Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
อาเซียนกับภาษีทรัมป์ จับตา 150 วันดีลใหม่ จะ ‘โล่งใจ’ หรือ ‘ปาดเหงื่อ’
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

อาเซียนกับภาษีทรัมป์ จับตา 150 วันดีลใหม่ จะ ‘โล่งใจ’ หรือ ‘ปาดเหงื่อ’

26 ก.พ. 69
15:13 น.
แชร์

อาเซียนบนทางแพร่ง... เมื่อ ‘คำสั่งศาล’ พลิกเกมภาษีทรัมป์

หากมองดูผิวเผิน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจได้รับประโยชน์จากการลดภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐฯ แต่นักวิเคราะห์เตือนว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังมือเครื่องมือทางการค้าอันทรงพลังอื่น ๆ ที่จะใช้กดดันภูมิภาคอาเซียนได้

คำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนจากวอชิงตันตรงมายังกรุงเทพฯ ถึงมะนิลา เมื่อศาลระบุว่า การใช้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉิน (IEEPA) เพื่อตั้งกำแพงภาษีโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสนั้น “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

สำหรับประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนที่เคยถูกกดดันด้วยอัตราภาษีที่พุ่งสูงเกิน 19% และบางประเทศอย่างลาวที่โดนไปถึง 48% คำตัดสินนี้เปรียบเสมือนการได้รับอากาศหายใจเพิ่มขึ้นชั่วคราว เพราะกำแพงเหล่านั้นถูกทลายลงและแทนที่ด้วยภาษีนำเข้าทั่วโลกที่อัตรา 10% แทน และอาจเพิ่มเป็น 15% ในภายหลัง ตามที่ทรัมป์ประกาศอย่างไม่เป็นทางการหลายระลอก

แต่นักวิเคราะห์เตือนว่า นี่ไม่ใช่ชัยชนะที่ยั่งยืน เพราะทรัมป์ได้แก้เกมทันทีด้วยการดึง มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 มาใช้แทน ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีตั้งภาษีชั่วคราวได้ 150 วัน เพื่อแก้ปัญหาดุลชำระเงินของสหรัฐฯ

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังตกอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่าง “ความโล่งใจชั่วคราว” กับ “ความเสี่ยงระลอกใหม่” ส่องสถานการณ์ประเทศไหนต้องปาดเหงื่อ

สิงคโปร์ลอยตัว อินโดฯ-มาเลเซียเจอศึกหนัก

สิงคโปร์เป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อัตราภาษียังคงที่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับเดิมคือ 10% โดยระบุว่า "เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องคอยเตือนตัวเอง... เราต้องเตรียมตัวสำหรับระยะยาว และนี่คือโลกใบใหม่ที่เรากำลังเผชิญอยู่"

ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติของสหรัฐฯ พบว่า สหรัฐฯ ได้เปรียบดุลการค้าสินค้ากับสิงคโปร์ 3,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าการเกินดุล 1,900 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 

ในขณะเดียวกัน ประเทศที่ได้ลงนามในข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีกับวอชิงตันไปแล้ว โดยเฉพาะอินโดนีเซียและสิงคโปร์ หลังจากพยายามอยู่นานหลายเดือนเพื่อขอลดอัตราภาษีจากที่ประกาศไว้ครั้งแรกในเดือนเมษายน 2025 กำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากคู่แข่งทางการเมืองและผู้วิพากษ์วิจารณ์ในประเทศ ให้กลับไปเจรจาใหม่เพื่อให้ได้เงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์มากกว่าเดิม

ข้อตกลงภาษีของสหรัฐฯ กับอินโดนีเซียและมาเลเซียถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในทั้งสองประเทศ โดยฝ่ายคัดค้านโต้แย้งว่า ข้อตกลงดังกล่าวให้ประโยชน์แก่วอชิงตันมากเกินไป ในขณะที่บั่นทอนอำนาจอธิปไตยของชาติและความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ ซึ่งมาเลเซียลงนามในข้อตกลงเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ส่วนอินโดนีเซียเพิ่งลงนามเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

แม้ว่าข้อตกลงจะอนุญาตให้สินค้าบางประเภท เช่น น้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียและเซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซีย ได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐฯ แต่ประเทศทั้งสองก็ต้องแลกกับการให้สิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาดอย่างมีนัยสำคัญแก่สินค้าจากสหรัฐฯ สัมปทานเหล่านี้รวมถึงการยกเว้นการรับรอง มาตรฐาน และข้อกำหนดอื่น ๆ หลายประการที่ทั้งสองประเทศมักใช้บังคับกับการนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อตกลงยังระบุว่า อินโดนีเซียและมาเลเซียอาจเผชิญกับภาษีที่สูงขึ้นหากพวกเขาไปทำข้อตกลงการค้าใหม่ที่ถูกมองว่าจะเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ที่สำคัญของรัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากตีความว่าหมายถึงประเทศจีน

“ผมไม่แน่ใจว่าในประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย เคยมีข้อตกลงการค้าฉบับไหนที่ ‘เป็นพิษ’ ได้เท่านี้มาก่อน” Bhima Yudhistira จากสถาบัน CELIOS ระบุ พร้อมประกาศเตรียมยื่นฟ้องศาลเพื่อคัดค้านดีลสหรัฐฯ-อินโดนีเซียฉบับนี้ทันที

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อตกลงจะถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่คาดว่าจะผ่านสภาฯ ได้ไม่ยาก เนื่องจากรัฐบาลของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต กุมบังเหียนเสียงข้างมากผ่านแนวร่วม 10 พรรคการเมือง ทำให้แทบไม่มีแรงต้านจากฝ่ายค้านในรัฐสภา

รัฐบาลยืนตามอำนาจสหรัฐฯ เมินเสียงค้านในประเทศ

ในมาเลเซีย เส้นทางดูจะมีความไม่แน่นอนมากกว่ามาก ตามรายงานของสื่อมาเลเซีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 5 คนจากกลุ่มแนวร่วมฝ่ายค้าน Perikatan Nasional ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐบาลกลางเพื่อให้วินิจฉัยความสมบูรณ์ของข้อตกลง โดยอ้างว่า มีการลงนามโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีความเห็นคัดค้านจากภายในแนวร่วมรัฐบาลเอง โดยเมื่อวันจันทร์ สส. 4 คนจากพรรค Parti Keadilan Rakyat ของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ได้เรียกร้องให้ระงับขั้นตอนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ ทั้งหมดไว้ก่อน

แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องให้เจรจาใหม่หรือยกเลิกข้อตกลงเพิ่มมากขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ในทั้งสองประเทศก็ได้ออกมาปกป้องข้อตกลงที่ทำกับวอชิงตัน

โจแอน ลิน นักวิชาการอาวุโสและผู้ประสานงานศูนย์อาเซียนศึกษาจากสถาบัน ISEAS–Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ประเทศที่ลงนามในข้อตกลงทวิภาคีกับสหรัฐฯ ไปแล้ว รวมถึงอินโดนีเซียและมาเลเซีย มีแนวโน้มที่จะรักษาข้อตกลงไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับทรัมป์

ลินกล่าวว่า “สหรัฐฯ ยังคงเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่สำคัญ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และเป็นหนึ่งในแหล่งเงินทุนไหลเข้าโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีในวงกว้างจะยังคงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด” 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ขู่ว่าจะลงโทษอย่างรุนแรงต่อประเทศที่พยายาม "เล่นเกมกับคำตัดสินที่น่าขำของศาลฎีกา" ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลต่าง ๆ ที่อาจถูกชักจูงให้ยกเลิกข้อตกลงภาษีที่ทำไว้กับรัฐบาลวอชิงตันแล้ว

เกมซื้อใจอเมริกา: ‘เวียดนาม’ ทุ่มสุดตัว ส่วน ‘ไทย’ เริ่มไร้แต้มต่อ

ในขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซียยอมรับเงื่อนไขสุดตึงเครียด เวียดนามกลับเลือกเดินเกมที่ต่างออกไป เพื่อรักษาตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาค รัฐบาลเวียดนามนำโดยนายโต เลิม พยายามสร้าง "ไมตรีจิต" ผ่านตัวเลขมหาศาล โดยการตัดสินใจเข้าร่วม "Board of Peace" ของทรัมป์ และการเจรจาซื้อสินค้าครั้งใหญ่ โดยเฉพาะเครื่องบินโบอิ้่ง เพื่อลดความตึงเครียดจากข้อกล่าวหาเรื่องการเป็นทางผ่านให้สินค้าจีน 

ยุทธศาสตร์ทุ่มสุดตัวของเวียดนามดูเหมือนจะเริ่มส่งผลดี เมื่อเร็ว ๆ นี้สหรัฐฯ ตกลงถอดชื่อเวียดนามออกจากรายชื่อประเทศที่ถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นสัญญาณบวกว่าเวียดนามอาจได้รับอัตราภาษี 19% เท่ากับประเทศอื่น ๆ ในอนาคตอันใกล้ หลังจากปัจจุบันยังคงอยู่ที่ 20%

ทางด้านประเทศไทย ซึ่งเคยเผชิญกับภาษีนำเข้าที่สูงถึง 19% และในสินค้าบางประเภทอาจพุ่งไปถึง 36% จากข้อหาสวมสิทธิ์สินค้าจีน การตัดสินใจของศาลครั้งนี้ถือเป็นโอกาส ในช่วงเวลา 150 วันที่ผู้ส่งออกไทยต้องรีบคว้าไว้เพื่อเร่งระบายสินค้าเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ก่อนที่ทรัมป์จะงัดมาตรการใหม่มาใช้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ความไม่แน่นอนที่เรื้อรังนี้กำลังบีบให้ภาคธุรกิจต้องทบทวนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ทั้งหมด เพราะการพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวในวันที่นโยบายเปลี่ยนได้ทุก 150 วัน คือความเสี่ยงที่ไทยอาจรับไม่ไหว

ผลกระทบนี้ยังลามไปถึงประเทศที่ดูเหมือนจะอยู่นอกวงโคจรอย่าง เมียนมา บรูไน และติมอร์-เลสเต แม้จะมีการค้าโดยตรงกับสหรัฐฯ ไม่มาก แต่รายงานจาก UNCTAD ระบุว่า ความตึงเครียดทางการค้าทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกลดลงถึง 11% ซึ่งหมายความว่าเม็ดเงินที่จะไหลเข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกลุ่มนี้ก็อาจจะหดตัวตามไปด้วย

มะนิลากับภาระ ‘ประธานอาเซียน’ และชะตากรรมของประเทศที่ถูกลืม

ฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนปี 2026 ต้องแบกรับภาระหนักอึ้ง มะนิลาไม่ได้แค่ต้องกังวลเรื่องภาษี 19% ที่ทำให้อัตราการเติบโตของจีดีพีปีที่ผ่านมาพลาดเป้า เพราะโตเพียง 5.3% จากที่ตั้งไว้ 6%+ แต่ยังต้องพยายามรวมหัวใจของ 10 ประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อต่อรองกับโดนัลด์ ทรัมป์

คริสตีน โรกค์ รัฐมนตรีพาณิชย์ของฟิลิปปินส์ กำลังผลักดันแนวคิด "ASEAN Unified Stand" หรือการรวมกลุ่มเจรจา เพราะหากปล่อยให้แต่ละประเทศแยกกันทำดีลทวิภาคี อาเซียนจะหมดอำนาจต่อรองและถูกทรัมป์เลือกกดดันทีละราย เหมือนที่อินโดนีเซียและมาเลเซียกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

สุดท้ายนี้ ความน่ากังวลที่สุดอาจไม่ได้อยู่ที่ผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่อยู่ที่ประเทศที่มีแต้มต่อรบกวนน้อยกว่า อย่าง กัมพูชา และ ลาว เคยถูกขู่ด้วยภาษีสูงถึง 48-49% จากข้อหา "สวมสิทธิ์สินค้าจีน" แม้ตอนนี้จะลดลงมาตามคำสั่งศาล แต่สหรัฐฯ ยังคงใช้ประเด็น "แร่ธาตุหายาก" และความสัมพันธ์กับจีนเป็นข้ออ้างในการกดดันอย่างต่อเนื่อง

เมียนมา แม้จะมีข้อตกลงการค้าน้อยมากกับสหรัฐฯ แต่ทรัมป์กลับให้ความสนใจเมียนมาในฐานะแหล่งผลิต "แร่โลหะหายาก" อันดับ 3 ของโลก ความผันผวนของภาษีอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองและการเข้าถึงทรัพยากร

เวลา 150 วัน ที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ เปิดให้นี้ อาจเป็นเพียง "ความสงบก่อนพายุใหญ่" นักวิเคราะห์หลายสำนักเตือนว่า ทรัมป์อาจใช้เวลานี้เพื่อเปลี่ยนฐานอำนาจกฎหมายใหม่ และกลับมาพร้อมกำแพงภาษีที่ "เฉพาะเจาะจง" และ "รุนแรง" กว่าเดิม และจากสถานการณ์ที่ผ่านมานั้น อาเซียนดูเหมือนจะไร้ความเป็นปึกแผ่นในการต่อรองใด ๆ ร่วมกัน ขณะที่นี้ ทุกชาติกำลังเผชิญชะตากรรมภาษีทรัมป์แบบ ‘ตัวใครตัวมัน’ อย่างชัดเจน


แชร์
อาเซียนกับภาษีทรัมป์ จับตา 150 วันดีลใหม่ จะ ‘โล่งใจ’ หรือ ‘ปาดเหงื่อ’