
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่จังหวะฟื้นตัว หลังเผชิญแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติต่อเนื่องยาวนานกว่า 1 ปี 4 เดือน ก่อนจะเห็นการพลิกกลับของกระแสเงินทุนอย่างรวดเร็วภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งช่วยสร้างแรงหนุนด้านความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองและแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะถัดไป
พร้อมกันนี้ ปัจจัยต่างประเทศยังเอื้ออำนวย โดยเฉพาะการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นสวนทางค่าเงินในภูมิภาค ท่ามกลางดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่าในตลาดโลก ภาพรวมดังกล่าวทำให้สินทรัพย์ไทยกลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ และเปิดโอกาสให้กลยุทธ์การลงทุนกลับมาเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัวมากกว่าการเก็งกำไรตามดัชนี
เอเซีย พลัส ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นแรง โดยราคาน้ำมันดิบ BRENT เพิ่มขึ้น 17.8% จากต้นปี (YTD) ทะลุระดับ 71 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำปรับขึ้น 15.8% YTD เข้าใกล้ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ การปรับตัวขึ้นพร้อมกันของน้ำมันและทองคำสะท้อนความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรง
สถานการณ์ดังกล่าวสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น ซึ่งได้อานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง เอเซีย พลัส แนะนำหุ้นในกลุ่มนี้ ได้แก่ PTT, PTTEP, BCP และ IVL ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากทั้งราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นและทิศทางอุปสงค์พลังงานในตลาดโลก
ในอีกมิติหนึ่ง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นแม้ดัชนีดอลลาร์จะแข็งค่า สะท้อนแรงหนุนจาก Fund Flow ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 6 หมื่นล้านบาทตั้งแต่ต้นปี ประกอบกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทยที่แคบลง จากความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ขณะที่ไทยอาจคงอัตราดอกเบี้ยหรือปรับลดเพียง 1 ครั้ง ส่งผลให้ผู้ลงทุนไทยเริ่มลดการถือครองบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) และนำเงินกลับเข้าประเทศมากขึ้น
ภายใต้เงินบาทแข็งค่า เอเซีย พลัส แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่มีหนี้หรือมีต้นทุนเป็นสกุลเงินต่างประเทศ เช่น GULF, BGRIM, EGCO, PTT, PTTEP และ PTTGC ซึ่งจะได้ประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และกลุ่มที่เน้นนำเข้าวัตถุดิบ เช่น TFG และ TVO ซึ่งได้อานิสงส์จากต้นทุนนำเข้าที่ลดลงตามค่าเงินบาท
หลังจากเผชิญแรงขายมาระยะหนึ่ง จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดหุ้นไทยเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 10 วันทำการหลังการเลือกตั้ง โดยนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยสูงถึง 5.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายสุทธิสะสมก่อนหน้านี้ที่มีมูลค่า 1.1 แสนล้านบาทในช่วง 1 ปี 4 เดือน ฝ่ายวิจัยประเมินว่าต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนต่างชาติในรอบนี้อยู่บริเวณดัชนี 1,430 จุด ซึ่งถือเป็นฐานแนวรับเชิงจิตวิทยาที่แข็งแกร่งหากดัชนีมีการย่อตัว
เมื่อดัชนี SET ปรับขึ้นมาใกล้ระดับ 1,500 จุด เอเซีย พลัส มองว่าการไล่ซื้อหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงแล้วอาจเพิ่มความเสี่ยง จึงแนะนำให้รอจังหวะสะสม “หุ้น Laggard” ที่มีพื้นฐานดี โดยผ่านเกณฑ์คัดกรอง 3 ประการ ได้แก่ ราคายังไม่ฟื้นตัวเต็มที่เมื่อเทียบกับอดีต ระดับ Valuation ถูกลงโดยเฉพาะ P/E ที่ปรับลดลงมากกว่าราคาหุ้น และมีสัญญาณ Smart Money จากต่างชาติทยอยเข้าซื้อในช่วงวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์ 2026
หุ้นที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวมีทั้งหมด 16 บริษัท ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ประกอบด้วย กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว ได้แก่ BDMS, AWC และ SHR กลุ่มค้าปลีกและพาณิชย์ ได้แก่ CPN, CBG, OSP, SINGER และ MC กลุ่มการเงิน ได้แก่ KTC และ MTC กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค ได้แก่ RATCH, CKP, GUNKUL และ EPG และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ได้แก่ AMATA และ SJWD
ในส่วนของตลาดต่างประเทศ เอเซีย พลัส ยังรายงานพัฒนาการเชิงบวกจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดย Walmart (WMT) รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีบัญชี 2026 ด้วยรายได้ 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 6% จากปีก่อนหน้า โดยมีแรงขับเคลื่อนจากธุรกิจ E-commerce ที่เติบโตถึง 27% สะท้อนความสามารถในการดึงดูดฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง
ขณะที่ Opendoor Technologies (OPEN) แพลตฟอร์มซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ รายงานรายได้ไตรมาส 4 ที่ 736 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาด 24% และตั้งเป้าผลักดันกำไรสุทธิให้กลับมาเป็นบวกภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งภาพรวมดังกล่าวช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดโลก และส่งแรงสะท้อนเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป