
หากคุณขับรถเข้าปั๊มน้ำมันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณอาจต้องพบกับภาพที่ไม่คุ้นตานัก ป้ายแจ้ง “น้ำมันหมด” หรือรั้วกั้นหัวจ่ายสีฟ้าและสีเขียวที่เขียนว่า “สินค้าหมดชั่วคราว” กลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยขึ้น หลายคนถูกบีบให้ต้องจำใจเติม “น้ำมันพรีเมียม” ที่มีราคาสูงกว่าแทน เพราะหลายปั๊มอ้างว่า น้ำมันเกรดมาตรฐานอยู่ระหว่างการขนส่ง
ภาพคนเมืองที่ขับรถวนหาปั๊มน้ำมันอาจดูวุ่นวายแล้ว แต่ที่น่าตกใจกว่าคือสถานการณ์ในต่างจังหวัด มีรายงานว่า พี่น้องเกษตรกรต้องหิ้วถังน้ำมันไปยืนเข้าคิวรอที่หน้าปั๊มนานนับชั่วโมง เพียงเพื่อจะแย่งชิงน้ำมันดีเซลไปเติมเครื่องจักรทางการเกษตร
นี่คือสัญญาณเตือนภัยว่า ซัพพลายน้ำมันในประเทศเริ่ม "ตึงตัว" อย่างหนัก แม้รัฐบาลจะพยายามใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหน้าด่าน แบกหนี้ติดลบทะลุ 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 30 บาท ซึ่งชนวนเหตุของวิกฤตพลังงานอยู่ห่างออกไปกว่า 6,000 กิโลเมตร ณ ช่องแคบฮอร์มุซ
จุดเริ่มต้นเกิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการในอิหร่าน ทำให้อิหร่านตัดสินใจ "ปิดตาย" เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานจาก $90 (ประมาณ 3,240 บาท) ไปแตะ $119 (ประมาณ 4,284 บาท) ภายในเวลาเพียง 3 วัน
Spotlight ชวนเปิดโพยราคาน้ำมันอาเซียน ท่ามกลางวิกฤตสงครามอิหร่านที่เผชิญร่วมกัน แต่สถานการณ์ ‘หน้าปั๊ม’ เพื่อนบ้านของไทยแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และรัฐบาลตรึงราคาเอาไว้อย่างไร ใครที่กำลังใช้กลยุทธ์เหนือเมฆในการแก้เกมพลังงานครั้งนี้
ท่ามกลางพายุสงครามที่ฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 30-50% ภายในเวลาไม่ถึงเดือน ส่งผลให้ป้ายราคาหน้าปั๊มทั่วอาเซียนกลายเป็น "สมรภูมิ" ของรัฐบาลแต่ละชาติที่พยายามรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ Spotlight กางโพยเปรียบเทียบราคาน้ำมันแก๊ 95 และราคาน้ำมันดีเซลของแต่ละชาติอาเซียนในปัจจุบัน (16 มีนาคม 2569) ว่าขึ้นราคาหรือตรึงราคาไว้อย่างไรบ้าง นับตั้งแต่วันแรกที่เกิดสงครามอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
หมายเหตุ : ราคาน้ำมันปัจจุบัน อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ราคา ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569 อัตราแลกเปลี่ยน (อัตรากลาง) ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569 ยกเว้นประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ใช้อัตราในตลาดต่างประเทศ (อัตรากลาง)
กลุ่มราคาพุ่งทะยาน – เมื่อ ‘กลไกตลาด’ ทำงานร้อยเปอร์เซ็นต์
ในกลุ่มนี้ "ราคาหน้าปั๊ม" คือกระจกสะท้อนความโหดร้ายของสงครามฮอร์มุซได้ดีที่สุด เพราะไม่มีกำแพงภาษีหรือเงินอุดหนุนมาขวางกั้น
สิงคโปร์: สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 แตะ 86-90 บาท สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ คนขับรถรับจ้างเริ่มแบกต้นทุนไม่ไหว กลายเป็นดราม่าร้อนเมื่อคนขับแท็กซี่ชาวสิงคโปร์ออกมาโวยว่า นี่คือ “การปล้นกลางแดด” เพราะน้ำมันที่เติมอยู่ตอนนี้ยังเป็นสต็อกเก่า ไม่ใช่น้ำมันล็อตใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามด้วยซ้ำ แต่ผู้บริโภคกลับต้องแบกรับราคาใหม่ไปแล้ว 100%
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ตอนนี้สิงคโปร์กำลังเผชิญกับภาวะ “ราคาขึ้นเหมือนจรวด แต่ลงช้าเหมือนขนนก” กล่าวคือ ทันทีที่สงครามเริ่มเพียง 3 วัน ผู้ให้บริการอย่าง Shell, Esso และ Caltex ก็ประสานเสียงปรับราคาขึ้นทันทีเพื่อรักษากำไรส่วนต่างของตัวเอง แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกย่อตัวลง กลับไม่มีใครรีบปรับลดราคาลงตาม
ฟิลิปปินส์: เกิดการประท้วงใหญ่ของกลุ่มผู้ขับขี่รถจี๊ปนีย์และรถขนส่งสาธารณะ รวมถึงกลุ่มเยาวชน หลังจากราคาดีเซลพุ่งแซงหน้าแก๊สโซฮอล์ 95ไปแตะ 42.98 บาท หรือขึ้นมาประมาณ 15 บาท/ลิตร ภายในสัปดาห์เดียว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของผู้มีรายได้น้อย จนกรมพลังงานต้องลงมาเป็นตัวกลางขอความร่วมมือให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ช่วย ทยอยปรับขึ้นราคา (Staggered hike) เป็นการชั่วคราว ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ เริ่มประกาศมาตรการให้พนักงานออฟฟิศ "ทำงานที่บ้าน" (WFH) เพื่อลดการใช้พลังงานในระดับชาติ
ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของผู้มีรายได้น้อย จนกรมพลังงานต้องลงมาเป็นตัวกลางขอความร่วมมือให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ช่วย ทยอยปรับขึ้นราคา (Staggered hike) เป็นการชั่วคราว เพื่อลดแรงกระแทกไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญกับภาวะช็อกราคาหน้าปั๊มแบบรวดเดียว
กัมพูชา: สถานการณ์ในกัมพูชากำลังก้าวข้ามคำว่า "แพง" ไปสู่คำว่า "วิกฤตซัพพลาย" อย่างเต็มตัว ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 17 มีนาคม 2026 จากกระทรวงพาณิชย์กัมพูชาระบุว่า นับตั้งแต่ชนวนเหตุที่ฮอร์มุซปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันเบนซินในกัมพูชาพุ่งสูงขึ้นแล้วกว่า 42.8% แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ราคาน้ำมันดีเซลที่ทะยานสูงขึ้นถึง 70% ภายในเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาดีเซลหน้าปั๊มพุ่งไปแตะลิตรละ 6,550 เรียล หรือประมาณ 51.80 บาท ซึ่งแซงหน้าราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ไปเรียบร้อยแล้ว
ความน่ากังวลที่สุดในตอนนี้คือ ปรากฏการณ์ "คลังน้ำมันแห้ง" ข้อมูลอย่างเป็นทางการชี้ว่า มีสถานีบริการน้ำมันและคลังน้ำมันมากกว่า 400 แห่ง จากทั้งหมด 6,300 แห่งทั่วประเทศ จำเป็นต้อง "ยุติการดำเนินงานชั่วคราว" เนื่องจากน้ำมันล็อตใหม่เดินทางมาถึงล่าช้ากว่ากำหนด ท่ามกลางภาวะการขนส่งทางเรือที่ติดขัดระดับโลก
เนื่องจากกัมพูชาเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ 100% และไม่มีกลไกการอุดหนุนราคาที่เข้มแข็งเหมือนเพื่อนบ้านบางประเทศ ทำให้ประชาชนกัมพูชาต้องแบกรับภาระต้นทุนแบบเต็ม ๆ ส่งผลให้ค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในกรุงพนมเปญเริ่มดีดตัวสูงขึ้นตามค่าขนส่ง จนรัฐบาลต้องออกประกาศวอนประชาชนให้ช่วยกันประหยัดพลังงานในระดับสูงสุด เพื่อประคองประเทศให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ซัพพลายน้ำมันตึงตัวที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ในขณะที่บางประเทศกำลังสู้กับตัวเลขบนป้ายราคา แต่สำหรับกลุ่มนี้ ปัญหาที่น่ากังวลกว่าคือ การที่ “มีเงินก็เติมไม่ได้” เนื่องจากโครงสร้างการนำเข้าที่เปราะบางและซัพพลายเชนที่ถูกตัดขาดจากสงคราม โดยเฉพาะสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกับเราที่สุดอย่าง สปป.ลาว
สปป.ลาว: สถานการณ์ในลาวเข้าสู่โหมดเฝ้าระวังขั้นสูงสุด ข้อมูลในตารางเผยให้เห็นว่าราคาแก๊สโซฮอล์ 95 พุ่งไปแตะ 62.43 บาท ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค รองจากสิงคโปร์เท่านั้น แต่สิ่งที่ตอกย้ำความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ คือการที่กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของลาว ตัดสินใจ “ยกเลิกกลไกการตั้งราคาแบบเดิม”
จากเดิมที่เคยทบทวนราคาทุก ๆ 7 วัน ปัจจุบัน รัฐบาลลาวต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นการ ประกาศราคาใหม่ทุก ๆ 2-3 วัน เพื่อให้ทันต่อความผันผวนของตลาดโลกที่ขยับขึ้นรายชั่วโมงจากชนวนเหตุในตะวันออกกลาง มาตรการนี้ถูกนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้บริษัทนำเข้าน้ำมันต้องแบกรับการขาดทุนจนหยุดนำเข้า ซึ่งจะส่งผลให้วิกฤตการขาดแคลนรุนแรงยิ่งขึ้น
ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องน้ำมันหมดคลัง จนปรากฏภาพประชาชนต่อคิวยาวเหยียดตามสถานีบริการน้ำมันในเวียงจันทน์ รัฐบาลลาวได้สั่งการเข้มงวดให้สถานีบริการทุกแห่งต้องขายน้ำมันตามราคาที่รัฐกำหนดในแต่ละรอบ 48-72 ชั่วโมงอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการกักตุนหรือฉวยโอกาสเก็งกำไรในช่วงที่ราคาตลาดโลกกำลังดีดตัวขึ้นเป็นจรวด แม้รัฐบาลจะพยายามยืนยันว่าน้ำมันสำรองยังมีเพียงพอ
เมียนมา: เป็นอีกประเทศที่สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต หลังราคาน้ำมันอ้างอิงรายสัปดาห์ในนครย่างกุ้งดีดตัวสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยน้ำมันดีเซลปรับขึ้นเกือบ 600 จัตต่อลิตร (ประมาณ 10.30 บาท) ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 ปรับขึ้น 335 จัต ประมาณ 5.75 บาท) ภายในสัปดาห์เดียว ส่งผลให้ราคาดีเซลปัจจุบันพุ่งไปแตะระดับ 49.68 บาท ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความผันผวนของตลาดโลกและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้นำเข้าน้ำมันได้ยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมหาศาล
วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบหนักที่สุดต่อ “กลุ่มเกษตรกร” โดยเฉพาะในเขตอู่ข้าวอู่น้ำอย่างลุ่มน้ำอิรวดี ซึ่งเกษตรกรมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้น้ำมันสูบน้ำเข้าทำนาปรัง แต่สถานีบริการน้ำมันกลับจำกัดปริมาณการขายและหลายแห่งไม่มีของจะขาย จนเกิดภาพการกักตุนและทางแถวยาวเหยียดที่หน้าปั๊มตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกษตรกรในพื้นที่ยอมรับว่า หากสงครามยืดเยื้อจนราคาน้ำมันพุ่งทะยานต่อไป ต้นทุนการผลิตข้าวอาจพุ่งสูงจนแบกไม่ไหว
เพื่อรับมือกับภาวะพลังงานขาดแคลน รัฐบาลทหารเมียนมาจึงตัดสินใจนำ “มาตรการสุดโต่ง” มาบังคับใช้ด้วยการประกาศกฎขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลแบบ “เลขคู่-เลขคี่” โดยอนุญาตให้รถที่มีทะเบียนลงท้ายด้วยเลขคู่ขับได้เฉพาะในวันคู่ และเลขคี่ในวันคี่เท่านั้น เพื่อบีบให้มีการประหยัดน้ำมันในระดับชาติ พร้อมประกาศบทลงโทษขั้นเด็ดขาดต่อผู้ที่กักตุนสินค้าหรือปั่นราคา เพื่อหวังควบคุมเสถียรภาพน้ำมันสำรองที่มีเหลือใช้ได้อีกเพียง 40 วัน
ในขณะที่หลายประเทศจำใจปล่อยให้ราคาไหลไปตามกลไกตลาดโลก แต่สำหรับกลุ่มประเทศอย่าง ไทย อินโดนีเซีย และ เวียดนาม รัฐบาลเลือกที่จะเป็น "เบาะรองนั่ง" เพื่อรับแรงกระแทกแทนประชาชน แม้จะมีเป้าหมายคล้ายกับไทยคือการพยายามตรึงราคาหน้าปั๊มให้คงที่ที่สุด แต่หากเราเจาะลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่า อินโดนีเซียและเวียดนามมีกลยุทธ์การแก้เกมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อินโดนีเซีย มีโมเดลใกล้เคียงกับบ้านเรามากที่สุด คือการใช้กลไกเงินอุดหนุนโดยตรงจากงบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลจาการ์ตายังคงยืนหยัดตรึงราคาน้ำมันเกรดพื้นฐานยอดนิยมไว้ที่ประมาณ 23-24 บาทต่อลิตร เพื่อประคองค่าครองชีพและรักษาความสงบสุขทางสังคมในช่วงก่อนเทศกาลสำคัญ แม้ในความเป็นจริง ราคาน้ำมันดิบโลกจะทะยานสูงกว่าสมมติฐานงบประมาณที่ตั้งไว้ไปไกลแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มเห็นสัญญาณความตึงเครียด เมื่อรัฐบาลเริ่มออกมาเปรยถึงมาตรการลดการใช้พลังงานในระดับชาติ เช่น การรณรงค์ให้กลับมาทำงานที่บ้าน (WFH) อีกครั้ง เพราะเริ่มแบกรับภาระการขาดดุลงบประมาณที่อาจพุ่งทะลุเพดานกฎหมายหากสงครามที่ฮอร์มุซยังยืดเยื้อ
เวียดนาม กลับเลือกใช้กลยุทธ์ที่เน้นความคล่องตัวสูง โดยไม่ได้เน้นการควักเงินสดไปจ่ายอุดหนุน แต่ใช้วิธี "ลดรายได้รัฐ" เพื่อคืนกำไรให้ประชาชนทันที อย่างไรก็ตาม ทันทีที่วิกฤตปะทุขึ้น รัฐบาลเวียดนามตัดสินใจประกาศลดภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% พร้อมกับลดภาษีสิ่งแวดล้อมลงจนสุดตัว เพื่อกดราคาหน้าปั๊มให้ขยับขึ้นช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้
แม้เวียดนามจะยอมให้ราคาขยับตามตลาดโลกได้บ้าง แต่ก็มีการควบคุมอย่างใกล้ชิดและปรับเปลี่ยนทุก ๆ 2-3 วันเพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริงโดยไม่ให้พุ่งแรงจนประชาชนช็อก ทว่าภายใต้กำแพงภาษีที่ต่ำเตี้ยนี้ ก็เริ่มมีรายงานความปั่นป่วนในพื้นที่ฮานอย เมื่อสถานีบริการน้ำมันขนาดเล็กเริ่มแบกภาระต้นทุนไม่ไหวจนต้องปิดตัวชั่วคราว ทำให้รัฐบาลต้องสั่งการเร่งด่วนให้นำน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินออกมาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบพลังงานของประเทศ
ในขณะที่โลกกำลังวุ่นวายกับการแย่งชิงน้ำมันและราคาหน้าปั๊มที่พุ่งสูงจนน่าตกใจ แต่สำหรับกลุ่มสุดท้ายนี้ กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงกระแทกน้อยที่สุดจนน่าอิจฉา มาเลเซีย และ บรูไน คือสองประเทศที่ยังคงรักษาความนิ่งสงบไว้ได้ท่ามกลางพายุสงครามที่ฮอร์มุซ โดยใช้ยุทธศาสตร์การนำรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบมา “ถม” และอุดหนุนราคาในประเทศจนนิ่งสนิท
มาเลเซีย: แม้ราคาดีเซลในตารางจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 32 บาทเพื่อสะท้อนต้นทุนบางส่วน แต่สำหรับแก๊สโซฮอล์ 95 รัฐบาลของนายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม ยังคงยืนกรานที่จะตรึงราคาไว้ที่ประมาณ 15-16 บาทต่อลิตรต่อไปอย่างเหนียวแน่น มาเลเซียใช้วิธีนำกำไรมหาศาลจาก Petronas ที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูง มาจ่ายชดเชยส่วนต่างราคาหน้าปั๊มให้กับประชาชนแทน แม้ว่านักวิเคราะห์จะเริ่มเตือนว่ารัฐบาลอาจต้องควักเงินอุดหนุนสูงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ แต่มาเลเซียก็เลือกที่จะรักษาเสถียรภาพทางสังคมและค่าครองชีพให้เป็นปกติที่สุดในช่วงที่สงครามยังไม่สงบ
บรูไน: ยังคงครองแชมป์ประเทศที่มีราคาน้ำมันถูกที่สุดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยราคาดีเซลที่อยู่เพียงราว ๆ 7-8 บาท และแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ 13 บาทเศษ ๆ บรูไนแทบจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากวิกฤตที่ฮอร์มุซเลย เนื่องจากเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่มีประชากรไม่มากนัก รัฐบาลจึงสามารถมอบสวัสดิการด้านพลังงานในราคาถูกพิเศษนี้ให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน ภาพคนขับรถไปเติมน้ำมันในบรูไนจึงยังคงเป็นภาพที่สงบเงียบ แตกต่างจากคิวน้ำมันที่ยาวเหยียดในลาวหรือเมียนมาอย่างสิ้นเชิง