
ช่วงเย็นของวันที่ 1 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้ง จากผู้เสียหายชื่อ น.ส.กนกวรรณ อายุ 31 ปี พร้อมสามีว่า ก่อนหน้านี้วันที่ 27 เม.ย. 69 ตัวเธอได้จัดส่งพัสดุข้างในเป็นโดรน ราคา 34,500 บาท ให้กับพนักงานขนส่งแห่งหนึ่ง พร้อมกับทำการเสียค่าขนส่งประมาณ 111 บาท หลังจากที่พนักงานรับพัสดุไปแล้ว ระหว่างทางพนักงานได้โทรมาแจ้งว่าทำพัสดุตกหล่นหาย
ล่าสุดวันที่ 1 พ.ค. 69 ได้มีพลเมืองดีทราบข่าวจากข่าวทางออนไลน์ว่ามีการตามกล่องพัสดุหล่นหาย จึงโทรมาแจ้งกับผู้เสียหายว่ามีชาวบ้านใกล้เคียงได้เก็บกล่องพัสดุได้ จึงเป็นพลเมืองดีโทรแจ้งให้กับ น.ส.กนกวรรณ หรือผู้เสียหาย ให้มาดูกล่องพัสดุยังบ้านของชาวบ้านดังกล่าว
หลังจากได้รับแจ้ง ผู้เสียหายพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลานสัก ได้เดินทางไปยังบ้านของชาวบ้านดังกล่าว ชื่อนางถาวร อายุ 53 ปี ผู้เสียหายจึงรีบทำการตรวจสอบพัสดุกล่องดังกล่าว พบว่ากล่องพัสดุทุกชิ้นยังอยู่ครบ แต่มีการเปิดหน้ากล่องนำพัสดุออกมาดู พร้อมกับพบรอยนิ้วมือที่โดรน และดูในระบบอัตโนมัติของโดรน พบเห็นภาพคนรายหนึ่งนำโดรนออกบิน ซึ่งภาพนั้นบันทึกได้ทุกขั้นตอน ผู้เสียหายจึงได้ให้เจ้าหน้าที่นำกล่องพัสดุไปยังโรงพัก
ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามกันนางถาวร ผู้พบเจอกล่องพัสดุ เปิดเผยว่า ขณะนั้นเวลาประมาณ 5 โมงเช้า แต่จำวันไม่ได้ ตัวป้าได้นำมะม่วงใส่รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อนำมะม่วงไปขายยังตลาดลานสัก พร้อมกับไปซื้อกับข้าวที่ตลาด ระหว่างทางก่อนถึงตลาดลานสัก ตัวป้าได้มองเห็นกล่องพัสดุตกอยู่ข้างทางใกล้กับศาลารอรถ ตัวป้าได้จอดรถลงมาเก็บกล่องพัสดุ แล้วนำขึ้นรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง กระทั่งไปตลาดแล้วก็กลับมาบ้านก็นำมาเก็บไว้ แต่ภายในบ้านนั้นมีหลานๆ อยู่ด้วย จนมาทราบจากหลานๆ ว่ากล่องพัสดุดังกล่าวนั้นมีคนตามหา ชาวบ้านใกล้เคียงจึงโทรแจ้งกับเจ้าของผู้เสียหายให้มาดูพัสดุที่บ้าน
ล่าสุดก็มาทราบพร้อมกับผู้เสียหายว่า ข้างในนั้นถูกเปิดกล่อง และนำโดรนออกบิน ด้วย ตัวป้าเล่นโทรศัพท์ไม่เป็น
ทั้งนี้ผู้เสียหายอยู่ระหว่างการนำโดรนไปตรวจสอบอีกครั้ง และทำการพูดคุยกับทางพนักงานขนส่ง และผู้ที่เกี่ยวข้องว่าจะมีการช่วยเหลือเยียวยาอย่างไรต่อไรต่อไป
Advertisement