร่วมอาชีพมองเห็นคือ การวิงวอนให้รัฐบาลยกเลิกภาษีน้ำมัน หรืออย่างน้อยที่สุดคือลดลง 50% เพื่อช่วยต่อลมหายใจไปจนกว่าสงครามจะสิ้นสุด ซึ่งความหวังนี้กำลังรอการลงมติจากวุฒิสภา เพื่อมอบอำนาจให้ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส สั่งระงับหรือลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นการชั่วคราว
ในขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง LTFRB โดยประธาน วิกอร์ เมนโดซา พยายามแก้เกมด้วยการประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารรถจี๊ปนีย์เฉลี่ย 8% เพื่อแสดงถึง "ความกังวลอย่างแท้จริง" ต่อภาคขนส่ง แต่ในระดับมหภาค ฟิลิปปินส์ที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด กำลังดิ้นรนหาทางเลือกใหม่ด้วยการเปิดเจรจา "ดีลลับ" ซื้อน้ำมันจากรัสเซียผ่านยักษ์ใหญ่อย่าง Petron เพื่อลดแรงกระแทกจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนขับรถตัวเล็ก ๆ อย่าง โรมิโอ ซิปริอาโน สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดในตอนนี้คือการรอคอยและภาวนาให้ความขัดแย้งจบลงโดยเร็ว เพราะเขารู้ซึ้งดีว่า ในสมรภูมินี้ไม่ได้มีแค่พวกเขาที่เจ็บหนัก "พวกเราไม่ใช่กลุ่มเดียวที่ได้รับผลกระทบ" เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยสัจธรรมที่ว่า "ในสงคราม... ไม่มีใครเป็นผู้ชนะ"