
แม้ในปี 2569 จะเห็นทิศทางชัดเจนว่ากระแสเงินทุนกำลังไหลเข้าสู่ตลาดทุนเอเชีย เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในภูมิภาคนี้ตามความคาดหวังต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมูลค่าหุ้นที่ยังคงถูกเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้รับอานิสงส์จากเทรนด์นี้เท่าที่ควร เมื่อนักลงทุนสถาบันรายใหญ่หลายแห่งยังคงหลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำหนักในหุ้นและตราสารหนี้ไทย
จากการรายงานของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ที่ได้พูดคุยกับผู้จัดการกองทุนจากสถาบันรายใหญ่หลายคน พบข้อสรุปว่า การที่ไทยไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สินทรัพย์ไทยตกอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก ทั้งมีราคาถูก ขาดความน่าสนใจ และกำลังถูกลดความสำคัญลงเรื่อย ๆ ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ
ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ระดับโลกบางรายระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปของไทยที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ต้องลดการลงทุนในสินทรัพย์ไทยเพื่อจำกัดความเสี่ยง เนื่องจากมองว่าไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ก็มีแนวโน้มจะซ้ำเติมปัญหาเดิมให้รุนแรงขึ้น ทั้งภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แรงกดดันเหล่านี้ส่งผลให้หุ้นไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ทำผลงานแย่ที่สุดในโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่ตราสารหนี้ (บอนด์) ไทยก็ให้ผลตอบแทนตามหลังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ในปี 2026
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นน้อยมากว่า นายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ในรอบ 3 ปีของไทยจะสามารถผลักดันการปฏิรูปที่จำเป็น เพื่อแก้ปัญหาธรรมาภิบาลที่อ่อนแอและนโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงคาดการณ์ว่าเส้นอัตราผลตอบแทนบอนด์ไทยอาจชันขึ้นอีก จากความคาดหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการเร่งใช้จ่ายภาครัฐ ในขณะที่ตลาดหุ้นยังคงซบเซา เนื่องจากเม็ดเงินไหลไปยังประเทศอื่น
คริสโตเฟอร์ เหลียว (Christopher Leow) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Principal Asset Management ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า แม้สินทรัพย์ไทยจะดูเหมือนราคาถูก แต่ลำพังเพียงแค่ราคาถูกอาจยังไม่เพียงพอที่จะดึงดูดการลงทุนได้
ด้าน T. Rowe Price บริษัทบริหารจัดการเงินลงทุนยักษ์ใหญ่ระดับโลกเปิดเผยว่า ได้ลดการถือครองพันธบัตรไทยลงก่อนการเลือกตั้ง และยังคงท่าทีระมัดระวังต่อตราสารหนี้สกุลเงินบาท โดยจะรอดูทิศทางนโยบายที่ชัดเจนก่อนพิจารณาเพิ่มการลงทุนอีกครั้ง
ขณะที่ Allianz Global Investors ระบุว่า ปัจจุบันได้ลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ไทย แต่ก็พร้อมจะพิจารณาปรับพอร์ตไปสู่การลงทุนพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้น
สำหรับ Aberdeen มองว่าหุ้นที่น่าสนใจในขณะนี้คือกลุ่มหุ้นปลอดภัยและกลุ่มส่งออกที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศน้อย เนื่องจากกังวลว่าหากผลการเลือกตั้งนำไปสู่รัฐบาลผสมที่ไม่แข็งแกร่ง การขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ อาจขาดความต่อเนื่องและหยุดชะงักได้
ณัฐนนท์ อรัณยกานนท์ ผู้จัดการการลงทุนของ Aberdeen ในกรุงเทพฯ กล่าวว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยการปฏิรูปที่น่าเชื่อถือควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านการคลังและการเงิน หากปราศจากการปฏิรูปที่ช่วยยกระดับผลิตภาพและปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุนให้ดีขึ้น การดีดตัวของหุ้นหลังเลือกตั้งอาจเป็นเพียงการเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่าการปรับตัวขึ้นเชิงโครงสร้างในระยะยาว
นอกจากนี้ BlackRock สถาบันการเงินระดับโลกอีกแห่งระบุว่า ปัจจุบันถือครองสินทรัพย์ไทยน้อยกว่าปีก่อนหน้า แต่เริ่มกลับมาทยอยซื้อพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว
ความกังวลที่เกิดขึ้นกำลังนำไปสู่การตั้งคำถามถึงบทบาทของสินทรัพย์ไทยในพอร์ตการลงทุนระหว่างประเทศ จากเดิมที่เคยเป็นตลาดดาวเด่นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ปัจจุบันกลับถูกลดชั้นความสำคัญลงจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศที่ซบเซา ภาคการท่องเที่ยวที่อ่อนแรง และความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนกำลังจับตา คือ การออกพันธบัตรล็อตใหม่เพื่อระดมทุนสำหรับมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้ ซึ่งอาจทำให้อุปทานตราสารหนี้ในตลาดเพิ่มขึ้นและกดดันราคาพันธบัตร ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคำมั่นสัญญาเรื่องการเพิ่มการใช้จ่ายนี้ได้ผลักดันให้ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี และ 10 ปี ขยายกว้างที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566
อย่างไรก็ตาม เลโอนาร์ด ควอน (Leonard Kwan) ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของ T. Rowe Price ฮ่องกง มองว่า ไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอสำหรับรองรับการใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่คำถามสำคัญคือจะใช้จ่ายอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ซึ่ง T. Rowe Price จะเฝ้าติดตามว่ารัฐบาลจะมีการใช้จ่ายเพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แท้จริงหรือไม่
บลูมเบิร์กระบุว่า จากสถิติช่วงการเลือกตั้งสามครั้งที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) มักปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 3.3% ในช่วงหนึ่งเดือนหลังวันเลือกตั้ง แต่แรงส่งนี้มักอยู่ไม่นาน
สำหรับช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 เริ่มมีสัญญาณบวกปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว โดยปัจจุบันหุ้นไทยซื้อขายที่ระดับ Forward P/E ประมาณ 14 เท่า ซึ่งถือว่าราคาถูกเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และเทียบกับตลาดในภูมิภาคเดียวกัน ขณะที่ในตลาดตราสารหนี้ ภาวะที่เส้นอัตราผลตอบแทนมีความชันมากขึ้นอาจเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว เนื่องจากราคาตลาดได้ซึมซับคาดการณ์เรื่องการเร่งใช้จ่ายภาครัฐไปเรียบร้อยแล้ว
แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงรอดูว่าหลังการเลือกตั้งจะมีการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ หรือนโยบายที่เคยประกาศไว้จะถูกเจือจางลงจากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่ต้องมีการต่อรองผลประโยชน์ นอกจากนี้ การเปลี่ยนตัวผู้นำที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งยังทำลายความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ส่งผลให้ตลาดหุ้นที่มักจะคึกคักในช่วงแรกหลังเลือกตั้งมักจะแผ่วและกลายเป็นความซบเซาในเวลาต่อมา
ไว เกียต โซห์ (Wai Kiat Soh) ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก Ninety One ในสิงคโปร์ แสดงความเห็นว่า เมื่อยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีพรรคการเมืองใดชนะขาด จึงเป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนพลิกฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และมีความเป็นไปได้ที่ตลาดทุนไทยจะต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบประคองตัวไปวัน ๆ อีกครั้ง