Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
โลกแห่ใช้โดรน Saab ชูโซลูชันสกัดภัยอากาศ คุมหลายชั้น ไม่เปลืองอาวุธแพง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

โลกแห่ใช้โดรน Saab ชูโซลูชันสกัดภัยอากาศ คุมหลายชั้น ไม่เปลืองอาวุธแพง

15 พ.ค. 69
13:28 น.
แชร์

ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปี 2569 หลายประเทศกำลังเร่งเพิ่มขีดความสามารถทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลังรายงานล่าสุดระบุว่า งบประมาณกลาโหมทั่วโลกพุ่งแตะ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ และสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สันติภาพภายใต้ระเบียบโลกปัจจุบันกำลังเปราะบางมากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ภาพของกองทัพยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดยักษ์ หรือเครื่องบินรบล่องหนราคาแพงอีกต่อไป หากแต่เงินลงทุนจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่เทคโนโลยีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียง “ของเล่น” อย่างโดรน หรือระบบอากาศยานไร้คนขับ (Uncrewed Aerial Systems: UAS) ซึ่งวันนี้ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแกนกลางสำคัญของอำนาจทางอากาศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงสมัยใหม่ไปแล้ว 

โลกเข้ายุค Low-cost Warfare เมื่อผลแพ้ชนะวัดกันที่ต้นทุน

ในประวัติศาสตร์การทหารยุคใหม่ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “สงครามราคาประหยัด” (Low-cost Warfare) อย่างเต็มตัว เมื่อรูปแบบการรบที่เคยพึ่งพายุทโธปกรณ์ราคาแพง เกราะหนา และเทคโนโลยีล้ำสมัย กำลังถูกท้าทายด้วย “สมการต้นทุน” แบบใหม่ ที่ทำให้อาวุธราคาต่ำสามารถสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายมูลค่าสูงได้ และเปลี่ยนสมรภูมิร่วมสมัยให้เข้าสู่ยุคของสงครามไม่สมมาตร

ในหลายสมรภูมิทั่วโลก “โดรนกามิกาเซ่” หรือ FPV Drone ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอาวุธนอกสายตา กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญของการรบยุคใหม่ เพราะสามารถผลิตได้รวดเร็ว ใช้งานได้ยืดหยุ่น และมีต้นทุนต่ำเพียงราว 500-2,000 ดอลลาร์ หรือประมาณหลักหมื่นบาทต่อหนึ่งลำ

ต้นทุนที่ต่ำเช่นนี้ทำให้โดรนสามารถถูกผลิตจากโรงงานขนาดเล็ก หรือแม้แต่ประกอบขึ้นด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติในพื้นที่ใกล้แนวหน้า ส่งผลให้กองทัพสามารถเพิ่มจำนวนการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว และนำไปสู่รูปแบบการโจมตีที่อาศัย “ปริมาณ” เข้ากดดันฝ่ายตรงข้าม

ที่สำคัญ พลานุภาพของโดรนเหล่านี้กลับสวนทางกับราคาต้นทุนอย่างมาก เพราะโดรนราคาหลักพันดอลลาร์สามารถสร้างความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์มูลค่ามหาศาลได้ ไม่ว่าจะเป็นรถถังหลัก (Main Battle Tank) ที่มีเกราะหนาและราคากว่า 10 ล้านดอลลาร์ หรือระบบเรดาร์ตรวจการณ์มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ซึ่งอาจถูกทำลายหรือทำให้ใช้การไม่ได้จากการโจมตีเพียงครั้งเดียว

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของกองทัพยุคใหม่ เพราะหากยังยึดหลักการป้องกันแบบเดิมที่ใช้ขีปนาวุธราคาหลายล้านดอลลาร์เพื่อสกัดโดรนราคาหลักพันดอลลาร์ ฝ่ายตั้งรับอาจเสียเปรียบตั้งแต่ระดับ “ต้นทุน” แม้จะยิงสกัดได้สำเร็จก็ตาม

ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การทำลายโดรนได้หรือไม่ได้ แต่อยู่ที่ความคุ้มค่าของการตอบโต้ หากศัตรูสามารถส่งโดรนจำนวนมากเข้าโจมตีซ้ำ ๆ ด้วยต้นทุนต่ำ ฝ่ายป้องกันก็จะถูกบีบให้ใช้ทรัพยากรราคาแพงกว่าหลายสิบหรือหลายร้อยเท่าในการรับมือ สถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่ “ภาวะล้มละลายทางยุทธศาสตร์” ก่อนที่สงครามจะสิ้นสุด

ดังนั้น สงครามในปี 2569 จึงไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีอำนาจทำลายล้างสูงกว่า แต่ยังวัดกันที่ความสามารถในการบริหารต้นทุนทางทหาร ฝ่ายที่ได้เปรียบคือฝ่ายที่สามารถสร้างความเสียหายสูงสุดต่อศัตรู ด้วยต้นทุนต่ำสุดของตนเอง

ในน่านฟ้ายุคใหม่ ความได้เปรียบจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุลระหว่าง “ปริมาณ” “ความคุ้มค่า” และ “ประสิทธิภาพในการตอบโต้” เพราะเมื่ออาวุธผลิตได้เร็ว เข้าถึงได้ง่าย และปรับใช้ได้หลากหลาย สมการต้นทุนจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญไม่แพ้ขีดความสามารถทางเทคโนโลยี

ฝูงโดรนอัจฉริยะกลายเป็นผู้กำหนดอำนาจใหม่ของโลก 

ปัจจุบัน “โดรน” ได้กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่กองทัพมหาอำนาจทั่วโลกยอมทุ่มงบประมาณเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในสนามรบ ข้อมูลล่าสุดในปี 2569 ระบุว่า ตลาดโดรนเพื่อการทหารทั่วโลกมีมูลค่าพุ่งเกิน 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.1 ล้านล้านบาท พร้อมอัตราการเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 12% ต่อปี 

ความสนใจของโลกที่มีต่อโดรนในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจัดซื้ออากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่เหมือนในอดีต หากแต่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุทธศาสตร์ “Mass & Scale” หรือการใช้ “ปริมาณ” เข้าสร้างความได้เปรียบเหนือฝ่ายตรงข้าม 

ตัวอย่างสำคัญคือ Replicator Initiative ของสหรัฐฯ ซึ่งกองทัพอเมริกันกำลังเดินหน้าแผนจัดหาโดรนขนาดเล็กจำนวนนับพันลำที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อสร้างสภาวะ “Swarm” หรือฝูงโดรนที่สามารถปฏิบัติการพร้อมกัน และกดดันระบบป้องกันของศัตรูได้ในคราวเดียว 

แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากสงครามที่พึ่งพาอาวุธราคาแพงจำนวนน้อย ไปสู่สงครามที่ให้ความสำคัญกับความเร็ว จำนวน และความสามารถในการผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนยังไหลเข้าสู่กลุ่มบริษัทกลาโหมรุ่นใหม่ที่ถูกเรียกว่า “Neo-Primes” โดยเฉพาะสตาร์ทอัพด้าน Defence Tech ที่เน้นความคล่องตัวในการผลิต ความฉลาดของซอฟต์แวร์ และการประยุกต์ใช้ AI ในระบบอาวุธ 

ปรากฏการณ์นี้ดึงดูดเงินลงทุนจาก Venture Capital มหาศาลกว่า 7.7 พันล้านดอลลาร์ และกำลังท้าทายบริษัทผลิตอาวุธดั้งเดิมที่มักมีวงจรพัฒนาเทคโนโลยียาวกว่า ปรับตัวช้ากว่า และไม่ตอบโจทย์สนามรบที่เปลี่ยนแปลงแบบเรียลไทม์

Drone Equation : ยุทธศาสตร์ "สมการโดรน" ทางรอดจาก Saab

ท่ามกลางสมรภูมิที่น่านฟ้าถูกเติมเต็มด้วยโดรนราคาถูก ซาบ (Saab) ยักษ์ใหญ่ด้านความมั่นคงจากสวีเดน ผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีป้องกันภัยทางอากาศของไทยมานานกว่า 40 ปี ได้นำเสนอแนวคิดเชิงปฏิวัติที่เรียกว่า "Drone Equation" (สมการของโดรน) โซลูชันต่อต้านอากาศยานไร้คนขับแบบบูรณาการ เพื่อเป็นคำตอบให้กับกองทัพทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ตึงตัว

หัวใจสำคัญของ Drone Equation ไม่ใช่เพียงการจัดหาอาวุธชนิดใหม่ แต่คือการออกแบบสถาปัตยกรรมป้องกันภัยทางอากาศให้มีความ “ฉลาด” และ “คุ้มค่า” ผ่านแนวคิดการป้องกันแบบหลายชั้น (Multi-layer Defense) ที่เน้นการทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์สงครามราคาประหยัดอย่างแท้จริง

การผนึกกำลังของเซ็นเซอร์และระบบบัญชาการ (C2)

รากฐานของระบบเริ่มจากการสร้าง “การเฝ้าระวังที่ไร้รอยต่อ” โดยการผสานข้อมูลจากเซ็นเซอร์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ตรวจจับขนาดเล็ก ระบบตรวจจับด้วยแสง (Electro-optical) และระบบดักจับสัญญาณคลื่นความถี่ 

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยัง ระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control - C2) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสมองกลส่วนกลาง คอยประมวลผลและสร้างภาพจำลองสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ผู้บังคับบัญชาตัดสินใจได้อย่างแม่นยำว่าควรโต้ตอบด้วยวิธีใดจึงจะเหมาะสมที่สุด

ความยืดหยุ่นคือทางรอด

ภายใต้สมการนี้ การตอบสนองต่อภัยคุกคามจะถูกแบ่งตามความเหมาะสมของระดับความเสี่ยงและต้นทุน:

  • Electronic Warfare (EW): เป็นด่านหน้าสำคัญในการรบกวนสัญญาณโดรน ซึ่งเป็นวิธีที่มีความยืดหยุ่นสูง มีต้นทุนต่ำ และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่จำกัด
  • Precision Kinetic Response: การใช้การตอบโต้ทางกายภาพแบบแม่นยำจะถูกนำมาใช้เสริมในกรณีที่วิธีแรกมีข้อจำกัด
  • Advanced Air Defense: ระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงราคาแพงจะถูกสงวนไว้สำหรับภารกิจที่สอดคล้องกับคุณค่าของระบบเท่านั้น เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองทรัพยากรเกินความจำเป็น

สำหรับประเทศไทยแนวทางดังกล่าวถือเป็นแนวทางที่สมดุลสำหรับการป้องกันภัยคุกคามทางอากาศในอนาคต โดยโซลูชันต่อต้านอากาศยานไร้คนขับแบบบูรณาการ และเหมาะสมกับระดับของภัยคุกคาม จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และรองรับการขยายความสามารถ เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการต่อยอดจากเทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว และการมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันของระบบต่าง ๆ ทำให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และยั่งยืน

แชร์
โลกแห่ใช้โดรน Saab ชูโซลูชันสกัดภัยอากาศ คุมหลายชั้น ไม่เปลืองอาวุธแพง