Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สภาพัฒน์ฯ เตือนไทยเสี่ยง Stagflation หากสงครามยืดเยื้อ 3 เดือน

สภาพัฒน์ฯ เตือนไทยเสี่ยง Stagflation หากสงครามยืดเยื้อ 3 เดือน

17 มี.ค. 69
21:33 น.
แชร์

สภาพัฒน์ฯ เตือนไทยเสี่ยง ของแพงขึ้น แต่เศรษฐกิจไม่โต หากสงครามยืดเยื้อ 3 เดือน-จีดีพีจ่อวูบ

วันนี้ (17 มีนาคม 2569) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย การประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย สศช. จัดทำ 3 สมมติฐานหลัก เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ในเรื่องความกังวลด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพตลาดการเงิน

นายดนุชา กล่าวถึง 3 ฉากทัศน์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ว่า สมมติฐานที่ 1 หากเหตุการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน (ประมาณกลางเดือน-สิ้นเดือนเม.ย.นี้) จะเกิดผลกระทบจำกัด เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง จากแรงกดดันราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนค่าในบางช่วง ซึ่งบางวันอ่อนค่านำภูมิภาค คาดว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะไม่เกิน 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนมีเหตุการณ์ คือ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เงินเฟ้อไทยอาจเพิ่มขึ้นราว 1%

นายดนุชา ย้ำว่า แม้ช่วงเหตุการณ์จะสิ้นสุดลง แต่ราคาน้ำมันจะยังอยู่ในระดับสูงอีกระยะหนึ่ง ส่วนประเทศต่างๆ ที่มีการระบายน้ำมันสำรองออกมา จะต้องหาน้ำมันกลับเข้ามา ตัวซับพลายในระดับโลกคงลดลงจากเดิม เมื่อซับพลายโลกลดลงดีมานเพิ่มขึ้น ราคาก็คงต้องขึ้น แต่คงไม่สูงเท่าช่วงมีเหตุการณ์ แต่ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบต่อจีดีพีได้ เพราะไม่รู้ว่าเศรษฐกิจโลกจะปรับยังไง เหตุการณ์ยังไม่นิ่ง

นายดนุชา กล่าวต่อว่า สำหรับสมมติฐานที่ 2 คือ เหตุการณ์ยืดเยื้อ 3 เดือน เสี่ยง Stagflation หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้นแต่ยังไม่ขยายวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มมากขึ้น เรืออาจจะผ่านไม่ได้ และยืดยาวเป็นเวลา 3 เดือน จะทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และบางประเทศเผชิญภาวะ Stagflation หากเกิดกรณีนี้ ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอาจพุ่งขึ้นถึง 1.9%

และสมมติฐานที่ 3 คือ การเกิดสงครามขนาดใหญ่ แต่ยังประเมินว่า โอกาสที่เกิดขึ้นน้อย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อมีโอกาสทะลุกรอบเป้าหมาย 3%

นายดนุชา ระบุว่า ปัญหาสำคัญตอนนี้คือ เรื่องราคาพลังงาน ส่วนแก๊สไม่ได้เป็นประเด็นอะไร เพราะว่าแก๊ส เราผลิตเองได้ในอ่าว และใช้สำหรับผลิตไฟฟ้าประมาณ 60% กว่าของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ

นอกจากนี้ เรื่องราคาน้ำมันจะมีผลต่อ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ที่จะต้องเข้าไปดูแลก่อน คือ 1.ภาคเกษตร ที่มีการใช้น้ำมันดีเซล 1,800 ล้านลิตรต่อปี 2.ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันเตา และแก๊ส อยู่ประมาณ 1,600 ล้านลิตรต่อปี และ 3.ภาคขนส่ง ใช้น้ำมันดีเซล 18,000 ล้านลิตรต่อปี

นายดนุชา ย้ำว่า ถ้ากลุ่มเหล่านี้กระทบ จีดีพีไทย เมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาท จะกระทบจีดีพี ไทยลดลงประมาณ 0.02% ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก จึงอาจกระทบน้อยกว่านี้ก็ได้

อย่างไรก็ตาม นายดนุชา ยืนยันว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะเป็นการปรับเป็นขั้นตอน ไม่ได้ปรับทีเดียว เพราะหากย้อนไปดูเรื่องการปรับราคาน้ำมันดีเซล เวลาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ไม่ได้มีการปรับขึ้นทีเดียว 2 บาท แต่จะพิจารณาปรับเป็นหลักสตางค์เท่านั้น เพื่อลดผลกระทบกับพี่น้องประชาชน และภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ ภาครัฐต้องเตรียมมาตรการรองรับเบื้องต้น ได้แก่ ควบคุมราคาสินค้าจำเป็น ,จัดโครงการช่วยลดค่าครองชีพ เช่น โครงการธงฟ้า, ดูแลต้นทุนภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาปุ๋ย และส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล

รวมถึงประสานด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรักษาช่องทางส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอาหาร ซึ่งยังเป็นความต้องการหลักของตลาดโลก โดยช่วยประสานงาน ในตะวันออกกลาง ว่า พอจะเปิดช่องแคบ ฮอร์มุซ เพื่อส่งอาหารไปได้หรือไม่ เพื่อช่วยภาคธุรกิจ

นายดนุชา กล่างว่า มาตรการออกมา 2 ส่วน คือ เรื่องของพลังงาน จะมีการเพิ่มทางเลือก ที่เป็น ไบโอดีเซล ไบโอแก๊สโซลีน หรือ E20 เพิ่มขึ้น เพื่อทำให้คนมีทางเลือกในการใช้พลังงาน แต่วันนี้เรายังตรึงราคาไว้ ทำให้กองทุนใช้เงินไปค่อนข้างเยอะ จึงต้องมีการปรับเพดานขึ้นมา เพื่อลดภาระกองทุน เพราะสุดท้าย ภาระเงินกองทุนที่เป็นหนี้ จะถูกกลับไปเป็นหนี้สาธารณะ และกระทบฐานะทางการคลัง

นอกจากนี้ อีกส่วนหนึ่งต้องรอรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม เพราะการเป็นรัฐบาลรักษาการทำอะไรมากไม่ได้ ทั้งภาษี และพ.ร.ก. ถ้ารัฐบาลตั้งเมื่อไหร่ เรื่องที่จะเป็นตัวปลดล็อกทำให้ ทำให้กองทุนน้ำมันสามารถกู้เงินได้ มีคลังค้ำประกันได้ ก็จะเริ่มทำงานได้

ส่วนในช่วงตอบคำถาม นายดนุชาพูดถึงการเกิดสงครามในตะวันออกกลาง และมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคน้ำมันในกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นเป็น 50.77 ล้านลิตร จากปกติการใช้น้ำมันเบนซินในประเทศอยู่วันละ 34 ล้านลิตร ตั้งแต่เริ่มมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน การบริโภคน้ำมันเบนซินในประเทศยังอยู่ที่ 28.97 ล้านลิตร

และในดีเซลหมุนเร็วเป็น 61 ล้านลิตร วันที่ 2 มีนาคม มีปริมาณการบริโภค 98 ล้านลิตร และวันที่ 4 มีนาคม ปริมาณการบริโภคขยับขึ้นมา น้ำมันดีเซลใช้ 118 ล้านลิตร สะท้อนว่าความต้องการเพิ่มสูงขึ้นเพราะประชาชน ตื่นตระหนก หวั่นว่าน้ำมันอาจจะขาดแคลน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้น้ำมันในสถานีต่างๆ ไม่พอ

ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำมันในไทยเพียงพอไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก รีบไปเติม และขอย้ำว่า การปรับราคาน้ำมัน กระทรวงพลังงานไม่เคยปรับแบบก้าวกระโดด อาจทิ้งช่วงเวลาแล้วแต่สถานการณ์ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบไปกักตุน และขอให้ประชาชนใช้ชีวิตปกติ

“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงพลังงานประกาศตัวเลขทุกวัน ว่าน้ำมันสามารถใช้ได้กี่วัน ถึงแม้ขณะนี้จะยังไม่มีน้ำมันเข้ามาเพิ่มเติม แต่ปริมาณน้ำมันที่ใช้ในไทยยังเพียงพอ"

นอกจากนี้สภาพัฒน์ยังคงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ต่อจีดีพีไทยไว้เท่าเดิม คือ หากสงครามสิ้นสุดลงได้ใน 1 เดือน อาจทำให้ GDP ของไทยโตได้ 1.6% จากฐานเดิมในปี 2568 ที่ 2% แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็อาจทำให้ GDP โต 1.3%

โดยการประเมินหลังจากนี้ สภาพัฒน์มีความจำเป็นต้องรอติดตามสถานการณ์สงครามและการค้าโลกที่ชัดเจนก่อนเนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็วตลอดเวลา เศรษฐกิจจึงจะสามารถ ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อีกครั้ง

Advertisement

แชร์
สภาพัฒน์ฯ เตือนไทยเสี่ยง Stagflation หากสงครามยืดเยื้อ 3 เดือน