
ปัญหาชิปหน่วยความจำขาดแคลนดำเนินมาแล้วระยะหนึ่ง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดึงดูดให้ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลกทั้ง ซัมซุง (Samsung) เอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) และไมครอน (Micron) ต้องโยกการผลิตจากชิปหน่วยความจำทั่วไป (memory chip) ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์และมือถือ ไปผลิตชิปความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ที่ใช้ในชิปประมวลผลสำหรับ AI แทน เนื่องจากให้กำไรสูงกว่า
การเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตดังกล่าวส่งผลให้ชิปหน่วยความจำทั่วไปออกสู่ตลาดน้อยลง จนไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และราคาสูงขึ้นตามไปด้วย และคาดว่าการที่ชิปหน่วยความจำขาดตลาดส่งผลให้ราคาคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือสูงขึ้นราว 10-30%
ล่าสุด นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า ภาวะชิปหน่วยความจำขาดตลาดนี้มีแนวโน้มว่าจะยืดเยื้อไปจนถึงปี 2030 เนื่องจากอุตสาหกรรมชิปยังเร่งการผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ชเว แทวอน (Chey Tae-won) ประธาน SK Group ให้สัมภาษณ์กับสื่อในงาน Nvidia GTC ที่เมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 16 มีนาคมว่า อุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 ปี ในการเพิ่มกำลังการผลิตเวเฟอร์ และนั่นทำให้ภาวะขาดแคลนมีแนวโน้มจะลากยาวไปจนถึงปี 2030
เมื่อถูกถามว่า SK มีแผนขยายฐานการผลิตไปต่างประเทศเพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ประธาน SK ตอบว่า ตอนนี้ยังคงเน้นสร้างโรงงานใหม่ในเกาหลีใต้เป็นหลักก่อน เนื่องจากการไปลงทุนต่างประเทศยังติดข้อจำกัดสำคัญ คือ การหาแหล่งไฟฟ้าและน้ำที่เพียงพอ
“ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่เรื่องเงินหรือเงินอุดหนุนจากภาครัฐ แต่เป็นเรื่องว่า มีพลังงานและน้ำเพียงพอหรือไม่ และมี ecosystem ที่เหมาะสมหรือเปล่า” เขากล่าวถึงปัจจัยชี้ขาดสำหรับการตั้งโรงงานผลิตชิป
ประธาน SK กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่การขยายกำลังการผลิตยังทำได้ไม่เร็วพอ SK Hynix จะมุ่งเน้นไปที่การพยายามรักษาเสถียรภาพของราคาชิปหน่วยความจำเป็นหลักก่อน
ด้านดีมานด์นั้นก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นแบบพุ่งทะยาน ตามที่เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia กล่าวในงาน Nvidia GTC ว่า ความต้องการชิป AI พุ่งขึ้นถึง 10,000 เท่า จากการใช้งาน AI ในขั้นตอน inference หรือการนำโมเดล AI ไปใช้งานจริง ซึ่งทำให้ความต้องการพลังประมวลผลเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากแรงกดดันด้านดีมานด์แล้ว กลุ่ม SK ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งประธาน SK ยอมรับว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยที่สร้างความยากลำบากอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท พร้อมระบุว่า จำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานทางเลือกเพิ่มเติมเพื่อให้การผลิตเดินหน้าต่อได้