
หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้พันธมิตรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซส่งเรือรบป้องกันเส้นทางเดินเรือ พันธมิตรหลายชาติได้ออกมาปฏิเสธข้อเรียกร้องแล้ว ทำให้ทรัมป์ออกมาประณามว่า อกตัญญู เนื่องจากชาติพันธมิตรตะวันตกได้รับความสนับสนุนจากสหรัฐฯ มานาน
สงครามในตะวันออกกลาง อันเริ่มต้นมาจากการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลดำเนินยืดเยื้อมานานกว่า 3 สัปดาห์ โดยไม่มีทีท่าจะจบลง การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านส่งผลต่อสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรอย่างรวดเร็ว เนื่องจากทำให้ค่าน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง
ถึงอย่างนั้นหลายชาติพันธมิตรอย่างเยอรมนี สเปน และอิตาลี (ซึ่งสหรัฐฯ ไม่ได้ปรึกษาหารือก่อนเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน) ก็ได้ออกมาปฏิเสธคำขอของทรัมป์ พวกเขากล่าวว่า ยังไม่มีแผนส่งโดรนและทุ่นระเบิดทางทะเลเข้าไปเปิดทางการเดินเรือที่อิหร่านปิดกั้นเอาไว้ในทันที
“เราไม่มีอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากสหประชาชาติ สหภาพยุโรป หรือนาโตตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายพื้นฐาน” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซกล่าว และย้ำว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ได้หารือกับเยอรมนีก่อนดำเนินการ
ด้านทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสื่อที่ทำเนียบขาวว่า หลายชาติบอกเขาแล้วว่า ได้เตรียมการจะช่วยเหลือแล้ว และยังแสดงความไม่พอใจต่อพันธมิตรบางรายที่ปฏิเสธ
“บางชาติก็กระตือรือร้นจะช่วยมาก บางชาติก็ไม่ แล้วบ้างก็เป็นชาติที่เรา [สหรัฐฯ] ให้ความช่วยเหลือมาหลายต่อหลายปี ปกป้องพวกเขาจากภัยอันตรายภายนอกมานาน แต่กลับมาไม่กระตือรือร้นเลย แล้วระดับความกระตือรือร้นนี้มันสำคัญกับผมมากนะ” ทรัมป์กล่าว
สหรัฐฯ ไม่ได้หารือกับกลุ่มประเทศอ่าว ซึ่งได้รับผลกระทบมากจากสงครามครั้งนี้ก่อนเปิดฉากโจมตีอิหร่านเช่นกัน แต่แหล่งข่าว Reuters กล่าวว่า หลายประเทศกำลังเรียกร้องไม่ให้สหรัฐฯ หยุดปฏิบัติการกลางคัน โดยปล่อยให้อิหร่านควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันของภูมิภาคอ่าวได้
อับดูลาซิส ซาเกอร์ ประธานศูนย์วิจัยอ่าวเปอร์เซียในซาอุดีอาระเบียกล่าวว่า อิหร่านได้ข้ามเส้นเกินไปแล้ว
“มีความรู้สึกร่วมอย่างกว้างขวางในภูมิภาคว่า อิหร่านได้ข้ามทุกเส้นของทุกประเทศอ่าวไปแล้ว [...] ตอนแรกพวกเราปกป้องพวกเขาและคัดค้านสงคราม แต่เมื่อพวกเขาเริ่มโจมตีพวกเรา พวกเขาก็กลายเป็นศัตรู ไม่มีทางจะเรียกอย่างอื่นได้อีกแล้ว”
อิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการโจมตีสนามบิน ท่าเรือ โรงงานน้ำมัน และศูนย์กลางการค้าใน 6 ประเทศอ่าว ด้วยขีปนาวุธและโดรน พร้อมทั้งรบกวนการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
การโจมตีเหล่านี้ทำให้ประเทศในอ่าวยิ่งกังวลว่า หากปล่อยให้อิหร่านยังคงมีอาวุธเชิงรุกหรือขีดความสามารถในการผลิตอาวุธอยู่ ก็อาจทำให้อิหร่านกล้าถือ “เส้นเลือดพลังงาน” ของภูมิภาคเป็นตัวประกันได้ทุกครั้งที่ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น
ในขณะเดียวกัน แหล่งข่าวหลายประเทศจากภูมิภาคอ่าวก็กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังกดดันประเทศในอ่าวให้เข้าร่วมสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าสหรัฐฯ ได้รับการสนับสนุนจากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เพื่อเสริมความชอบธรรมในระดับนานาชาติ และเพิ่มแรงสนับสนุนภายในประเทศของตนเองด้วย
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทางการอิสราเอลประกาศว่า ยังมีแผนดำเนินสงครามไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์ อิสราเอลยังเดินหน้าโจมตีหลายพื้นที่ทั่วอิหร่าน และกองทหารอิสราเอลรุกเข้าไปในพื้นที่ทางใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นอีกพื้นที่ขัดแย้งหนัก หลังจากกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดเข้าไปในอิสราเอล ตอบโต้การสังหารอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี
ด้านชาติตะวันตก แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี และสหราชอาณาจักรได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันเตือนว่า ปฏิบัติการภาคพื้นขนาดใหญ่ของอิสราเอลอาจทำให้เกิดผลกระทบด้านมนุษยธรรมรุนแรง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ และปฏิบัติการดังกล่าว “ต้องหลีกเลี่ยง”
ด้านอิสราเอลกล่าวว่า ตนต้องการทำให้ศักยภาพในการโจมตีของอิหร่านอ่อนแอลง ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านขีปนาวุธ โรงงานนิวเคลียร์ และระบบรักษาความปลอดภัย รวมแล้วอิสราเอลกล่าวว่า ยังเหลือเป้าหมายอีกหลายพันต้องโจมตี
“เราอยากให้แน่ใจว่า ระบบการปกครองนี้จะอ่อนแอที่สุดเท่าที่จะอ่อนแอได้ และแน่ใจว่าเราลดทอนศักยภาพของพวกเขาแล้ว ทุกส่วนและทุกหน่วยในระบบความมั่นคงของพวกเขา” โฆษกกองทัพอิสราเอล พันโท นาดาฟ โชชานีกล่าว
ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านกล่าวว่า พวกเขาจะพุ่งเป้าโจมตีโรงงานอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และได้เรียกร้องให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าของอพยพออกจากพื้นที่
ก่อนหน้านี้ทรัมป์ขู่ว่า สหรัฐฯ อาจโจมตีโรงกลั่นน้ำมันบนเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางน้ำมันของประเทศอิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำลายเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์กเมื่อวันศุกร์
ซึ่งอิหร่านได้ออกมาตอบโต้คำขู่ดังกล่าวของสหรัฐฯ โฆษกกองทัพ พลโท อโบลฟาซล์ เชคาร์ชี กล่าวว่า อิหร่านจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซในทุกประเทศที่เป็นฐานปล่อยการโจมตีของสหรัฐฯ ต่อเกาะคาร์ก
และรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี ยืนยันผ่านสื่ออิหร่าน Student News Network ว่า อิหร่านไม่ได้ร้องขอการหยุดยิง หรือมีการส่งข้อความใด ๆ กับสหรัฐฯ รวมถึงยังบอกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ X ว่า “บางประเทศเพื่อนบ้าน” ที่ให้ที่ตั้งฐานทัพแก่สหรัฐฯ และอนุญาตให้มีการโจมตีอิหร่าน เท่ากับเป็นการสนับสนุนการสังหารชาวอิหร่านอย่างแข็งขัน
อารักชีย้ำอีกว่า ในกลุ่มพลเรือนอิหร่านหลายร้อยคนที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล มีเด็กอยู่ราว 200 คน
อีกปฏิบัติการที่อิสราเอลอ้างว่าทำสำเร็จคือ การโจมตีสถานที่ที่มีความเกี่ยวโยงกับโครงการอวกาศของอิหร่าน รวมถึงการทำลายศูนย์วิจัยแห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานที่มีส่วนพัฒนาดาวเทียมที่ถูกปล่อยในปี 2567
เวทีการทูตและการทหารดำเนินไปอย่างหนึ่ง เต็มไปด้วยการตอบโต้ด้วยวาทะของผู้นำ แต่ในสนามรบสถานการณ์ต่างออกไป แหล่งข่าวของ Reuters เล่าว่า ในช่วงกลางคืนไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้ชาวอิหร่านรู้สึกราวกับกำลังถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
และแม้ว่าอีกไม่กี่วันจะถึงวันปีใหม่อิหร่านหรือ Nowruz (20 มีนาคม) แต่ชาห์นาซ วัย 62 ปีกล่าวว่า ไม่มีการฉลองเลย
“ผู้คนกำลังถูกฆ่า อีกไม่กี่วันก็จะถึง Nowruz แต่ผู้คนไม่มีอารมณ์จะเฉลิมฉลองเลย เมื่อไหร่เรื่องนี้จะจบลง?” เธอกล่าว และกล่าวว่า เธอไม่สนับสนุนสาธารณรัฐอิสลาม แต่ก็ต้องการให้เรื่องนี้จบลง
“ไม่ ฉันไม่สนับสนุน จะสนับสนุนได้ยังไง? พวกเขาฆ่าหลานสาวของฉันในการประท้วงเมื่อเดือนมกราคม เราต้องการให้ระบอบนี้จบลง เราต้องการให้ความทุกข์นี้สิ้นสุดลง”
ที่กรุงเทลอาวีฟ มีเสียงไซเรนจากระบบเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นตลอดช่วงดึก เป็นคำเตือนว่าขีปนาวุธกำลังพุ่งตรงลงมา สะท้อนถึงความยืดเยื้อของสงคราม และประชาชนที่ต้องอยู่ภายใต้ความไม่สงบเช่นกัน