
ในวาระที่ดำเนินธุรกิจมาครบ 10 ปีเต็ม Finnomena บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนเวลท์เทค (WealthTech Investment Advisor Company) ชั้นนำของไทย ฉลองวาระสำคัญโดยการเปิดตัวบริการใหม่ ‘Investment Call’ และ ‘Finnomena Chat’ เป็นการยกระดับประสบการณ์ลงทุน เพื่อให้นักลงทุนไม่พลาดทุกโอกาสและปลอดภัยจากสแกมเมอร์
ในโอกาสเดียวกันนี้ Finnomena เปิดเผยถึงแผนกลยุทร์การลงทุนประจำปี 2026 ผ่าน “Finnomena Outlook 2569 10 Must-Knows 10 เรื่องสำคัญการลงทุน ที่ทุกคนต้องรู้” ให้ข้อมูลโดย เจษฎา สุขทิศ Co-Founder & CEO, Finnomena Group ชยนนท์ รักกาญจนันท์ Co-Founder, Finnomena Group & CEO, Finnomena Funds กสิณ สุธรรมมนัส Co-Founder & Chief Strategy Officer, Finnomena Group และ วศิน ปริธัญ Managing Director, Definit Investment Advisory Securities
ธีมการลงทุนที่ Finnomena แนะนำอยู่ภายใต้โจทย์ในภาพใหญ่ คือ The K-Shaped World หรือ โลกที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังถูกจัดระเบียบ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ โดยมีหลายปัจจัยที่ต้องจับตามอง ซึ่ง Finnomena ได้แนะนำ 7 ธีมสำหรับการลงทุนในปี 2026 นี้
การลงทุนในธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปี 2569 มีลักษณะแตกต่างจากการลงทุนในธีม AI เมื่อปีที่แล้วอย่างชัดเจน โดยในปีที่ผ่านมา นักลงทุนให้ความสำคัญกับการลงทุนในต้นน้ำ คือ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ กลางน้ำ คือบริษัทไฮเปอร์สเกลเลอร์ เช่น Microsoft และ Alphabet และปลายน้ำ คือ กลุ่ม AI Application อย่างไรก็ตาม การลงทุนในปีนี้มีความจำเป็นต้องถอยกลับไปพิจารณาการลงทุนในช่วง “ก่อนต้นน้ำ” หรือโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของ AI
โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่หน่วยความจำ (RAM) ไปจนถึงระบบพลังงานและไฟฟ้า โดยผู้ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าจะเป็นผู้ชนะ
โดยสรุป หุ้นในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์ แม้การลงทุนในหุ้นกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์จะไม่ถึงขั้นขาดทุน แต่หุ้นที่มีโอกาส outperform ในปปีนี้จะไม่ใช่ไฮเปอร์สเกลเลอร์ในสหรัฐฯ แต่เป็นผู้ผลิตโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ผู้ผลิตหน่วยความจำในเกาหลีใต้และไต้หวัน รวมถึงผู้ผลิตไฟฟ้า
หลายประเทศ เช่น เยอรมนีและญี่ปุ่น เริ่มกลับมาใช้นโยบายการคลังเชิงรุกผ่านการอัดฉีดเงินของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มการขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นในปีนี้ จากการเพิ่มการลงทุนภาครัฐ รวมถึงการขยายงบประมาณด้านกลาโหม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงยุทโธปกรณ์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงไฟฟ้า และถนน
กรณีของเยอรมนี มีการปลดล็อกเกณฑ์การก่อหนี้ เพิ่มอำนาจในการก่อหนี้ของภาครัฐ และเปิดทางให้รัฐมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เทรนด์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยุโรป แต่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศที่เห็นภาพการใช้นโยบายการคลังอย่างชัดเจน
จากบริบทดังกล่าว Finnomena ได้แนะนำให้ลงทุนในหุ้นยุโรปและหุ้นญี่ปุ่นในภาพรวม เนื่องจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเพิ่มการลงทุนภาครัฐจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่ระดับ Valuation ก็ยังอยู่ในระดับที่ถูกกว่าสหรัฐฯ แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นมามากแล้ว แต่ยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้
Finnomena สรุปว่า ปีนี้เป็นปีที่ “โอกาสการลงทุนกระจายออกจากธีมหลักที่เคยมี” และตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ญี่ปุ่นกำลังก้าวออกจากช่วงทศวรรษที่หายไป (Lost Decade) อย่างชัดเจน โดยอัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นมาอยู่ราว 3% สะท้อนการกลับมาของเงินเฟ้อ ซึ่งแม้ในเชิงทฤษฎีอาจถูกมองว่าเป็นปัจจัยลบ แต่ในบริบทของญี่ปุ่นกลับกลายเป็นสัญญาณบวก เงินเริ่มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลก็ดำเนินนโยบายการคลังเชิงกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัว
ในระดับครัวเรือน ชาวญี่ปุ่นเริ่มรู้สึกดีขึ้น เนื่องจากรายได้ที่แท้จริงหลังหักผลของเงินเฟ้อแล้วปรับเพิ่มขึ้น การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในรอบนี้มีแรงหนุนจากนักลงทุนรายย่อยและกองทุนบำนาญที่เข้าซื้อหุ้นญี่ปุ่นมากขึ้น เกิดเป็น wealth effect อย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ญี่ปุ่นจะออกจากภาวะเงินฝืดได้อย่างสมบูรณ์ และกลับมาฉายแสงอีกครั้งในระบบเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะท่าทีของสหรัฐฯที่เข้ามาตรวจสอบและกดดันค่าเงินเยน เนื่องจากเมื่อบอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ถูกดึงให้ปรับสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะหากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ไม่สามารถปรับขึ้นได้ในระดับเดียวกัน เงินจากกองทุนญี่ปุ่นจะมีแนวโน้มไหลออกจากพันธบัตรสหรัฐฯ กลับมาลงทุนในพันธบัตรญี่ปุ่นแทน จากสถานการณ์ดังกล่าว ล่าสุดสหรัฐฯ จึงตัดสินใจเข้าแทรกแซงค่าเงินเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 โดยการเข้าซื้อพันธบัตรสกุลเงินเยน และขายดอลลาร์ เพื่อกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้อยู่ในระดับต่ำลง ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้ผลจริง ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับลดลงตามมา สะท้อนว่าสหรัฐฯ มีความต้องการควบคุมอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ แม้จะต้องยอมเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนก็ตาม
โดยภาพรวม ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ถือเป็นความเสี่ยงเชิงลบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระดับที่น่ากังวล ตรงกันข้ามยังสามารถมองได้ว่าเป็นสัญญาณบวก
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว หากอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นปรับขึ้นไปอยู่ในระดับ 4% กองทุนบำนาญญี่ปุ่นและบริษัทจัดการลงทุนของญี่ปุ่นอาจทยอยย้ายเงินกลับมาลงทุนในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า กองทุน GPIF ของญี่ปุ่นเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของโลก จึงมีศักยภาพในการสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
การเพิ่มขีดความสามารถทางการทหารของหลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้การลงทุนด้านกลาโหมในระดับโลกมีแนวโน้มเข้มข้นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า งบประมาณทางการทหารในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5.41% ขณะที่ในช่วงสิบปีข้างหน้า คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็นอัตราเฉลี่ยปีละ 8.65% สะท้อนทิศทางการใช้จ่ายด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากแนวโน้มดังกล่าว นัยต่อการลงทุน คือ รัฐบาลทั่วโลกจะต้องออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประเด็นระยะยาว เนื่องจากการลงทุนด้านกลาโหมและโครงสร้างด้านความมั่นคงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการหลายปี
ขณะเดียวกัน แนวโน้มนี้ยังเปิดโอกาสการลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ทองคำ และน้ำมัน
ปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ทั้งในระดับผู้นำและผู้ว่าการ Fed สาขาต่าง ๆ โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ FOMC ถึง 5 คน จากทั้งหมด 12 คน ซึ่งเปิดโอกาสให้ทิศทางนโยบายการเงินมีความผ่อนคลาย (dovish) มากกว่าที่ตลาดคาดไว้
แม้การเป็น dovish จะส่งผลดีในระยะสั้นต่อบรรยากาศการลงทุน แต่ในระยะยาวกลับแฝงความเสี่ยง โดยเฉพาะจากปัจจัยการเมือง ซึ่ง Finnomena มองว่า โดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มเข้าแทรกแซง Fed ไม่เพียงแค่ในตำแหน่งประธานเท่านั้น แต่รวมถึงการแต่งตั้งผู้ว่า Fed สาขา ซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
ผลที่ตามมา คือ ความเชื่อมั่นต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจลดลง ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งในอีกด้านหนึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์นอกสหรัฐฯ (non-US assets)
Finnomena วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า เหตุผลที่เกิดการแทรกแซง Fed มาจากข้อจำกัดของนโยบายการเงินที่ใช้เวลานานกว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจจริง ขณะที่ทรัมป์ต้องการเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น เพื่อรองรับการเลือกตั้งกลางเทอม จึงจำเป็นต้องเร่งกดดันกลไกนโยบายการเงิน
ความเสี่ยงที่ตลาดกังวลมากที่สุด คือ หากเจอโรม พาวเวลล์ เลือก ‘สู้กลับ’ โดยไม่ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ Fed ซึ่งยังเหลือวาระอีกสองปี (โดยทั่วไปแล้วประธานที่หมดวาระจะลาออกจากกรรมการด้วย) สถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงิน และกระทบต่อเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
ในอีกประเด็นหนึ่ง Finnomena มองว่าความเสี่ยงด้านภาษีนำเข้ายังอยู่ในทุกฉากทัศน์ จากกรณีที่ศาลสูงพิจารณาการใช้กฎหมาย IEEPA ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการสั่งเก็บภาษีนำเข้า หากศาลตัดสินว่าการใช้อำนาจของทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะเกิดความปั่นป่วนเพิ่มขึ้น เพราะต้องมีการคืนเงินภาษี และอาจต้องกลับมาเจรจาข้อตกลงทางการค้าใหม่ทั้งหมด แต่หากศาลตัดสินว่าถูกต้อง ความปั่นป่วนจะยังคงอยู่ แต่เป็นความปั่นป่วนระดับเดิมที่ตลาดได้รับแรงกระแทกไปแล้วก่อนหน้านี้
หากผลการตัดสินออกมาในเชิงลบ ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อ Finnomena จึงมองว่านี่เป็นโอกาสลงทุนในตลาดเกิดใหม่ แต่ควรเลือกตลาดเกิดใหม่ที่ตัดประเทศคู่ขัดแย้งหลักอย่างจีนออกไป หรือ Emerging Market ex-China ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดี และมีแนวโน้มไปต่อได้
หลังการประชุม World Economic Forum 2026 ประเด็นเรื่อง dedollarization กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งอย่างชัดเจน โดยข้อมูลชี้ว่า สัดส่วนเงินดอลลาร์ในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (Global FX Reserve) ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนทองคำเพิ่มขึ้นในทิศทางตรงกันข้าม
อย่างไรก็ตาม Finnomena มองว่าสหรัฐฯ เองก็มีแรงจูงใจให้เกิด dedollarization เนื่องจากช่วยให้สหรัฐฯได้ดุลการค้า และสามารถรักษาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้อยู่ในระดับต่ำ
แม้หลายคนอาจตีความว่า dedollarization หมายถึงอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ถดถอยลง แต่ Finnomena มองต่างออกไป โดยเห็นว่าสหรัฐฯ อาจไม่จำเป็นต้องรักษาความเป็นมหาอำนาจผ่าน dollarization เพียงอย่างเดียว แต่เลือกใช้อิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์และการทหารในการควบคุมกลไกสำคัญของเศรษฐกิจโลกแทน ไม่ว่าจะเป็นการแทรกบทบาทในประเทศที่มีทรัพยากรสำคัญอย่างเวเนซุเอลา การควบคุมเส้นทางคมนาคมและช่องแคบทางการค้า ความพยายามขยายอิทธิพลเหนือกรีนแลนด์ รวมถึงการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง
ในบริบทแบบนี้ คำถามที่นักลงทุนมักจะถาม คือ “ควรถือเงินสดหรือไม่” ? ซึ่งคำตอบของ Finnomena คือ จากบทเรียนในอดีต โดยเฉพาะช่วง Hyper-inflation ตั้งแต่ช่วงเริ่มสงครามโลกครั้งที่สองจนใกล้สิ้นสุดสงคราม พบว่าหุ้นปรับตัวขึ้นจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ เพราะนักลงทุนมักเลือกถือครองสินทรัพย์เพื่อป้องกันการด้อยค่าของเงินสด
Finnomena มองว่าปีนี้เป็นปีที่ตลาดเกิดใหม่กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง เหตุผลสำคัญคือ ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะ high bandwidth memory ซึ่งเป็น RAM ประเภทหนึ่งที่กำลังเผชิญภาวะคอขวดด้านกำลังการผลิต
ฐานการผลิตหลักของชิ้นส่วนเหล่านี้อยู่ในเกาหลีใต้และไต้หวัน จึงหนุนตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย และ Finnomena ยังชี้เฉพาะลงไปที่หุ้นอย่าง TSMC ซึ่งถือครองความสามารถในการผลิตขั้นสูงไว้มากที่สุด และมีโอกาสเติบโตสูงในระยะถัดไป
ตลาดที่น่าสนใจรองลงมา คือ ตลาดตะวันออกกลางและละตินอเมริกา โดยเฉพาะบราซิล ซึ่งมีจุดแข็งในฐานะผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์หลักของโลก เช่น น้ำตาล กาแฟ และถั่วเหลือง เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้น ตลาดบราซิลซึ่งมีสัดส่วนหุ้นกลุ่ม commodity สูง จึงได้รับอานิสงส์โดยตรง
สำหรับเหตุผลของการเลือกลงทุนใน EM ex-China นั้น Finnomena มองไว้สองมุม คือ หนึ่ง จีนมีน้ำหนักสูงในกองทุน EM อยู่แล้ว การตัดจีนออกจะช่วยให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากประเทศอื่นอย่างเต็มที่ และมีโอกาสโดดเด่นกว่า ขณะที่นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นจีนยังสามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนหุ้นจีนแยกต่างหากได้
หนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนสำคัญของปีนี้ คือการมองหาตลาดที่ไม่ใช่ “คู่ชกตรง” กับมหาอำนาจหลัก ซึ่งตลาดหุ้นไทยเข้าข่ายนี้
Finnomena มองว่าหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และมีโอกาสเห็นดัชนี SET Index ขยับขึ้นสู่ระดับ 1,500 จุด โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน องค์ประกอบของ GDP มีทิศทางดีขึ้น ทั้งการบริโภคภายในประเทศที่ได้แรงหนุนจากการเลือกตั้งและการท่องเที่ยว การลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวจากตัวเลขคำขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงเม็ดเงินลงทุนที่อาจไหลเข้ามาเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในด้านภาครัฐ ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นพรรคใดก็ย่อมมีแรงจูงใจในการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคส่งออกก็ยังขยายตัวได้ดี
Finnomena มองว่า ตลาดประเมินการเติบโตของ GDP ไทยไว้ค่อนข้างต่ำ หากตัวเลขจริงออกมาดีกว่าคาด จะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นไทยเพิ่มเติม อีกทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เริ่มฟื้นตัวก็เป็นแรงสนับสนุนสำคัญ
จากปัจจัยทั้งหมดนี้ Finnomena เห็นว่าหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวอย่างแข็งแรง และสรุปว่า ในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ปีนี้เป็นหนึ่งในปีที่มองบวกต่อหุ้นไทยมากที่สุด ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในปีที่มองหุ้นสหรัฐฯ น้อยที่สุดเช่นกัน
จากธีมการลงทุนทั้งหมดที่ว่ามา Finnomena สรุปกองทุนที่แนะนำรับแต่ละธีม ดังนี้