Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
อยากถือหุ้นยาว ๆ ต้องทำอย่างไร ไม่ให้ใจหวั่นไหวเมื่อตลาดผันผวน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

อยากถือหุ้นยาว ๆ ต้องทำอย่างไร ไม่ให้ใจหวั่นไหวเมื่อตลาดผันผวน

17 มี.ค. 69
21:22 น.
แชร์

หลักการลงทุนที่สอนกัน คือ การลงทุนเป็นเรื่องระยะยาว การจะลงทุนในหุ้นสักบริษัทควรถือให้ยาวพอ ไม่ใช่เก็งกำไรระยะสั้น ๆ โดยเฉพาะหุ้นปันผลบริษัทใหญ่ที่งบการเงินแข็งแกร่ง ให้ผลตอบแทนดี และมีแนวโน้มว่าธุรกิจจะดีในระยะยาว

แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาของหลายคน โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ คือ ไม่สามารถทนถือหุ้นได้ยาว ๆ พอราคาผันผวนหรือไม่เป็นไปตามที่คิด ก็ขายออกไปก่อน

จึงมีคำถามสำคัญที่น่าหาคำตอบว่า ถ้าอยากถือหุ้นได้ยาวจริง ๆ ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง ต้องฝึกจิตใจหรือปรับวิธีคิดอย่างไร

ต้องทำอย่างไรให้ถือหุ้นได้ยาว

วิบูลย์ พึงประเสริฐ ที่ปรึกษาสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย แชร์ในวงเสวนา “SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน” หัวข้อ “พอร์ตแบบนี้... พี่ว่าไง” เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมาว่า การที่จะถือหุ้นระยะยาวได้นั้น นักลงทุนต้องมี 3 ปัจจัย

ปัจจัยแรก คือ “การเข้าใจธุรกิจ”

วิบูลย์บอกว่า นักลงทุนที่ถือหุ้นได้ไม่นานนั้นส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่ลงทุน ตัดสินใจซื้อตามกระแสหรือลงทุนตามคำแนะนำ โดยไม่ได้เข้าใจพื้นฐานของธุรกิจอย่างแท้จริง ทั้งในแง่โมเดลธุรกิจ ทิศทางของบริษัท หรือแม้แต่บทบาทของผู้บริหารว่าจะพาองค์กรไปในทิศทางที่ควรจะเป็นหรือไม่

ถัดมา คือ “การประเมินแนวโน้มธุรกิจ” ว่าธุรกิจนั้นยังเป็นไปตามที่คาดไว้หรือไม่

วิบูลย์ชี้ว่า นักลงทุนมักใช้ข้อมูลย้อนหลังเป็นหลักในการตัดสินใจ แต่การลงทุนคือการมองไปข้างหน้า ไม่ใช่มองย้อนอดีต เพราะผลประกอบการที่ผ่านมาเป็นเพียงภาพสะท้อนว่า “เคยเป็นอย่างไร” แต่ไม่ได้บอกว่า “จะเป็นอย่างไรต่อไป” เขาเปรียบเทียบการลงทุนเหมือนการขับรถ ที่ต้องมองกระจกหน้า มากกว่ากระจกหลัง

นั่นหมายความว่า นักลงทุนต้องคอยติดตามและประเมินทิศทางอยู่เสมอ ทั้งการแข่งขันที่อาจรุนแรงขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม เพราะธุรกิจที่วันนี้ดูแข็งแกร่ง อาจเปลี่ยนไปได้เมื่อมีผู้เล่นใหม่เข้ามา จากที่เคยเป็นซูเปอร์สตาร์ก็อาจไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์ตลอดไป ยกตัวอย่างวงการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แม้จะเป็นกระแสมาแรง แต่ตอนนี้ก็มีการแข่งขันเข้มข้น เพราะมีผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดจำนวนมาก

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ “จิตใจของนักลงทุน” ว่าสามารถต้านทานความโลภและความกลัวของตนเองได้หรือไม่

วิบูลย์มองว่า แก่นของตลาดหุ้นจริง ๆ แล้วมีเพียงสองอารมณ์ คือ “ความโลภ” เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น และ “ความกลัว” เมื่อราคาปรับตัวลง ซึ่ง “เราต้องจัดการกับอารมณ์ความโลภและความกลัวของเราให้ได้ ถ้าเราจัดการได้ ตลาดหุ้นก็จะทำอะไรเราไม่ได้”

หมายความว่า นักลงทุนต้องไม่ปล่อยให้อารมณ์อยากได้มากขึ้นเรื่อย ๆ มาครอบงำการตัดสินใจ เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อแรงขายทำกำไรเกิดขึ้นพร้อมกัน ราคาหุ้นก็อาจปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว และในทางกลับกัน เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง ก็ต้องไม่ปล่อยให้ความกลัวมาครอบงำการตัดสินใจ เพราะความผันผวนระยะสั้นอาจทำให้นักลงทุนขายออกไปในจังหวะที่ไม่เหมาะสม

จัดการความกลัวอย่างไร

การจัดการกับอารมณ์ความโลภและความกลัวของตัวเอง ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำยากที่สุดในสามปัจจัยที่วิบูลย์บอก ดังนั้น คำถามต่อมาคือ แล้วจะจัดการกับความกลัวอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นร่วงลงอย่างหนัก

คนที่ตอบคำถามนี้ได้ดี คือ นุชวราพรรณ วงศ์สารคาม กรรมการและเลขานุการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ซึ่งได้รับคำชมจากนักลงทุนด้วยกันว่า เป็นคนที่จิตใจนิ่งสุด ๆ ไม่หวั่นแม้เกิดเซอร์กิตเบรกเกอร์

วราพรรณเล่าในวงสนทนาเดียวกันว่า ตัวเธอเองสามารถจัดการกับความกลัวได้ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่เข้ามาลงทุน เพราะหุ้นที่เลือกลงทุนเป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity) ซึ่งต้องเผชิญกับความผันผวนและปัจจัยแวดล้อมค่อนข้างมาก ซึ่งจังหวะที่เหมาะที่สุดในการเข้าซื้อมักเป็นช่วงที่ตลาดนองเลือด ดังนั้น เธอจึงเหมือนได้ฝึกจิตมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม จิตใจที่แข็งแกร่งสามารถจัดการกับความกลัวได้ดีนี้เกิดขึ้นได้จากการที่เธอศึกษาข้อมูลมาอย่างละเอียดแล้วก่อนเข้ามาลงทุน หรือพูดอีกแบบคือ การเป็นคน ‘ใจนิ่ง’ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มีฐานมาจากข้อมูลที่แน่นพอ

วราพรรณมองว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการที่จะถือหุ้นให้ได้ยาว ๆ คือ ต้องรู้ “ข้อมูลของบริษัท” ให้จริง ต้องมีข้อมูลที่มั่นใจได้ว่า บริษัทที่เลือกจะลงทุนนั้นเป็นบริษัทที่น่าจะฝากเงินของเราไปทำเงินต่อได้โดยไม่ต้องกังวลเท่าไรนัก

ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจอารมณ์ “ความโลภและความกลัว” ทั้งของตัวเองและของคนอื่นในตลาด

วราพรรณบอกว่า ความโลภและความกลัวของคนอื่นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่เราสามารถทำความเข้าใจได้ว่า ถ้าคนจำนวนมากตัดสินใจเหมือนกันในเวลาเดียวกัน จะเกิดอะไรขึ้น เช่น ถ้าทุกคนแห่ขายพร้อมกัน หรือแห่ซื้อพร้อมกัน แล้วในจังหวะนั้นตัวเราควรจะตัดสินใจอย่างไร หากเข้าใจกลไกเหล่านี้ได้ ก็จะอยู่กับความผันผวนของตลาดได้

เกณฑ์เลือกหุ้นลูกรักที่จะถือไปยาว ๆ

คำถามในขั้นตอนการมองหาหุ้น คือ หุ้นแบบไหนที่จะเป็น ‘ลูกรัก’ ที่ถือได้ยาวจริง และเกณฑ์ในการเลือกเป็นอย่างไร ควรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์หรือไม่

วราพรรณเล่าว่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพื้นฐาน คือ โมเดลธุรกิจ ผู้บริหาร และงบการเงิน โดยต้องพิจารณาอย่างลึก ไม่ใช่ดูเพียงผิวเผิน

“ถ้าเราให้ความสำคัญกับงบการเงินส่วนบุคคลของตัวเอง เวลาเข้ามาลงทุน เราก็มักจะให้ความสำคัญกับงบการเงินของบริษัท เป็นไปไม่ได้ที่จะละเลย”

สำหรับช่วงนี้ วราพรรณมีอีกเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกหุ้น คือ ‘หนี้’ เธอบอกว่า บริษัทที่มีหนี้น้อยจะได้เปรียบ เพราะยิ่งหนี้น้อย โอกาสในการอยู่รอดก็ยิ่งสูง และในทางตรงข้าม บริษัทที่มีหนี้มากจะขยับตัวลำบาก และมีสายป่านสั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น โอกาสอยู่รอดจะน้อยกว่า

เธอเปิดเผยว่า บริษัทที่เธอเพิ่งเข้าลงทุนมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) เพียง 0.10 ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งด้านการเงิน แม้ในวันที่ตลาดร่วงหนักหรือเกิดเซอร์กิตเบรกเกอร์ก็ยังแทบไม่ต้องกังวลเลย

เมื่อเลือกหุ้นที่น่าไว้วางใจได้แล้ว ก็วนกลับมาที่การจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ก็จะช่วยให้สามารถถือหุ้นยาวขึ้นได้อีกไม่มากก็น้อย

การลงทุนในหุ้นไม่ได้เหมาะกับทุกคน

อย่างไรก็ตาม วราพรรณมองว่า การลงทุนในหุ้นไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่เหมาะกับคนที่ตั้งใจศึกษาหาข้อมูลและพยายามทำความเข้าใจ ซึ่งหากเป็นคนที่ไม่อยากศึกษาอะไรเลย ก็ไม่เหมาะที่จะลงทุนในหุ้น อาจจะต้องลงทุนในกองทุนรวม หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงาน

“การลงทุนเหมือนการลากเส้นต่อจุด จุดก็คือข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ ต้องมีจุดก่อนจึงจะลากเส้นได้ ถ้าไม่หาข้อมูล ไม่ทำความเข้าใจ ก็ไม่มีทางจะลงทุนหุ้นได้”

อีกด้านหนึ่ง วราพรรณบอกว่า การลงทุนต้องตั้งอยู่บน ‘เหตุผล’ นักลงทุนต้องเป็นคนมีเหตุผล เพราะการลงทุนคือการบริหารเงิน และการบริหารเงินก็เชื่อมโยงกับการบริหารหนี้ด้วย หากคาดหวังผลตอบแทนจากเงินปันผล 10-25% ต่อปี แต่ยังต้องเสียดอกเบี้ยบัตรเครดิตใน 20-25% ก็ถือว่าไม่สมเหตุสมผล

วราพรรณมองว่า การลงทุนควรเป็นส่วนหนึ่งในภาพใหญ่ของการวางแผนชีวิต เพื่อไปสู่การมีความมั่นคงในวันที่ไม่สามารถหารายได้ได้แล้ว ควรมองการลงทุนเป็นกลยุทธ์ในการสร้างเงิน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเสี่ยงมากเกินไป

แชร์
อยากถือหุ้นยาว ๆ ต้องทำอย่างไร ไม่ให้ใจหวั่นไหวเมื่อตลาดผันผวน