Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สงครามไม่สะเทือนคริปโต? ส่องปัจจัยบวก-ลบ ปี2026 ในสงครามเศรษฐกิจโลก
โดย : ปาณิสรา สุทธิกาญจนวงศ์

สงครามไม่สะเทือนคริปโต? ส่องปัจจัยบวก-ลบ ปี2026 ในสงครามเศรษฐกิจโลก

15 มี.ค. 69
13:55 น.
แชร์

2026 คือปีแห่งบททดสอบของจริง เมื่อทั้งโลกต้องเผชิญหน้ากับ “Perfect Storm” จากการบรรจบกันของสงครามและจุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยี การเกิด “Multiple Black Swans” ทำให้ความตระหนกแผ่ขยายไปทั่วกระดานเทรด ทดสอบความแกร่งของทุกสินทรัพย์

ทว่าท่ามกลางความผันผวนนี้ โลกของสินทรัพย์ดิจิทัลกลับไม่ได้เขย่าแรงเหมือนสินทรัพย์อื่นๆแถมยังได้เห็นสัญญาณบวกจากบิตคอยน์ที่ไม่ได้ร่วงดับเหมือนครั้งสงครามยูเครน และความสัมพันธ์ correlation ระหว่างบิตคอยน์กับหุ้นเทคที่น่าสนใจ เป็นอะไรใหม่ๆ ที่พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงที่เติบโตได้แม้ในภาวะฝุ่นตลบทางเศรษฐกิจและการเมือง 

บทความนี้ทีม SPOTLIGHT ได้สรุปสาระสำคัญมากจาก Binance TH Talk session ของคุณนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล, CFA, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ และ ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ Binance TH Academy, ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์

จุดจบทฤษฎีเดิม หรือสงครามทำอะไรคริปโตไม่ได้?

หากย้อนกลับไปไม่กี่ปี ข่าวความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หรือการแบนบิตคอยน์จากประเทศมหาอำนาจมักตามมาด้วยภาวะตลาดแตก แดงทั้งกระดานทันที แต่ 2026 นี้ สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเขียนกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่ม SME หรือ Nasdaq ย่อตัวลงตามสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด แต่บิตคอยน์กลับโชว์ความแข็งแกร่งด้วยการย่อตัวเล็กน้อยก่อนดีดกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 70,000 ดอลลาร์ ในบรรยากาศสงครามที่ผ่านมา

คุณนิรันดร์ ได้แชร์มุมมองต่อเรื่องนี้ว่า “ตลาดดูเหมือนจะ Price-in ข่าวร้ายไปมากแล้ว เราเห็น Bitcoin ดีดตัวกลับราว 6-7% หลังจากที่ราคาทิ้งตัวลงมาตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมจนเข้าสู่ภาวะ oversold อย่างหนักในทางเทคนิค จนกลายเป็นจุดดึงดูดแรงเก็งกำไรมหาศาล

สิ่งที่ต่างไปในรอบนี้คือ Institutional Demand หรือแรงซื้อจากสถาบันที่รอช้อนซื้ออย่างชัดเจน เราเห็นเม็ดเงินจาก ETF Flow เริ่มไหลกลับเข้ามาอีกครั้งในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับการฟื้นตัวของราคา สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันอาจมองเห็นสัญญาณบางอย่างและเริ่มกลับมาสะสม แม้ว่าเม็ดเงินไหลเข้าจะยังไม่เท่าปีที่ผ่านมา และยังไม่สามารถซ่อมแซมความเสียหายของโครงสร้างราคา (Price Structure) ได้ทั้งหมดในทันที แต่นี่คือแรงส่งสำคัญที่จะช่วยประคองและผลักดันราคาสินทรัพย์ในระยะสั้นให้ผ่านพ้นช่วงฝุ่นตลบนี้ไปได้”

แรงส่งยังมี แต่คลื่นใต้น้ำยังเชี่ยว: ส่องปัจจัย “บวก-ลบ” ปี 2026

โลกการเงินปี 2026 สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้วิ่งตามอารมณ์ตลาดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ข้อมูลจาก Binance Full-Year Report 2025 เผยว่า มีความเป็นไปได้ว่าจะถูกขับเคลื่อนด้วย Policy Triumvirate สูตรผสมที่มักเกิดขึ้นในช่วงตลาดวิกฤต แรงกระตุ้นจากฝั่งสหรัฐฯ ที่หากเป็นตามสูตรนี้จะช่วยอัดฉีดสภาพคล่องขนานใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมามีความหวัง

  1. Fiscal stimulus: กิจกรรมที่กระตุ้นเงินเข้าสู่ระบบการเงินอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นการคืนภาษี (tax refund) หรือนโยบายลดภาษีนิติบุคคลในกลุ่ม AI/Tech, การฉีดเงินเข้าระบบกว่า $225B ต่อปีจากการขยายงบดุลของ Fed ช่วยดัน earning และความเชื่อมั่นให้พุ่งสูงขึ้น
  2. Monetary easing: การคาดการณ์ว่าจะมี rate cut 2 ครั้ง และการที่ global M2 ทำ ATH คือสัญญาณว่าสภาพคล่องในระบบยังมีมหาศาล และโอกาสที่เงินจะ rotate กลับมาที่สินทรัพย์อื่น หนึ่งในนั้นอาจเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล
  3. Deregulation: ตลาดคริปโตวันนี้รันด้วย policy เป็นหลัก อย่างการที่รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดข้อจำกัดด้านเงินทุนใน Wall Street ซึ่งจะช่วยปลุกกิจกรรมการควบรวมกิจการ (M&A) และการขายหุ้น IPO กลับมาคึกคักอีกครั้ง 

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

  1. ศึกชิงสภาพคล่อง บอนด์ยังเป็นคู่แข่งตัวฉกาจ แม้ Fed จะลดดอกเบี้ยลงไปแล้วถึง 75bps แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ Bond Yield 10 ปีที่ยังอยู่ที่ระดับ 4.13% สะท้อนภาพภาวะ 'Sticky Inflation' หรือเงินเฟ้อฝังตัว ทำให้ Yield ระยะยาวไม่ยอมลง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินในระยะยาวยังคงตึงตัว และกลายเป็น Opportunity cost ก้อนใหญ่ที่คอยดึงเม็ดเงินไม่ให้ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างเต็มที่
  2. Tech correlation ปัจจุบันเริ่มเห็น correlation ระหว่างคริปโตกับหุ้นเทค หากการลงทุนใน AI มูลค่ามหาศาลกว่า $611B ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้า เริ่มมีความกังวลของ AI bubbles และแรงกระแทกนี้จะส่งผลถึงตลาดคริปโตอย่างเลี่ยงไม่ได้
  3. Regulatory fragmentation กฎหมายในแต่ละภูมิภาค (MiCA ในยุโรป, สหรัฐฯ และเอเชีย) ยังไม่ Sync กัน จึงยังมีความเหลื่อมล้ำในข้อกฎหมาย กฎระเบียบที่ต่างกันทำให้สภาพคล่องทั่วโลกถูกแบ่งแยก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเกิดวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง อาจเกิดภาวะ “Dash for Cash” หรือการเทขายทุกอย่างเพื่อถือเงินสด ซึ่งอาจกระทบไปถึงเสถียรภาพของ Stablecoin ได้

2026 Strategic Outlook พลิกกระดานเศรษฐกิจดิจิทัล เมื่ออำนาจรัฐและเม็ดเงินสถาบันกำหนดทิศทางลงทุนโลก

ภาพใหม่ในปี 2026 ระบบการเงินโลกกำลังถูกจัดระเบียบด้วยอำนาจรัฐและเม็ดเงินสถาบัน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกสินทรัพย์ดิจิทัล จากสนามเก็งกำไรสู่โครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจโลก

ดร.กร ได้เล่าถึงเทรนด์โครงสร้างการเงินยุคใหม่ที่กำลังจะมา “จุดเปลี่ยนแปลงในโลกการเงินไม่ได้อยู่แค่ตัวเทคโนโลยีเท่านั้น จุดชี้ขาดที่จะให้สิ่งนี้เข้าสู่ระดับแมสได้จริง คือการจัดการเรื่อง UX Distribution ต่อไปเราจะเห็นภาพธนาคารหันมาใช้ Stablecoin เป็นระบบเบื้องหลังในการโอนเงินเพื่อความรวดเร็วและตรวจสอบได้ โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือครองโดยตรง (Not 1st hands) ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการที่แบงก์ชาติเริ่มขับเคลื่อน Programmable Payment ซึ่งเปิดทางไปสู่ THB Stablecoin ที่มีมูลค่า 1:1 และมีความน่าเชื่อถือสูงจากการหนุนหลังด้วยเงินในระบบธนาคารจริง การเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างที่เน้นการใช้งานที่ง่ายและจับต้องได้แบบนี้เอง จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ธีม Tokenization ในสินทรัพย์อื่นๆ เติบโตอย่างก้าวกระโดด”

นอกจากนี้ คุณนิรันดร์ ยังได้เล่าเสริมว่า “Mckinsey เผย Tokenization จะโต 50% ทุกปีจนถึง 2030 เทคโนโลยีจะเข้ามาแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบ Settlement เดิมได้อย่างตรงจุด เมื่อทุกอย่างถูกทำให้ใช้งานง่ายและมีกฎหมายรองรับ เราจึงจะได้เห็นตลาดที่มีเสถียรภาพและมีการใช้งานจริงในวงกว้างอย่างแท้จริง”

  • เมื่อการเมืองและการเงินเป็นเรื่องเดียวกัน: ตลาดลงทุนวันนี้เป็น policy-driven market พาดหัวข่าวใหญ่ด้านนโยบายมีผลมากกับความรู้สึกของนักลงทุน เรียกว่าเป็น market run the headlines การขึ้น-ลดภาษีของทรัมป์ reflect ตลาดเร็วมาก การพยายามเข้าควบคุมกลไกของธนาคารกลาง (Central Bank Control) และการผลักดัน Big Beautiful Bill เพื่ออัดฉีดเงินเข้าระบบ คือสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการใช้คริปโตและนโยบายการเงินเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจ
  • การเกิด Energy displacement เมื่อเทคโนโลยีเอไอเติบโตอย่างก้าวกระโดดและใช้พลังงานมหาศาลยิ่งกว่าการขุดบิตคอยน์ เรื่อง AI Datacenter จึงกลายเป็นขุมทรัพย์สำหรับโลกยุคใหม่
  • จาก “ร่างนโยบาย” สู่ “ภาคปฎิบัติ”: กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลชัดเจนมากขึ้น  นำโดยสหรัฐฯ ที่เริ่มบังคับใช้ GENIUS Act เพื่อสร้างมาตรฐาน DeFi และ Stablecoin ให้ชัดเจน ขณะที่ยุโรปเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการบังคับใช้ MiCA ทั่วทั้งภูมิภาค แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปภาษี (Tax Reform) ที่เริ่มลดหย่อนเกณฑ์สำหรับธุรกรรมรายวัน (De Minimis Exemption) เพื่อขจัดอุปสรรคในการใช้คริปโตชำระเงินจริง ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายในปีนี้กลายเป็นทางด่วนที่เชื่อมโยงโลกการเงินดิจิทัลเข้ากับเศรษฐกิจกระแสหลักได้รวดเร็วขึ้น
  • โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วย 3 แกนหลักคือ สถาบัน, stablecoins, และ Tokenization ฝั่งผู้ออกนโยบายเริ่มให้การยอมรับผ่านกฎหมายที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนา Programmable Payment และ THB Stablecoin ที่มีเงินบาทหนุนหลังแบบ 1:1 ซึ่งจะเข้ามาเป็น Backbone ช่วยให้โลกการเงินไปไวได้มากกว่าเดิม ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความผันผวนของตลาดจากการเข้ามาของเม็ดเงินสถาบัน แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจจริงที่ใช้งานได้จริงอย่างยั่งยืน
  • Corporate Treasury หรือการถือครองบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์สำรองขององค์กร เราเริ่มเห็นการแยกตัวระหว่างสถาบันขนาดใหญ่ที่มีงบดุล (Balance Sheet) แข็งแกร่ง ซึ่งกลุ่มนี้มักไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนและยังคงเข้าซื้อสะสมต่อเนื่องแม้ในช่วงราคาปรับตัวลง ต่างจากบริษัทขนาดกลางหรือเล็กที่หากไม่ได้เตรียมแผนรองรับกรณีราคาทิ้งตัวลง 50% ก็อาจจำเป็นต้องเทขายเพื่อรักษาสภาพคล่องในการอยู่รอด แต่จุดที่สร้างความน่าเชื่อถือ (Credibility) ให้กับตลาดมากที่สุดในรอบนี้ คือการที่สถาบันการศึกษาระดับโลกอย่าง Harvard และ Brown เริ่มขยับเข้ามาลงทุนในระดับหลายสิบล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าบิตคอยน์ได้กลายเป็นสินทรัพย์กระแสหลักที่สถาบันระดับแนวหน้าให้การยอมรับอย่างเป็นทางการแล้ว
  • ในฝั่งของโครงสร้างตลาด เรากำลังเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของ DEX (Decentralized Exchange) ที่เริ่มชิงส่วนแบ่งการตลาดขึ้นมาแตะระดับ 20% ของวอลลุ่มรวม โดยมีแรงผลักดันหลักมาจากกลุ่ม Perpetual DEXes อย่าง Hyperliquid และ Aster ที่ตอบโจทย์การเทรดแบบไม่ต้องผ่านตัวกลางและไม่ต้องทำ KYC ขณะที่ปัจจัยหนุนคือการเชื่อมโยงระบบ Yield และ Lending integration เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ทำให้ DEX ไม่ใช่แค่ที่สำหรับแลกเปลี่ยนเหรียญอีกต่อไป แต่กลายเป็นศูนย์รวมบริการทางการเงินที่ครบวงจรและยืดหยุ่นกว่ากระดานเทรดแบบเดิม (CEX) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในธีมที่มาแรงของปีนี้
  • Transparency vs. Privacy: อีกหนึ่งประเด็นที่ถกกันในวงการคริปโตฯ เมื่อองค์กรยักษ์ใหญ่เริ่มขยับเข้าสู่ Public Chains เพราะต้องการสะสมบิตคอยน์ แต่ก็ไม่ต้องการเปิดเผยกลยุทธ์หรือสถานะทางการเงินให้สาธารณะรับรู้ จึงเกิดความพยายามในการใช้โปรโตคอลใหม่ ๆ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่าง 'การตรวจสอบได้' และ 'ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลองค์กร'
  • Prediction Market กำลังเป็นอีกธีมมาแรงในโลกคริปโตฯ เป็น free market ที่สะท้อนสถานการณ์จริงในตลาดได้แม่นยำสูงถึง 80% นักลงทุนหลายรายเริ่มใช้เครื่องมือนี้ในการ Hedging เช่น สภาพอากาศที่รุนแรง หากเกิดความเสียหายจริงตามที่ตลาดคาดการณ์ ผู้ใช้งานก็จะได้รับเงินชดเชยคืนมา ด้วยตัวเลข Trading Volume ที่พุ่งสูงกว่า $51B และ Open Interest กว่า $13B ในปีที่ผ่านมา เป็นเครื่องยืนยันว่ามีเม็ดเงินจำนวนมากเข้ามาใช้ตลาดนี้ในการคาดการณ์และบริหารความเสี่ยง
  • App > Infrastructure: ในเชิงโครงสร้างการลงทุน เรากำลังเห็นการเปลี่ยนทิศทางการลงทุนจาก L1 และ L2 ขึ้นมาสู่ระดับ App Layer โดยแอปพลิเคชันที่มีฐานผู้ใช้งาน (Distribution) ไม่ว่าจะเป็น DEXes หรือ DeFi Wallets เริ่มมีมูลค่าในตัวเองสูงขึ้นอย่างชัดเจน จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่โปรเจกต์เหล่านี้เลิกโฟกัสแค่เรื่องเทคนิคเชิงลึก แต่หันมาให้ความสำคัญกับ UX จนใช้งานง่ายและเข้าถึงคนวงกว้างได้จริง ส่งผลให้ในปีนี้ตัวแอปพลิเคชันสามารถทำกำไรได้มากกว่าตัวเครือข่ายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกำลังเผชิญกับรายได้ที่น้อยลงเรื่อย ๆ
  • ตลาดในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่คัดกรองจนเกิดปรากฏการณ์ Flight to Quality หรือการไหลของเงินไปสู่สินทรัพย์ที่มีศักยภาพ เช่น บิตคอยน์, โครงสร้างพื้นฐานอย่าง L1, L2 ที่มีการใช้งานหนาแน่น หรือโปรโตคอล DeFi ที่มีสภาพคล่องจริง ซึ่งหลักการลงทุนในปีนี้ได้เปลี่ยนมาใช้เกณฑ์เดียวกับการเลือกหุ้นบริษัท คือต้องดูว่า 'มีการใช้งานจริงหรือไม่' 

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในประเทศไทย จะเป็นอย่างไรในอนาคต?

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในประเทศไทยถือว่าอยู่ในระดับ mature ในปีนี้ทั้ง กลต. และ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังรุกคืบด้วย initiative ใหม่ ๆ ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์สินทรัพย์ดิจิทัลให้กลายเป็ Asset class ที่จับต้องได้จริง เห็นชัด ๆ ผ่าน 3 โปรเจกต์หลัก ได้แก่

  • Crypto ETF & Futures ยกระดับคริปโตสู่ Asset class กระแสหลัก: กลต. เริ่มมีการออกไลเซนส์พิเศษเพื่อให้ บลจ. สามารถแนะนำและจัดสรรพอร์ตการลงทุนในคริปโตได้อย่างเป็นทางการ เพื่อดึงเม็ดเงินที่เคยไหลออกไปต่างประเทศให้กลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันการเตรียมเปิดตัว Crypto Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสถาบันและรายย่อยสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การกำกับดูแลที่ถูกต้อง ซึ่งสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวในตลาดโลกอย่างสหรัฐฯ
  • Thai-baht stablecoin: อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือความร่วมมือในระดับ Sandbox ระหว่าง กลต. และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทดสอบ THB Stablecoin ผ่านระบบ Programmable Payment ที่มีเงินบาทหนุนหลังแบบ 1:1 ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นการใช้งานจริงภายในปีนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดความเสี่ยงในการชำระราคา (Settlement Risk) และปลดล็อกให้การโอนเงินระหว่างประเทศเสร็จสิ้นได้ภายใน 1 นาที การพัฒนานี้จะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเทรดแบบ 24 ชั่วโมง (Always-on market) ทำให้ระบบการเงินไทยมีความคล่องตัวและทันสมัยทัดเทียมกับโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลระดับโลก
  • Bond Token: โปรเจกต์เรือธงของกลต. กำลังเร่งทดสอบการย้ายผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่คุ้นเคยอย่างพันธบัตรและหน่วยลงทุนขึ้นมาอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Rails) โดยมุ่งเน้นที่การสร้างมาตรฐานการซื้อขายข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-platform trading) ที่นักลงทุนสามารถซื้อและขายโทเคนระหว่างแพลตฟอร์มได้ทันทีโดยไม่ต้องโอนย้ายแบบ Manual ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประสิทธิภาพให้ตลาดไทยอย่างมหาศาล
แชร์
สงครามไม่สะเทือนคริปโต? ส่องปัจจัยบวก-ลบ ปี2026 ในสงครามเศรษฐกิจโลก