
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายที่สุดในรอบหลายปี เมื่อสภาพคล่อง (liquidity) การซื้อขายลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยมีการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 50,000-60,000 ล้านบาท แต่ลดลงเหลือเพียงราววันละ 30,000 ล้านบาทในปี 2568
สภาวะตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำไม่เพียงกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่ยังส่งผลด้านลบต่อความสามารถในการระดมทุนของบริษัทที่เข้าระดมทุน ทั้งนี้ ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ตลาด IPO ไทยระดมทุนได้เพียงประมาณ 13,000 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553
เมื่อเห็นสภาวะตลาดเป็นแบบนี้ หลายบริษัทที่มีแผนหรือเตรียมการเข้าระดมทุนต้องชะลอหรือยุติแผน และบางส่วนเริ่มหันไปมองการระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งมีสภาพคล่องดีกว่า และมีกฎเกณฑ์ที่เอื้อมากกว่า
แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดจากกรณี ไลน์แมน วงใน (LINE MAN Wongnai) และบิทคับ (Bitkub) ที่มีข่าวว่าอยู่ระหว่างเตรียมเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (IPO) โดยทั้งสองบริษัทตัดสินใจไม่ไปต่อกับตลาดหุ้นไทย เตรียมไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงแทน และก่อนหน้านี้ บริษัทผู้ผลิตน้ำมะพร้าว IFBH Ltd. ก็ไป IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2568
ความเคลื่อนไหวของสองสตาร์ทอัพหัวแถวของประเทศทำให้เกิดคำถามต่ออนาคตของตลาดทุนไทยว่า หาก liquidity ยังไม่ฟื้น ความพยายามของตลาดลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่จะดึงบริษัทไทยให้อยู่ในตลาดหุ้นไทยจะสำเร็จหรือไม่
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีรายงานจากบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ว่า ไลน์แมน วงใน (LINE MAN Wongnai) บริษัทสตาร์ทอัพเระดับยูนิคอร์นของไทยกำลังกำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการเสนอขายหุ้น IPO ในฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา หลังจากเลื่อนการขายหุ้นในประเทศออกไป ซึ่งไลน์แมน วงใน คาดว่าจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้
ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไลน์แมน วงใน ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กว่า การเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจน้อยลง เนื่องจากภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยและความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง พร้อมระบุว่า “การจดทะเบียนในตลาดหุ้นที่มีการซื้อขายคึกคักกว่า น่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น”
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ไลน์แมน วงใน ได้เตรียมเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2568 แต่ต้องหยุดแผนและกลับมาประเมินสถานการณ์ตลาดอีกครั้ง
ด้านบิทคับ (Bitkub) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีรายใหญ่ของไทยก็มีรายงานจากบลูมเบิร์กเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า กำลังพิจารณาเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เพื่อระดมทุนราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในปี 2569 นี้
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวนี้ของบิทคับสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของฮ่องกงที่ต้องการยกระดับตนเองเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล ผ่านการผ่อนคลายกฎระเบียบและการออกระบบใบอนุญาตสำหรับแพลตฟอร์มคริปโตฯ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศชัดว่าไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์นี้ อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยอมรับว่าบริษัทไทยขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งกำลังให้ความสนใจไปจดทะเบียนในฮ่องกงและสิงคโปร์ ตลท.จึงเร่งปรับปรุงกฎเกณฑ์และศึกษาความแตกต่างของตลาดต่างประเทศ เพื่อหาจุดที่ตลาดหุ้นไทยจะสามารถแข่งขันได้
กรรมการและผู้จัดการ ตลท. มองว่าปัจจัยความแตกต่างหลักของตลาดหุ้นใหญ่ ๆ กับตลาดหุ้นไทยมี 2 ด้าน คือ ด้านสภาพคล่อง (Liquidity) และมูลค่า (Valuation) ที่ตลาดต่างประเทศมีมากกว่าไทย และด้านกระบวนการการเข้าระดมทุน
กรรมการและผู้จัดการ ตลท.กล่าวว่า ด้านปริมาณการซื้อขายหรือสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย ในอดีตเคยมีการซื้อขายเฉลี่ย 50,00-60,000 หมื่นล้านบาทต่อวัน แต่ปัจจุบันลดน้อยลงไปมาก ซึ่งมาตรการต่าง ๆ ที่ ตลท.คิดริเริ่มไว้ ทั้งโครงการ TISA, BOI to IPO หรือ EEC to IPO เพื่อดึงดูดธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามาจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ไหลเข้ามาได้
ส่วนด้านกฎกติกาในตลาดทุนที่เข้มงวด ทำให้กระบวนการ IPO ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก จะมีการปรับปรุงให้ใช้เวลาน้อยลง โดยต้องศึกษากฎเกณฑ์ในต่างประเทศร่วมด้วยเพื่ออุดช่องโหว่ ซึ่งหากแก้ไขทั้งสองด้านแล้ว จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตลาดหหุ้นไทยได้
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า สาเหตุที่หลายบริษัทเลือกไปต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นเรื่อง valuation หาก ตลท.มีสินค้าใหม่ มีกฎกติกาที่รวดเร็ว แม่นยำ และกำหนดราคา IPO ได้เหมาะสม จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดและเพิ่มแรงจูงใจที่บริษัทที่ดำเนินการในประเทศไทยจะ IPO ในตลาดหุ้นไทย
หนึ่งในแผนสำคัญของ ตลท. คือ การดึงดูด New Economy เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่ง ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ บอกว่าแนวทางว่า ต้องพิจารณาปรับเกณฑ์หรือผ่อนปรนเกณฑ์บางประการ โดยเฉพาะข้อกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ซึ่งอาจจะต้องผ่อนปรนสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่อย่างกลุ่มเฮลท์แคร์หรือบริษัทวิจัยยาที่กำลังเริ่มเข้าสู่ระยะการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ หรืออาจจะมีการจัดตั้งกระดานใหม่สำหรับกิจการประเภทนี้ เพื่อทำให้มีสินค้าใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาในตลาด ทั้งนี้ คาดว่าภายใน 4-6 เดือนจะเห็นความชัดเจน
สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ (Chief Markets Officer) สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สำหรับการปรับเกณฑ์กระบวนการ IPO ตลท.ได้หารืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยหัวใจของการปฏิรูป คือ การเปลี่ยนจากระบบ Merit-based ที่หน่วยงานกำกับต้องพิจารณาคุณสมบัติเชิงลึก ไปเป็น Disclosure-based ให้บริษัทและที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนและถูกต้อง แล้วให้นักลงทุนตัดสินใจเอง ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเตรียมเปิดรับฟังความเห็นรายละเอียดการปรับเกณฑ์กับกลุ่ม FA ภายในครึ่งแรกของปีนี้
นอกจากนี้ อีกหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ ตลท. คือ การผลักดันให้มี Foreign Listing หรือการนำบริษัทต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนในไทย ซึ่งขณะนี้กำลังเจรจากับบริษัทจากประเทศจีน แต่กระบวนการทั้งหมดคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี