Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ไทยน้ำมันแพงกว่ามาเล-อินโด ผ่าโครงสร้างราคา‘ดีเซลไทย’ ทำไมถึงราคาสูง?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ไทยน้ำมันแพงกว่ามาเล-อินโด ผ่าโครงสร้างราคา‘ดีเซลไทย’ ทำไมถึงราคาสูง?

17 มี.ค. 69
18:19 น.
แชร์

หลังจากใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาพลังงานมานานเกือบสองสัปดาห์ รัฐบาลเตรียมปรับราคาน้ำมันขึ้นในวันพรุ่งนี้ (18 มีนาคม) ครอบคลุมทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซล โดยในส่วนของน้ำมันดีเซลจะเริ่มปรับขึ้นในระดับ “หลักสตางค์” ก่อน พร้อมกำหนดเพดานราคาไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร

การปรับราคาครั้งนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากน้ำมันดีเซลถือเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะภาคขนส่งและโลจิสติกส์ หากราคาดีเซลปรับเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการ และอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในประเทศ ทำให้เกิดแรงกดดันด้านค่าครองชีพของประชาชน

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในระยะนี้ มีสาเหตุสำคัญจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้เกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นทั่วโลก แต่ราคาน้ำมันดีเซลของไทยยังคงสูงกว่าบางประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย แม้อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ (MOPS) เหมือนกัน ทำให้เกิดคำถามถึงโครงสร้างราคาดีเซลของไทยว่ามีองค์ประกอบอย่างไร และเหตุใดจึงสูงกว่าบางประเทศเพื่อนบ้าน

ในบทความหัวข้อ “คนไทย ‘รับกรรม’ จ่ายดีเซลเกิน 30 บาท/ลิตร : เหตุฉวยโอกาสและบริหารไม่ดี” รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ได้อธิบายถึงปัจจัยเบื้องหลังโครงสร้างราคาดีเซลของไทย และเหตุผลที่ทำให้ราคาดีเซลอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค 

โครงสร้างราคาดีเซลไทยต่างจากเพื่อนบ้าน ทำผู้บริโภคจ่ายแพงกว่ามาเลเซีย-อินโดนีเซีย

บทวิเคราะห์จาก ดร.อัทธ์ ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันของไทยมีราคาสูงกว่าบางประเทศในภูมิภาคเดียวกัน คือ โครงสร้างการคำนวณราคาน้ำมันดีเซลของไทยที่มีความแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผู้บริโภคในไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันในระดับที่สูงกว่า

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือไทยมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างราคา ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียไม่ได้ใช้กลไกดังกล่าว 

แทนที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รัฐบาลมาเลเซียและอินโดนีเซียเลือกใช้มาตรการอุดหนุนผ่านงบประมาณของรัฐเพื่อช่วยตรึงราคาพลังงานเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศเหล่านั้นอยู่ในระดับต่ำกว่าของไทย

นอกจากนี้ องค์ประกอบด้านภาษีและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ในไทย เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และค่าการตลาด ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าบางประเทศในภูมิภาค 

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า โครงสร้างราคาน้ำมันไทยในปัจจุบันประกอบด้วยภาระภาษีและค่าธรรมเนียมหลายรายการ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) 6.92 บาทต่อลิตร ภาษีเทศบาล (Municipal Tax) 0.692 บาทต่อลิตร เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน 0.05 บาทต่อลิตร ภาษีมูลค่าเพิ่มในขั้นขายส่ง (VAT) 1.8184 บาทต่อลิตร ค่าการตลาด (Marketing Margin) 2.0046 บาทต่อลิตร และภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าการตลาดอีก 0.1403 บาทต่อลิตร ซึ่งทั้งหมดเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนต้นทุนในราคาขายปลีกน้ำมันของไทย

หากมองในภาพรวม ข้อมูลจากตาราง “โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลไทย เทียบมาเลเซียและอินโดนีเซีย ปี 2569” ที่แนบมาในรายงานยังสะท้อนให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า แม้หลายประเทศในภูมิภาคจะใช้อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ (MOPS) เหมือนกัน แต่ราคาขายปลีกที่ประชาชนจ่ายจริงกลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากนโยบายภาษีและการอุดหนุนพลังงานของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน

สิงคโปร์มีราคาดีเซลสูงที่สุดในกลุ่มที่ 66.11 บาทต่อลิตร เนื่องจากรัฐบาลเก็บภาษีในระดับสูงและไม่มีการอุดหนุนราคา ขณะที่เมียนมามีราคาประมาณ 35.94 บาทต่อลิตร โดยเก็บภาษีต่ำและไม่ใช้มาตรการอุดหนุนโดยตรง

สำหรับประเทศไทย ราคาดีเซลอยู่ที่ประมาณ 29.94 บาทต่อลิตร โดยใช้โครงสร้างภาษีระดับปานกลาง และมีการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารราคา เพื่อช่วยลดความผันผวนในตลาด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งมีราคาต่ำกว่าไทยเล็กน้อย เช่น ฟิลิปปินส์ที่ 29.11 บาทต่อลิตร กัมพูชา 28.32 บาทต่อลิตร และลาว 28.25 บาทต่อลิตร ซึ่งส่วนใหญ่เก็บภาษีในระดับต่ำและไม่ได้ใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีราคาดีเซลต่ำที่สุดในภูมิภาค ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม โดยอินโดนีเซียมีราคาประมาณ 25.73 บาทต่อลิตร และมาเลเซียอยู่ที่ 23.46 บาทต่อลิตร เนื่องจากรัฐบาลใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันโดยตรงเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่เวียดนามมีราคาประมาณ 22.78 บาทต่อลิตร โดยใช้กลไกกองทุนพลังงานช่วยบริหารราคา

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ต้นทุนอ้างอิงราคาน้ำมันในภูมิภาคจะมาจากตลาดเดียวกันคือ MOPS สิงคโปร์ แต่ความแตกต่างด้านนโยบายภาษีและมาตรการอุดหนุนของแต่ละประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาขายปลีกดีเซลแตกต่างกันอย่างมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มมาจากอะไรบ้าง? และแพงในจุดไหน?

ปัจจุบัน โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มหรือราคาขายปลีกของประเทศไทย ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักหลายส่วน เริ่มจาก ราคา ณ โรงกลั่น (Ex-Refinery Price) ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานของน้ำมัน ประกอบไปด้วย ต้นทุนน้ำมันดิบ, GRM (กำไรโรงกลั่น) และค่าปรับคุณภาพ/ขนส่ง

จากนั้นจะมีการจัดเก็บ ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) และ ภาษีเทศบาล (Municipal Tax) รวมถึงเงินส่งเข้ากองทุนต่าง ๆ ได้แก่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Fund) และ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

เมื่อรวมองค์ประกอบดังกล่าวแล้ว จะได้เป็น ราคาขายส่ง (Wholesale Price : WS) ซึ่งต้องมีการคิด ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในส่วนราคาขายส่ง ก่อนที่จะนำไปบวกกับ ค่าการตลาด (Marketing Margin) ของผู้ค้าน้ำมัน และ VAT ในส่วนค่าการตลาด จึงจะกลายเป็น ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมัน (ราคาหน้าปั๊ม) ที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจริง

ข้อมูลจาก ดร. อัทธ์ ระบุว่า องค์ประกอบที่มีสัดส่วนมากที่สุดในโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลของไทยคือ “ราคา ณ โรงกลั่น (Ex-Refinery)” โดยก่อนเกิดเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ประมาณ 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI อยู่ที่ 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันสำเร็จรูปอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (MOPS) อยู่ที่ 92.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นอยู่ที่ 18.9625 บาทต่อลิตร คิดเป็น 63.33% ของราคาขายปลีกดีเซลที่ 29.94 บาทต่อลิตร

ในช่วงเวลาดังกล่าว ราคา ณ โรงกลั่นที่ 18.9625 บาทต่อลิตร สามารถแยกองค์ประกอบได้เป็น ต้นทุนน้ำมันดิบ 13.5 บาทต่อลิตร ค่าการกลั่น 5.2 บาทต่อลิตร (ซึ่งสูงกว่าตัวเลข 2 บาทต่อลิตรซึ่งเป็นค่าการกลั่นรวม) และ ค่าพรีเมียมกับค่าขนส่งประมาณ 0.2 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้โครงสร้างต้นทุนดีเซลเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ราคาขายปลีกในประเทศจะยังถูกตรึงไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร โดยรัฐบาลต้องเพิ่มการอุดหนุนผ่าน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จาก 0.74 บาทต่อลิตร เป็น 20.36 บาทต่อลิตร

ผลจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบทำให้ ราคา ณ โรงกลั่น เพิ่มขึ้นจาก 18.9625 บาทต่อลิตร เป็น 38.6747 บาทต่อลิตร ขณะที่องค์ประกอบอื่นในโครงสร้างราคาน้ำมัน เช่น ภาษีและค่าการตลาด มีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ราคา ณ โรงกลั่นใหม่ที่ 38.6747 บาทต่อลิตร สามารถแยกเป็น ต้นทุนน้ำมันดิบ 20.74 บาทต่อลิตร ค่าการกลั่น (GRM) 13.08 บาทต่อลิตร และค่าปรับคุณภาพหรือค่าตลาด 4.85 บาทต่อลิตร ซึ่งสะท้อนต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

‘ดีเซล 29.94 บาทต่อลิตร’ สิทธิของคนไทยควรได้รับต่อเนื่อง 3 เดือน

อย่างไรก็ตาม แม้เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างราคา การปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอาจดูสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดพลังงาน แต่ ดร.อัทธ์ มองว่า ในทางปฏิบัติราคาดีเซลในประเทศไทยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นในวันที่ 18 มีนาคม 2569 โดยประชาชนควรสามารถใช้ดีเซลในระดับ 29.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องไปจนถึง วันที่ 28 มิถุนายน 2569 เนื่องจากน้ำมันดิบส่วนใหญ่ในระบบถูกจัดซื้อไว้ก่อนที่ราคาน้ำมันโลกจะปรับตัวสูงขึ้น

ดร. อัทธ์ระบุว่า ภายหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลระบุว่า ประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอสำหรับการใช้ประมาณ 3 เดือน ซึ่งหมายความว่าน้ำมันดิบส่วนใหญ่ถูกจัดซื้อเข้ามาก่อนวันที่ดังกล่าวแล้ว หากคำนวณตามระดับสต๊อกสำรอง เทียบเท่าประมาณ 90 ล้านบาร์เรล หรือราว 14,310 ล้านลิตร จึงสะท้อนว่าน้ำมันที่อยู่ในระบบปัจจุบันเป็นน้ำมันที่ได้มาจากต้นทุนก่อนเกิดความผันผวนของสถานการณ์โลก

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาดีเซลเป็นเวลา 15 วัน โดยมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลงในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ได้มีการปรับค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin: GRM) จาก 2 บาทต่อลิตร เป็น 6 บาทต่อลิตร 

อย่างไรก็ตาม ทั้งการยุติมาตรการตรึงราคา และการปรับค่าการกลั่น ถูกตั้งคำถามว่าไม่มีเหตุผลที่เพียงพอที่จะส่งผลให้ราคาขายปลีกต้องปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำมันดิบที่ใช้ในระบบยังเป็นสต๊อกเดิมที่ซื้อไว้ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ในช่วงที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำกว่า

ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อเสนอว่าประชาชนไทยควรได้รับประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันดังกล่าว โดยควรรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามช่วงเวลาของปริมาณสำรองที่รัฐบาลประกาศไว้ นั่นคือ ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2569 โดยไม่ควรมีการปรับขึ้นราคาในช่วงเวลาดังกล่าว

เหตุใด “คนไทยต้องรับกรรม” จ่ายดีเซลแพง แถมหน้าปั๊มขาด

โดยสรุป รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ อธิบายว่า ปัญหาราคาน้ำมันดีเซลของไทยไม่ได้เกิดจากราคาน้ำมันโลกเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้านที่ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับต้นทุนสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. โครงสร้างการคำนวณราคาขายปลีกมีปัญหา

วิธีการกำหนดราคาน้ำมันขายปลีกของไทยถูกวิจารณ์ว่ามีแนวโน้มคำนวณในระดับสูง และผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค ทั้งในรูปของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและเงินที่ต้องนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

ในทางตรงกันข้าม มาเลเซียและอินโดนีเซียแม้อ้างอิงราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์เช่นเดียวกัน แต่รัฐบาลของทั้งสองประเทศใช้มาตรการปรับโครงสร้างราคาเพื่อลดภาระประชาชน เช่น การไม่จัดเก็บภาษีบางรายการ และไม่เรียกเก็บเงินเข้ากองทุนลักษณะเดียวกับไทย

2. ห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำมันได้ประโยชน์ ขณะที่ผู้บริโภคเสียเปรียบ

ราคาน้ำมันมีการปรับเพิ่มตั้งแต่ต้นน้ำของระบบ ไปจนถึงราคาขายปลีกในสถานีบริการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำมันมีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคา ขณะที่ผู้บริโภคชาวไทยแทบไม่มีทางเลือกอื่นในการเข้าถึงพลังงาน ส่งผลให้ต้องรับภาระราคาที่เพิ่มขึ้นโดยตรง

3. การส่งเสริมไบโอดีเซลยังล่าช้าเมื่อเทียบกับอาเซียน

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือก โดยไทยยังใช้ไบโอดีเซลในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันไทยใช้ส่วนผสม B7 ขณะที่มาเลเซียใช้ B20 และอินโดนีเซียใช้ B40 มาอย่างต่อเนื่อง นักวิชาการมองว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยยังไม่สามารถผลักดันนโยบายเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลได้อย่างจริงจัง

4. การมี “สองราคา” ในตลาด ทำให้เกิดความปั่นป่วนและเสี่ยงขาดแคลน

แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอ แต่โครงสร้างราคาที่แตกต่างกันในตลาดทำให้เกิดพฤติกรรมแย่งซื้อน้ำมันจากสถานีบริการ เนื่องจากผู้ค้าคนกลางที่ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นโดยตรงไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงได้ จึงหันมาซื้อน้ำมันจากปั๊มที่มีราคาถูกกว่าเพราะได้รับการอุดหนุนจากรัฐ ส่งผลให้บางพื้นที่เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนในระดับสถานีบริการ

ในภาพรวม แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำมันในเชิงปริมาณ แต่โครงสร้างตลาดและกลไกกำหนดราคาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับราคาพลังงานที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น





 

แชร์
ไทยน้ำมันแพงกว่ามาเล-อินโด ผ่าโครงสร้างราคา‘ดีเซลไทย’ ทำไมถึงราคาสูง?