
เมื่อตอนที่โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการบุกเวเนซุเอลาไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายอาจจะไม่ได้คาดคิดว่า เป้าหมายถัดมาของสหรัฐฯ จะเป็นอิหร่าน แต่ทุกฝ่ายพุ่งความสนใจไปที่คิวบามากกว่า
คิวบาคือ หนึ่งในประเทศที่ยังคงปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งบนโลกใบนี้ และเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรมาโดยตลอด
นับตั้งแต่สหรัฐฯ ส่งกำลังเข้าบุกและจับตาประธานาธิบดีอูโก ชาเวซของเวเนซุเอลา หลายฝ่ายก็คาดคิดว่า ประเทศต่อไปที่อาจจะโดนสหรัฐฯ “จัดการ” อาจจะเป็นคิวบา เพราะทรัมป์เคยประกาศต้องการโค่นล้มรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบา และหลังจากนั้นก็ใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม และขู่เก็บภาษีกับทุกประเทศที่ส่งเชื้อเพลิงให้คิวบา
การปิดกั้นการส่งเชื้อเพลิงให้คิวบานำมาสู่ปัญหาวิกฤตครั้งใหญ่ในคิวบาเวลานี้ เพราะเมื่อไร้ซึ่งเชื้อเพลิง ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าก็ตามมา และนั่นนำมาซึ่งความโกรธแค้นของประชาชนจนถึงขั้นลงถนนประท้วงรัฐบาล
แต่ล่าสุด ผู้อำนวยการ CIA ของสหรัฐฯ กลับเดินทางเยือนกรุงฮาวานา เพื่อหารือ เพราะสหรัฐฯ กำลังจะรื้อฟื้นข้อเสนอความช่วยเหลือก้อนโต
Spotlight ชวนติดตามการเดินทางเยือนฮาวานาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ และสถานการณ์ในคิวบาที่กำลังวิกฤตหนัก ซึ่งเกิดจากนโยบายของสหรัฐฯ นั่นเอง
จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ CIA เดินทางเยือนกรุงฮาวานา เมืองหลวงของคิวบา เพื่อหารือกับคู่เจรจาฝ่ายคิวบาจากกระทรวงมหาดไทย ที่กรุงฮาวานา หลังสหรัฐฯ รื้อฟื้นข้อเสนอความช่วยเหลือมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.25 ล้านล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบจากมาตรการปิดกั้นด้านน้ำมันที่มีต่อคิวบา
แถลงการณ์ของรัฐบาลคิวบาระบุว่า การพบปะครั้งนี้เป็นความพยายามในการปรับปรุงการเจรจาระหว่างสองประเทศ และฝ่ายสหรัฐฯ ได้รับการยืนยันจากรัฐบาลคิวบาว่า คิวบาไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
ขณะที่เจ้าหน้าที่ CIA รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ CBS News ซึ่งเป็นพันธมิตรข่าวของ BBC ในสหรัฐฯ ว่า วอชิงตัน “พร้อมจะหารืออย่างจริงจังในประเด็นเศรษฐกิจและความมั่นคง” แต่มีเงื่อนไขว่าคิวบาจะต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานบางประการ
ด้านประธานาธิบดีคิวบา มิเกล ดิอาซ-กาเนล กล่าวว่า แทนที่จะเสนอความช่วยเหลือ สหรัฐฯ สามารถบรรเทาสถานการณ์ได้รวดเร็วกว่านี้ หากยกเลิกมาตรการปิดล้อมคิวบา
เจ้าหน้าที่ CIA เปิดเผยกับ CBS News ว่า ผู้เข้าร่วมการหารือครั้งนี้ประกอบด้วย ราอูล โรดริเกซ คาสโตร หลานชายของอดีตประธานาธิบดีราอูล คาสโตร, ลาซาโร อัลบาเรซ กาซัส รัฐมนตรีมหาดไทยคิวบา และหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของคิวบา
เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุว่า คณะผู้แทนสหรัฐฯ เดินทางมาครั้งนี้ “เพื่อส่งสารจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ด้วยตนเอง”
พร้อมเสริมว่า ในการหารือระหว่างจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA กับเจ้าหน้าที่คิวบา ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยถึงความร่วมมือด้านข่าวกรอง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และประเด็นด้านความมั่นคง ท่ามกลางบริบทที่ “คิวบาจะไม่สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตกได้อีกต่อไป”
ขณะที่แถลงการณ์ของรัฐบาลคิวบาระบุว่า ทั้งสองฝ่ายยังแสดงความสนใจที่จะพัฒนาความร่วมมือทวิภาคีระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศ รวมถึงความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศด้วย
การเดินทางเยือนของผู้อำนวยการ CIA ยังเกิดขึ้น ขณะที่คิวบาเผชิญวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนักหน่วง ซึ่งปัญหานี้ยิ่งรุนแรงขึ้นจากมาตรการปิดกั้นด้านน้ำมันของสหรัฐฯ ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ ขณะที่โรงเรียนและหน่วยงานรัฐบาลบางส่วนต้องปิดทำการชั่วคราว
วิกฤตนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชน และทำให้การประท้วงปะทุขึ้นทั่วกรุงฮาวานา เมืองหลวงของคิวบา เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (13 พฤษภาคม)
ประชาชนชาวคิวบาหลายร้อยคนออกมารวมตัวตามย่านชานเมืองหลายแห่ง ปิดถนนด้วยการจุดกองขยะ เฆี่ยนหม้อเคาะกระทะ พร้อมตะโกนว่า “เปิดไฟ!” และ “ประชาชนที่เป็นหนึ่งเดียว จะไม่มีวันพ่ายแพ้!”
ผู้สื่อข่าว Reuters รายงานว่า พบกลุ่มผู้ประท้วงอย่างสงบในหลายพื้นที่ทั่วกรุงฮาวานา ถือเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดภายในคืนเดียว นับตั้งแต่วิกฤตพลังงานเริ่มทวีความรุนแรง
สถานการณ์ขาดแคลนไฟฟ้าและไฟดับเลวร้ายลงอย่างมากตั้งแต่เดือนมกราคม หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเคยประกาศต้องการโค่นล้มรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบา ใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม และขู่เก็บภาษีกับทุกประเทศที่ส่งเชื้อเพลิงให้คิวบา