
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ตลาดหุ้นไทย” ต้องเผชิญกับภาพจำของความซบเซา ดัชนีแกว่งตัวในกรอบแคบ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง ขาดความคึกคัก แต่ขณะที่ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านกลับคึกคักและให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่าจนทำให้เสน่ห์ของหุ้นไทยดูจางลงในสายตานักลงทุนโลก
แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป สัญญาณบวกเริ่มก่อตัวตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะทิศทาง Fund Flow ที่เริ่มไหลกลับเข้าสู่เอเชีย ข้อมูลที่ Bloomberg รวบรวมระบุว่า นับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม มีเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมกว่า 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.02 แสนล้านบาท ถือเป็นการไหลเข้ารายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่กันยายน 2025 ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าเม็ดเงินโลกกำลังเริ่มกลับมาหาภูมิภาคนี้อีกครั้ง และไทยก็มีโอกาสได้รับอานิสงส์
ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น 7% ตั้งแต่ต้นปี ด้วยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2 เดือนติดต่อกัน รวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี แรงซื้อที่กลับมาในบางช่วงต้นปีอาจกลายเป็นสัญญาณตั้งต้นว่า ปี 2569 อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ของตลาดทุนไทย หากปัจจัยแวดล้อมสำคัญเอื้ออำนวย โดยเฉพาะปัจจัยการเมืองภายในประเทศ
หนึ่งในตัวแปรหลักที่นักลงทุนจับตาคือ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังการเลือกตั้ง เพราะเสถียรภาพทางการเมืองมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย
หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น ย่อมช่วยให้การใช้งบประมาณเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจเดินหน้าได้เร็ว นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ จะถูกผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และสะท้อนกลับมายังราคาหุ้นในที่สุด
ในมุมของนักลงทุนต่างชาติ “เสถียรภาพ” คือหัวใจสำคัญ เพราะเมื่อการเมืองนิ่ง ความเสี่ยงเชิงนโยบายลดลง การประเมินมูลค่าการลงทุนก็ทำได้ง่ายขึ้น ความเชื่อมั่นจึงฟื้นตัวตามไปด้วย
ประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ สะท้อนมุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า ไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาบริหารประเทศ โดยธรรมชาติแล้วก็ต้องการให้ตลาดทุนเดินหน้าและเติบโต เพราะตลาดทุนคือกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ และทุกพรรคการเมืองเข้าใจสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยดี
ภายในปี 2569 นี้ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจะทำได้รวดเร็วขึ้น โดยตลาดหลักรัพย์ฯ ทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์ให้บริษัทต่างๆ สามารถเข้าจดทะเบียน (IPO) ได้ง่ายขึ้น ด้วยการลดความซับซ้อนและระยะเวลาของขั้นตอน เน้นการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทมากกว่าตรวจสอบ แต่ยังคงคุณภาพบริษัทจดทะเบียนไว้
นอกจากนี้ยังจะมีการปรับกฎหมายหลายเรื่องเพื่อปลดล๊อคและเพิ่มความน่าสนใจตลาดหุ้นไทย เช่น รองรับโครงสร้างหุ้นสองระดับ (Dual-Class Shares) เพื่อจูงใจธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ให้เข้าตลาดหุ้นได้โดยไม่เสียอำนาจควบคุม หรือแม้แต่การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อไม่ให้ติดเพดานการลงทุนตามกฎหมายต่างด้าวสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ
ส่วนการสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ รัฐบาลใหม่ควรผลักดันให้ ก.ล.ต. เป็นผู้เสียหายในการฟ้องคดีสำคัญ เพื่อให้สามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้รวดเร็วขึ้น เพิ่มความร่วมมือในการใช้ข้อมูลระหว่างตลาดหลักทรัพย์และ ก.ล.ต. ซึ่งขณะนี้ดีขึ้นมาก
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยอมรับว่า ในปีที่ผ่านมาเกิดการแข่งขันของตลาดหุ้นเกิดใหม่ค่อนข้างมาก เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ซึ่งความน่าสนใจของแต่ละตลาดก็จะเกิดจากการเติบโตของเศรษฐกิจแต่ละประเทศ ทำให้ตลาดบางประเทศมาเชิญชวนบริษัทไทยให้ไปจดทะเบียนในตลาดของประเทศเค้า ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำงานกันอย่างหนัก ร่วมกับ ก.ล.ต.เพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยาก ซับซ้อน ในการลงทุนหุ้นไทย
อย่างกรณี LineMan Wongnai ทีมผู้บริหาร ตลาดหลักทรัพย์ฯระบุว่า ยังไม่ได้ย้ายไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา
“เราต้องบาลานซ์นะครับ เพราะเราต้องการคุณภาพมากกว่าปริมาณ ความน่าสนใจในเรื่อง Fund Flow กับ PE ในตลาดหุ้นไทยก็ต้องใส่ใจเช่นกัน มีข้อเรียกร้องจากกนักลงทุนต่างชาติ ให้ลดความยุ่งยาก ซึ่งเรากำลังทำให้ตอบโจทย์การแข่งขันและดึงดูดผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งหุ้น และ ตลาดTFEX “
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดดึงธุรกิจใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV, Data Center, Wellness และ Semiconductor ผ่านโครงการ BOI to IPO เพื่อเพิ่มความหลากหลายและมูลค่าตลาดในระยะยาว
ทั้งนี้ คุณอัสสเดช มอง่า ตลท.ไทย เช่นใน SET 50 แทบไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผิดกับตลาดอย่าง S&P หรือ Nasdaq ที่มีการเปลี่ยนแปลงถึง 90% โดยมีบริษัทใหม่ๆ เช่น AI และเทคโนโลยีเข้ามา นี่จึงทำให้เราต้องดึงดูดธุรกิจใหม่ๆเพิ่มด้วย
ส่วนสัญญาณบวกจากเม็ดเงินทุนที่ไหลกลับเข้ามาในช่วงต้นปี ส่วนหนึ่งเป็นเงินลงทุนระยะยาว แม้อาจมีจังหวะชะลอหรือสลับเป็นเงินเทรดดิ้งระยะสั้นบ้าง จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาท หรือความชัดเจนทางการเมืองแต่ภาพรวมยังถือเป็นสัญญาณเชิงบวก ว่าความสนใจต่อสินทรัพย์เอเชียซึ่งรวมถึงไทยด้วย
อีกหมากสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ แผนโรดโชว์ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ เตรียมเดินสายพบปะนักลงทุนต่างประเทศในเดือนพฤษภาคม
เป้าหมายไม่ใช่เพียงเงินเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นการดึงดูด Long-Term Investor ให้กลับมามองไทยในฐานะตลาดลงทุนระยะยาวอีกครั้ง
การสื่อสารภาพเศรษฐกิจใหม่ นโยบายรัฐใหม่ และมาตรการตลาดทุนใหม่ จะถูกนำเสนอควบคู่กัน เพื่อรีแบรนด์ภาพลักษณ์ตลาดหุ้นไทยในสายตาโลก
ประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ทิ้งท้ายด้วยมุมมองที่น่าสนใจว่า นักลงทุนไทยควรพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน เพราะหุ้นไทยไม่ได้แย่เสมอไป หลายบริษัทยังมีพื้นฐานแข็งแรง และให้ผลตอบแทนปันผลที่ดี
หากมาตรการต่าง ๆ เดินหน้าตามแผน ประกอบกับการเมืองมีเสถียรภาพ และรัฐบาลใหม่ผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง ตลาดหุ้นไทยก็มีโอกาสผ่านพ้นจุดที่ยากลำบาก และกลับมาอยู่ในเรดาร์นักลงทุนโลกอีกครั้ง
ปี 2569 จึงอาจเป็นคปีแห่งความหวังของ“การฟื้นตัวของหุ้นไทย” ที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม
เมื่อการเมืองนิ่ง เม็ดเงินก็พร้อมไหลกลับ และเสน่ห์ตลาดทุนไทยกำลังถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง