
วิกฤตพลังงานโลกส่อแววรุนแรงขึ้น หลังแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในกาตาร์ถูกโจมตี ส่งผลให้กำลังการผลิตจำนวนมากหายไปทันที เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อโครงสร้างอุปทานพลังงานโลก แต่ยังเร่งให้ตลาดก๊าซเข้าสู่ภาวะตึงตัวเร็วกว่าที่คาด
การหยุดชะงักของกำลังผลิตจากศูนย์ Ras Laffan ประกอบกับความเสี่ยงด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาก๊าซในตลาดหลักอย่างยุโรปและเอเชียปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่มีแนวโน้มเห็นราคาทะลุระดับ 30 ดอลลาร์ต่อ mmBtu ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าก๊าซจำนวนมากเริ่มเผชิญต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว ภาพการลงทุนในตลาดพลังงานกำลังเปลี่ยนทิศ เมื่อบางกลุ่มธุรกิจได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาก๊าซที่พุ่งสูง ขณะที่อีกหลายอุตสาหกรรมกลับต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก InnovestX ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วิกฤต LNG ครั้งนี้กำลังสร้างทั้ง “ผู้ชนะ” และ “ผู้เสียประโยชน์” ในระบบเศรษฐกิจโลกอย่างพร้อมกัน
บทวิเคราะห์จาก InnovestX ระบุว่า กลุ่มบริษัทผู้ส่งออก LNG (Exporters / Liquefaction & Integrated LNG) จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงและชัดเจนที่สุดจากวิกฤตครั้งนี้ เนื่องจากสามารถขายก๊าซในราคาที่สูงขึ้นท่ามกลางภาวะอุปทานตึงตัวและความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก
โครงสร้างธุรกิจของผู้เล่นกลุ่มนี้มีลักษณะเด่นคือ รายได้มีความมั่นคงในระดับสูงจากสัญญาระยะยาว (Long-term Contracts) ซึ่งเปรียบเสมือนการมีรายได้ประจำต่อเนื่องในลักษณะ “ค่าเช่า” ขณะเดียวกันยังมี Upside จากการขยายกำลังการผลิต (Expansion) หรือการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงงาน
ในเชิงโครงสร้างต้นทุน ธุรกิจ LNG มีลักษณะของต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) สูงในช่วงแรก แต่เมื่อสามารถเพิ่ม Utilization Rate ของโรงงานได้ จะส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง และสร้างการเติบโตของกำไรในลักษณะ Operating Leverage กล่าวคือ รายได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าต้นทุน ทำให้กำไรขยายตัวแบบก้าวกระโดด
บริษัทที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ได้ประโยชน์ในกลุ่มนี้ ได้แก่ Cheniere Energy (LNG) ซึ่งเป็นผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ, TotalEnergies (TTE) ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งออก LNG จากสหรัฐ, Woodside Energy (WDS) ยักษ์ใหญ่จากออสเตรเลียซึ่งเป็นแหล่งอุปทานหลักของเอเชียตะวันออก และ Sempra (SRE) ซึ่งมีโครงสร้างธุรกิจ LNG ครบวงจร
ในอีกมิติหนึ่ง กลุ่มสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ (Upstream E&P) ถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาก๊าซในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากรายได้ของบริษัทเหล่านี้ผูกกับราคาขายก๊าซ ณ หน้าโรงแยก (Wellhead Price) หรือราคาอ้างอิงในตลาด เช่น Henry Hub
ยิ่งราคาก๊าซในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเท่าใด กำไรของบริษัทในกลุ่มนี้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง ส่งผลให้กลุ่ม Upstream ถูกจัดอยู่ในหมวดที่มี “กำไรพุ่งแรงที่สุด” ในช่วงวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์พลังงาน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจลักษณะนี้มีความผันผวนสูงตามราคาพลังงานโลก และยังเผชิญความเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐ เช่น กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม การอนุมัติใบอนุญาต และแรงกดดันด้าน ESG
บริษัทสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ EQT Corporation ซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐ, Coterra (CTRA) ที่เน้นการผลิตก๊าซต้นทุนต่ำ, Equinor (EQNR) บริษัทพลังงานจากนอร์เวย์ที่ส่งก๊าซเข้าสู่ยุโรปทั้งผ่านท่อและ LNG และ Santos (STO.AX) ซึ่งมีโครงการก๊าซขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นอกจากธุรกิจกลุ่มต้นน้ำ ธุรกิจกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานกลางน้ำ หรือ Midstream & Storage ก็มีสิทธิเป็น “ผู้รับอานิสงส์ทางอ้อม” จากภาวะตลาด LNG ที่ตึงตัวเช่นกัน โดยโมเดลธุรกิจของกลุ่มนี้พึ่งพารายได้ในลักษณะค่าธรรมเนียมเป็นหลัก ทั้งจากการขนส่งก๊าซผ่านท่อและการให้บริการคลังเก็บ ทำให้ปริมาณก๊าซที่ไหลผ่านระบบยิ่งมาก รายได้ก็ยิ่งขยายตัวตามไปด้วย
ลักษณะเด่นของธุรกิจ Midstream อยู่ที่ความเสถียรของกระแสเงินสด ซึ่งมักถูกมองว่าเป็น “สินทรัพย์รายได้ประจำ” คล้ายการเก็บค่าผ่านทางหรือค่าเช่าคลังสินค้า ความผันผวนของราคาพลังงานมีผลกระทบต่อกลุ่มนี้ค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับธุรกิจต้นน้ำหรือปลายน้ำ ส่งผลให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ พร้อมจุดเด่นด้านการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้บริบทที่อุตสาหกรรม LNG ทั่วโลกกำลังขยายตัว ทั้งในด้านปริมาณการค้าและความต้องการสำรองก๊าซเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานกลางน้ำจึงมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ส่วนต่างราคาก๊าซมีความผันผวนตามฤดูกาล ซึ่งยิ่งกระตุ้นความต้องการใช้บริการท่อและคลังเก็บมากขึ้น
ในบรรดาบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว Kinder Morgan ถือเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายท่อก๊าซรายใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ ครอบคลุมเส้นทางสำคัญเชื่อมแหล่งผลิตกับตลาดปลายทาง ขณะที่ Enbridge มีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและคลังเก็บก๊าซเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ศูนย์กลาง LNG ซึ่งเอื้อต่อการรองรับความต้องการใช้ก๊าซที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก
แม้จะมีโอกาสลงทุนในตลาดโลก แต่ InnovestX เตือนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจเอเชียและบางกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า LNG อย่างไทย ซึ่งมีสัดส่วนการนำเข้าอยู่ประมาณ 30-35% ของการใช้ก๊าซทั้งหมด
ต้นทุน LNG ที่ทรงตัวในระดับสูงจะส่งผลโดยตรงต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่ขายไฟให้ภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในขณะที่โครงสร้างราคาขายไฟไม่สามารถปรับขึ้นได้ทัน ส่งผลให้ Margin ถูกบีบตัว หุ้นในกลุ่มนี้ที่ถูกแนะนำให้ระมัดระวัง ได้แก่ GPSC และ BGRIM
ขณะเดียวกัน ผลกระทบยังลุกลามไปยังกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ จากการหายไปของอุปทานก๊าซฮีเลียมประมาณ 4.6% ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในกระบวนการทำความเย็นของชิป AI และ Data Center โดย DELTA อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอการลงทุน Data Center (แนะนำ Neutral จากระดับมูลค่าที่ตึงตัว) ขณะที่ HANA อาจได้รับผลกระทบในขั้นตอนการทดสอบ IC Packaging แต่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาวจากความต้องการสินค้าในกลุ่ม AI (แนะนำ Outperform)
ในส่วนของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การลดลงของอุปทาน Condensate ถึง 24% จากผลกระทบในกาตาร์ อาจทำให้โรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมีในประเทศสำคัญอย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้ต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดดำเนินการชั่วคราว ซึ่งจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในภูมิภาค
ภาพรวมของวิกฤตครั้งนี้สะท้อนว่า เหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์สามารถเปลี่ยนสมดุลตลาดพลังงานโลกได้อย่างฉับพลัน และกำลังกลายเป็นตัวเร่งให้ทิศทางการลงทุนในกลุ่มพลังงานเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในแง่โอกาสของผู้ผลิตต้นน้ำและผู้ส่งออก LNG รวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมปลายน้ำที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้