
ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง กลายเป็นแรงส่งสำคัญให้หุ้นกลุ่มโรงกลั่นไทยกลับมาโดดเด่นในไตรมาส 1/2569 หลังบริษัทส่วนใหญ่รับรู้ “กำไรสต๊อกน้ำมัน” ก้อนใหญ่ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ค่าการกลั่น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่ม Middle Distillates อย่างดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน ยังได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานตึงตัวในภูมิภาค
ผลประกอบการของ 5 หุ้นโรงกลั่นหลัก ได้แก่ TOP, PTTGC, IRPC, BCP และ SPRC จึงออกมาฟื้นตัวแรงพร้อมกัน โดยหลายบริษัทพลิกจากขาดทุนกลับมามีกำไร หรือมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
TOP ทำกำไรสุทธิสูงถึง 1.94 หมื่นล้านบาท ขณะที่ IRPC พลิกมีกำไร 7.9 พันล้านบาท, SPRC ทำกำไรราว 7.4 พันล้านบาท, BCP กำไร 6.14 พันล้านบาท และ PTTGC พลิกกลับมามีกำไร 3.2 พันล้านบาท สะท้อนอานิสงส์จากสงครามและราคาน้ำมันที่ไหลเข้าสู่งบการเงินอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ภาพกำไรที่ดูร้อนแรงในไตรมาสแรกอาจไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักทั้งหมด เพราะกำไรจำนวนมากมาจากรายการพิเศษ โดยเฉพาะกำไรสต๊อกน้ำมัน ขณะที่หลายบริษัทเผชิญผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าระวางเรือ และมาตรการรัฐในการดูแลราคาพลังงาน
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 3.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 225.89% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าประมาณการของตลาดและบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ INVX โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและโอเลฟินส์ หลังโรงกลั่นและธุรกิจอะโรเมติกส์กลับมาดำเนินงานตามปกติ ภายหลังการปิดซ่อมบำรุงในไตรมาส 4/2568
แม้ไตรมาสนี้ PTTGC จะมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 7.2 พันล้านบาท แต่ถูกหักล้างเกือบทั้งหมดจากผลขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงและรายการด้อยค่ารวมประมาณ 8 พันล้านบาท ขณะที่การตั้งสำรองเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างธุรกิจได้รับการชดเชยด้วยกำไรจากการขายสินทรัพย์
เมื่อพิจารณากำไรจากการดำเนินงานปกติ พบว่า PTTGC พลิกจากขาดทุน 5 พันล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า มาเป็นกำไร 6.3 พันล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวของผลประกอบการหลักที่ชัดเจนขึ้น
INVX ระบุว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ทำให้มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ PTTGC จากเดิม 3.3 พันล้านบาท เป็น 1.06 หมื่นล้านบาท พร้อมคงคำแนะนำ “OUTPERFORM” และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 42 บาท เป็น 46 บาท อ้างอิง PBV ที่ 0.7 เท่า
ผลการดำเนินงานของ PTTGC ปรับตัวดีขึ้นทั้งในธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมี โดย Adjusted EBITDA ไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.48 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีกลุ่มธุรกิจต้นน้ำเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก คิดเป็นสัดส่วน 87% ของ Adjusted EBITDA รวม
อัตราการใช้กำลังการผลิตของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ หรือ CDU ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 103% ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 55% ในไตรมาส 4/2568 หลังสิ้นสุดการซ่อมบำรุงโรงกลั่น
ด้าน Market GRM เพิ่มขึ้น 391% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 111% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 16.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลุ่ม Middle Distillates ที่แข็งแกร่งขึ้น โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มดังกล่าวคิดเป็น 65-67% ของผลผลิตรวม แม้ค่าการกลั่นยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในช่วงเริ่มต้นสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565
ธุรกิจโอเลฟินส์ปรับตัวดีขึ้นจากอุปทานเอทิลีนและโพรพิลีนที่ตึงตัว ประกอบกับต้นทุนอีเทนที่ลดลง ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม อัตราการใช้กำลังการผลิตโพลีเอทิลีนลดลงเล็กน้อยจาก 100% ในไตรมาส 4/2568 มาอยู่ที่ 98% ในไตรมาส 1/2569 ขณะที่ส่วนต่างราคา HDPE-แนฟทา อยู่ที่ 324 ดอลลาร์ต่อตัน
ด้านธุรกิจอะโรเมติกส์ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หลังอัตราการใช้กำลังการผลิต BTX เพิ่มขึ้นเป็น 87% ขณะที่ส่วนต่างราคา P2F ขยายตัวมาอยู่ที่ 276 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้น 77% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 43% จากไตรมาสก่อนหน้า
ส่วนธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ตามฤดูกาล และการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 INVX ประเมินว่าผลประกอบการของ PTTGC อาจอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ระดับปกติ ซึ่งอาจทำให้บริษัทเผชิญผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน
ขณะเดียวกัน ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบในตลาดสปอต และค่าขนส่งที่อยู่ในระดับสูง อาจกดดันมาร์จิ้นของธุรกิจโรงกลั่นเพิ่มเติม
อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือผลกระทบจากมาตรการของภาครัฐในการกำหนดเพดานราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2569 โดย INVX ประเมินผลกระทบเชิงลบต่อ PTTGC ไว้ที่ 1.9 พันล้านบาท หลังหักภาษี ในไตรมาส 2/2569
อย่างไรก็ตาม อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอาจยังได้รับแรงหนุนจากอุปทานที่ตึงตัว ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของกำไรได้บางส่วน
สำหรับธุรกิจพอลิเมอร์ของ PTTGC ยังไม่ได้รับรู้ประโยชน์เต็มที่จากราคาตลาดที่ปรับสูงขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 เนื่องจากมีระยะเวลาหน่วงในการปรับราคาขาย หรือ Lag Time
INVX ระบุว่า การฟื้นตัวของกำไร PTTGC ในปี 2569 เริ่มมีทิศทางชัดเจนมากขึ้น จึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีจาก 3.3 พันล้านบาท เป็น 1.06 หมื่นล้านบาท เพื่อสะท้อนผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด แม้ยังมีรายการด้อยค่าหลายรายการ
ประมาณการดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามาตรการแทรกแซงราคาหน้าโรงกลั่นของภาครัฐจะสิ้นสุดลงหลังวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เมื่อ Market GRM เริ่มปรับลดลง
INVX มองว่า PTTGC มีโอกาสฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ดีขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินอยู่
นอกจากนี้ PTTGC ยังมีความเสี่ยงด้านวัตถุดิบต่ำกว่าคู่แข่ง เนื่องจากมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางต่ำกว่า 15% ก่อนช่วงสงคราม ซึ่งช่วยจำกัดความผันผวนด้านอุปทานและราคา ขณะที่วัตถุดิบหลักของธุรกิจโอเลฟินส์ส่วนใหญ่จัดหาได้จากภายในประเทศ จึงเป็นปัจจัยหนุนต่อโอกาสฟื้นตัวของกำไร
INVX คงคำแนะนำ “OUTPERFORM” สำหรับหุ้น PTTGC พร้อมปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 42 บาท เป็น 46 บาท อ้างอิง PBV ที่ 0.7 เท่า หรือระดับ -0.9 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
การปรับราคาเป้าหมายสะท้อนแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งขึ้นของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี จากการบริหารจัดการวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น
ราคาเป้าหมายใหม่คิดเป็น EV/EBITDA ปี 2569 ที่ 10.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทกลุ่มเดียวกันในภูมิภาคที่ 10.1 เท่าเล็กน้อย โดย INVX มองว่าส่วนเพิ่มดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงด้านการพึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางที่ต่ำกว่าบริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกัน
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ PTTGC ได้แก่ ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ต้นทุนวัตถุดิบที่อาจปรับสูงขึ้นจากอุปทานก๊าซที่ลดลง รายการด้อยค่าสินทรัพย์เพิ่มเติม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 3% ของกำลังการผลิตรวม
ด้านความเสี่ยง ESG ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียนในระยะยาว
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 19,481.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 400% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 3,503.51 ล้านบาท และสูงกว่าที่ตลาดและบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ INVX คาดการณ์ไว้ ด้านรายได้รวมอยู่ที่ 125,363.82 ล้านบาท
ปัจจัยหนุนหลักมาจากกำไรสต๊อกน้ำมันจำนวน 2.25 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 25.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสดังกล่าว แม้ถูกลดทอนบางส่วนจากผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงจำนวน 8.3 พันล้านบาท
หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรปกติของ TOP อยู่ที่ 1.18 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 335% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 69% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นรวม หรือ GIM ที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 14.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามค่าการกลั่นที่แข็งแกร่งขึ้น
แม้กำไรไตรมาส 1/2569 คิดเป็น 85% ของประมาณการกำไรทั้งปี แต่ INVX ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ไว้ที่ 2.29 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 104% จากปีก่อน เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอาจทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันในช่วงที่เหลือของปี
INVX คงคำแนะนำ “OUTPERFORM” สำหรับหุ้น TOP พร้อมให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 60 บาท อ้างอิง PBV 0.7 เท่า หรือคิดเป็น EV/EBITDA 5.4 เท่า โดยมองว่าหุ้นยังมีความน่าสนใจจากแนวโน้มกำไรที่เติบโตแข็งแกร่ง และระดับ EV/EBITDA ที่ 4.7 เท่า ซึ่งต่ำกว่าคู่แข่งในภูมิภาคที่มากกว่า 9 เท่า
ในไตรมาส 1/2569 TOP ยังคงอัตราการใช้กำลังการกลั่นในระดับสูงที่ 113% สะท้อนวินัยด้านการดำเนินงานและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการท่ามกลางภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่ผันผวน
ยอดขายในประเทศยังแข็งแกร่งจากอุปสงค์น้ำมันในไทยที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเบนซิน ขณะที่สัดส่วนการส่งออกลดลงตามมาตรการของภาครัฐที่ห้ามส่งออกในช่วงอุปทานน้ำมันตึงตัว เพื่อให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันภายในประเทศ
GIM ของ TOP ในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 174% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 14.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น 260% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 34% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 12.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงหนุนสำคัญมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันเครื่องบินและดีเซลที่สูงขึ้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปทานในภูมิภาค ส่งผลให้ EBITDA จากธุรกิจโรงกลั่นคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 81% ของ EBITDA รวมในไตรมาสนี้
ทั้งนี้ ธุรกิจโรงกลั่นได้รับผลบวกจากกำไรสต๊อกน้ำมันสุทธิและผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงรวม 1.4 หมื่นล้านบาท โดยเป็นผลจากจังหวะราคาน้ำมันที่เอื้ออำนวย ขณะที่น้ำมันดิบต้นทุนสูงซึ่งจัดซื้อในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 ยังไม่ได้ถูกรับรู้ในผลประกอบการอย่างเต็มที่
ผลการดำเนินงานของธุรกิจอื่นในเครือ TOP ออกมาคละกัน โดยธุรกิจอะโรเมติกส์และ LAB ได้รับประโยชน์จากภาวะอุปทานที่ตึงตัว และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะ PX และ LAB ซึ่งช่วยหนุน EBITDA รวม แม้มีอัตราการผลิตลดลง และมีรายการด้อยค่าสินทรัพย์ในหน่วย PX Max
ขณะที่ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานมีผลการดำเนินงานอ่อนตัวลง จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่แคบลง หลังราคาน้ำมันเตาปรับตัวสูงขึ้น ส่วนธุรกิจผลิตไฟฟ้าและเอทานอลมีผลการดำเนินงานทรงตัว แต่ยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยต่อภาพรวมของบริษัท
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 ผู้บริหาร TOP ระบุว่า ความเสี่ยงด้านกำไรมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางด้านลบตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลายลง
แรงกดดันสำคัญมาจากความเสี่ยงที่จะเกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน หากราคาน้ำมันดิบปรับลดลง ขณะที่ GRM มีแนวโน้มอ่อนตัวลง และต้นทุนน้ำมันดิบสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ในไตรมาส 2/2569 ถูกจัดซื้อไว้ในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อยู่ในระดับสูงสุด
INVX ประเมินว่า GRM ที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/2569 อาจถูกหักล้างในไตรมาสถัดไปจากค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐในการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น คาดว่าจะกระทบความสามารถในการทำกำไรและสภาพคล่องของ TOP ราว 2.8 พันล้านบาทในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569
ต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงขึ้นยังส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนและค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันงบดุลในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม การกลับมาใช้งานทุ่นรับน้ำมันดิบ SBM-2 ในช่วงต้นไตรมาส 2/2569 ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านโลจิสติกส์ การจัดหาน้ำมันดิบ และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่อการดำเนินงานในระยะกลาง
INVX ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ TOP ไว้ที่ 2.29 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 104% จากปีก่อน แม้กำไรไตรมาส 1/2569 จะคิดเป็น 85% ของประมาณการทั้งปีแล้ว
เหตุผลหลักคือความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันอาจปรับลดลง และทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งอาจหักล้างกำไรสต๊อกน้ำมันก้อนใหญ่ที่บันทึกไปแล้วในไตรมาสแรก
ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ยังคงไว้ที่ 60 บาท อ้างอิง PBV 0.7 เท่า หรือ EV/EBITDA 5.4 เท่า โดยได้รวมผลกระทบเชิงลบจากมาตรการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นของภาครัฐจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ไว้แล้ว
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ TOP ได้แก่ ความผันผวนของราคาน้ำมันและ GRM โดยราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงอาจทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ขณะที่ความต้องการผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ที่ลดลงอาจกดดันผลประกอบการของธุรกิจต่อเนื่อง
ความเสี่ยงอื่นที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความล่าช้าในการเริ่มดำเนินโครงการ Clean Fuel Project หรือ CFP และความเสี่ยงด้านงบลงทุนที่อาจบานปลาย
ด้าน ESG ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจเพิ่มภาระต้นทุนและข้อจำกัดต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 7,889.04 ล้านบาท พลิกฟื้นจากผลขาดทุนในไตรมาส 1/2568 และไตรมาส 4/2568 ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 77,364.06 บาท โดยผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด และเป็นไปตามประมาณการของบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ INVX
แรงหนุนหลักมาจากกำไรสต๊อกน้ำมันสุทธิ 9.9 พันล้านบาท ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแรงในไตรมาสดังกล่าว ประกอบกับค่าการกลั่นที่ปรับตัวดีขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลุ่ม Middle Distillates ที่แข็งแกร่ง
EBITDA ของ IRPC ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งจากช่วงเดียวกันปีก่อนและจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรปกติอยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% จากไตรมาสก่อน และพลิกฟื้นจากผลขาดทุน 1.8 พันล้านบาทในไตรมาส 1/2568
อย่างไรก็ตาม INVX ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นในไตรมาส 1/2569 จะช่วยหนุนกำไรสต๊อกน้ำมันจำนวนมาก แต่หากราคาน้ำมันปรับลดลงในช่วงที่เหลือของปี อาจทำให้ IRPC เผชิญผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันได้
INVX ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ IRPC จากเดิม 983 ล้านบาท เป็น 3.1 พันล้านบาท เพื่อสะท้อนค่าการกลั่นรวม หรือ GIM ที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/2569 และมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่องในไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ “NEUTRAL” ให้ราคาเป้าหมาย 2 บาท อ้างอิง PBV 0.6 เท่า หรือ -0.7 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าเฉลี่ย 5 ปี
ไตรมาส 1/2569 IRPC เพิ่มปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นขึ้นมาอยู่ที่ 209,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 209 KBD เพิ่มขึ้น 4.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3.5% จากไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็น 97% ของกำลังการผลิตติดตั้งที่ 215 KBD
ระดับดังกล่าวถือเป็นปริมาณการกลั่นสูงสุดของ IRPC นับตั้งแต่ไตรมาส 2/2561 สะท้อนความพยายามเพิ่มการผลิตเพื่อรับประโยชน์จากภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลุ่ม Middle Distillates ซึ่งคิดเป็น 56% ของผลผลิตโรงกลั่น
การเดินเครื่องในระดับสูงยังมีแนวโน้มช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยของบริษัท ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตของกลุ่มปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นจาก 72% ในไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 77.5% โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มโอเลฟินส์ ท่ามกลางอุปทานที่ตึงตัวขึ้นหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และความต้องการเติมสต๊อกสินค้า
อย่างไรก็ดี ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเทียบกับวัตถุดิบยังปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากต้นทุนแนฟทาที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวขึ้นไม่ทันต้นทุน
Market GIM ของ IRPC ในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 48.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 14.3% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 13.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้แรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ดีขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวช่วยผลักดัน Market GRM ให้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 11.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จาก 8.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 4/2568 โดยมีแรงหนุนหลักจากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินที่แข็งแกร่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลบวกบางส่วนถูกหักล้างจากส่วนต่างราคาน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่อ่อนตัวลง ท่ามกลางราคาน้ำมันเตาที่อยู่ในระดับสูง
ในฝั่งปิโตรเคมี ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ลดลง 66.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 73.2% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 0.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากแรงกดดันในกลุ่มโอเลฟินส์ เนื่องจากต้นทุนแนฟทาที่ปรับสูงขึ้น
ขณะที่ Accounting GIM เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 29.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากกำไรสต๊อกน้ำมันและผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง โดยยังสูงกว่าต้นทุนต่อหน่วยที่ 10.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 INVX ประเมินว่า กำไรของ IRPC ยังมีแนวโน้มดีขึ้นจากภาวะ GIM ที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง แต่ยังเผชิญความเสี่ยงด้านลบมากขึ้น หากราคาน้ำมันดิบปรับกลับเข้าสู่ระดับปกติจากกรอบที่คาดไว้ที่ 98-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
หากราคาน้ำมันปรับลดลง อาจทำให้กำไรสต๊อกน้ำมันจำนวนมากที่บันทึกไว้ในไตรมาส 1/2569 พลิกกลับเป็นผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันในช่วงถัดไป
ขณะเดียวกัน GRM มีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยที่สูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากมาตรการภาครัฐในการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ ซึ่งกระทบความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงกลั่น
สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี INVX คาดว่าการปรับราคาผลิตภัณฑ์จะช่วยหนุนมาร์จิ้นในไตรมาส 2/2569 แต่การฟื้นตัวน่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังไม่ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ เนื่องจากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบยังทำให้ส่วนต่างราคามีความผันผวน ขณะที่แรงหนุนด้านอุปสงค์ยังจำกัดอยู่ในกลุ่ม Defensive เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร
INVX ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ IRPC จาก 983 ล้านบาท เป็น 3.1 พันล้านบาท หลังผลประกอบการไตรมาส 1/2569 แข็งแกร่งผิดปกติ โดยเฉพาะ GIM ที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
แรงหนุนหลักมาจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งช่วยหนุนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลุ่ม Middle Distillates อย่างไรก็ตาม INVX ตั้งสมมติฐานว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
INVX ประเมินว่า GIM เฉลี่ยของ IRPC ในปี 2569 จะอยู่ที่ 11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจาก 8.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2568 ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 203 KBD ในปี 2568 เป็น 205 KBD ในปี 2569 สูงกว่าสมมติฐานเดิมที่ 200 KBD เนื่องจากภาวะตลาดในครึ่งแรกของปียังเอื้ออำนวย
แม้ INVX ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569 ของ IRPC แต่ผลกระทบต่อราคาเป้าหมายยังจำกัด โดยคงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 2 บาท อ้างอิง PBV 0.6 เท่า หรือ -0.7 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าเฉลี่ย 5 ปี คิดเป็น EV/EBITDA ที่ 3.3 เท่า
INVX มองว่า กำไรของ IRPC ยังมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของ Market GRM มากกว่าบริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า จึงยังคงคำแนะนำ “NEUTRAL”
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อประมาณการและมูลค่าหุ้น ได้แก่ ความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ค่าการกลั่นที่อ่อนตัวลง และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ลดลง
ด้านความเสี่ยง ESG ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 6,143.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 190% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,115.30 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 177% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนหลักจากกำไรสต๊อกน้ำมันตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงกลั่นที่ทำสถิติกำลังการผลิตสูงสุดใหม่
ในไตรมาสดังกล่าว กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและบริการรวม 142,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 17,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ ซึ่งไม่รวมรายการพิเศษ อยู่ที่ 953 ล้านบาท ลดลง 80% จากไตรมาสก่อน และลดลง 57% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานโลก ความผันผวนของตลาดน้ำมัน และผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ INVX ระบุว่า แม้กำไรสุทธิของ BCP จะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังต่ำกว่าประมาณการของตลาดและ INVX เนื่องจากผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันสูงกว่าคาด โดยไตรมาสนี้บริษัทมีกำไรสต๊อกน้ำมันรวมมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ หรือ Inventory Gain รวม NRV จำนวน 8,299 ล้านบาท แต่ถูกหักล้างบางส่วนด้วยผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ 12,200 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน
ธุรกิจโรงกลั่นยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของผลประกอบการ โดยมีกำลังการผลิตเฉลี่ย 279.8 พันบาร์เรลต่อวัน หรือ KBD ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รองรับอุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานและดีเซล
ค่าการกลั่นพื้นฐาน หรือ Operating GRM ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 18.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้แรงหนุนจากค่าการกลั่นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Middle Distillates ที่ปรับตัวดีขึ้น ภาวะตลาดผลิตภัณฑ์กลั่นที่ตึงตัว และส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ Brent-Dubai ที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้ EBITDA ของธุรกิจโรงกลั่นเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากไตรมาสก่อน
อย่างไรก็ดี ธุรกิจโรงกลั่นยังเผชิญแรงกดดันจากผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า 3,350 ล้านบาท และความผันผวนของราคาพลังงานโลก ซึ่งทำให้กำไรปกติยังไม่ฟื้นตัวตามกำไรสุทธิที่ได้รับแรงหนุนจากรายการพิเศษ
ธุรกิจการตลาดมีปริมาณขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากอุปสงค์ภาคค้าปลีกที่เร่งตัวขึ้นในเดือนมีนาคม 2569 และการขยายยอดขายผ่านสถานีบริการน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ค่าการตลาดยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน โดยลดลงมาอยู่ที่ 0.73 บาทต่อลิตร จากต้นทุนผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น และมาตรการดูแลราคาพลังงานของภาครัฐ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจการตลาดยังอยู่ในระดับจำกัด
ขณะเดียวกัน ธุรกิจพลังงานชีวภาพเติบโตตามความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ และได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลเป็น B7 ซึ่งช่วยสนับสนุนปริมาณการจำหน่ายในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ หรือธุรกิจปิโตรเลียมต้นน้ำ ได้แรงหนุนจากราคาขายก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก รวมถึงปริมาณ Overlift ที่ช่วยหนุนรายได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม EBITDA ของธุรกิจนี้ยังลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากผลขาดทุนด้านการป้องกันความเสี่ยง
ส่วนธุรกิจไฟฟ้าได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่อ่อนตัวลง ทำให้ EBITDA ลดลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังได้รับแรงชดเชยบางส่วนจากผลประกอบการของโรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้น
BCP ระบุว่า ฐานะการเงินของบริษัทยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน โดยอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุน หรือ Net D/E อยู่ที่ 0.91 เท่า ซึ่งยังเป็นระดับที่บริหารจัดการได้
นอกจากนี้ บริษัทได้รับประโยชน์จาก Synergy ของการดำเนินงานโรงกลั่นแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านบาท ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนในภาพรวม
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 INVX ประเมินว่าราคาน้ำมันและค่าการกลั่นจะยังอยู่ในระดับสูง จากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง และภาวะตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ยังตึงตัว อย่างไรก็ตาม ส่วนเพิ่มของราคาน้ำมันดิบ ค่าระวางเรือ และความผันผวนจากการป้องกันความเสี่ยง อาจยังกดดันกำไรปกติ แม้บริษัทจะจัดหาน้ำมันดิบรองรับการผลิตได้แล้วจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569
กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ของ BCP คิดเป็น 66% ของประมาณการกำไรทั้งปีของ INVX โดย INVX อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการหลังการประชุมนักวิเคราะห์วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 พร้อมคงคำแนะนำ “OUTPERFORM” ให้ราคาเป้าหมาย 40 บาทต่อหุ้น
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน “คาลเท็กซ์” รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 1,627 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 52,052.69 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 228.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,366.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 932% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
กำไรสุทธิไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนหลักจากกำไรสต๊อกน้ำมันสุทธิหลังภาษี 177.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมกำไรจากสต๊อกน้ำมัน SPRC มีกำไรสุทธิหลังปรับปรุงอยู่ที่ 51.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนผลการดำเนินงานหลักที่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากอัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นลดลงจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน หรือ Turnaround & Inspection: T&I รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมบำรุงในไตรมาสดังกล่าว
ในไตรมาส 1/2569 SPRC มีอัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นอยู่ที่ 63.2% ลดลงจาก 92.6% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนงาน ซึ่งบริษัทระบุว่าสำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้
การซ่อมบำรุงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงกลั่น เสริมเสถียรภาพการผลิต และยกระดับความสามารถในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว แม้ในระยะสั้นจะส่งผลให้ปริมาณการกลั่นลดลงและกดดันผลประกอบการจากการดำเนินงานปกติ
SPRC ระบุว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนสูง และส่งผลต่อผลประกอบการไตรมาส 1/2569 อย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทได้รับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมันตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี บริษัทเตือนว่า หากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม SPRC อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ค่าส่วนต่างราคาน้ำมันดิบและค่าขนส่งทางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันในตลาดโลก และอาจกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในระยะถัดไป
นายเฮอร์เบิร์ต แมทธิว เพนน์ ที่ 2 ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ SPRC กล่าวว่า บริษัทติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบริหารสต๊อก กระแสเงินสด และสภาพคล่อง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย
บริษัทได้จัดสรรกำไรเพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบ การเพิ่มประสิทธิผลในการดำเนินงาน การยกระดับโรงกลั่น และการปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเสริมเสถียรภาพของผลการดำเนินงานในระยะยาว
ขณะเดียวกัน SPRC ยังเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจแบบครบวงจร ทั้งด้านการเพิ่มผลกำไร ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการขับเคลื่อนด้านดิจิทัล
ในฐานะธุรกิจโรงกลั่นที่มีลักษณะเป็นวัฏจักร SPRC ระบุว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารธุรกิจและการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความผันผวนในทุกช่วงของวัฏจักรอุตสาหกรรม พร้อมมุ่งสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของไทย