
ปัญหาทางการเงินและความอยู่รอดของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี (Small and Medium Enterprises: SME) ซึ่งมีจำนวน 3.25 ล้านรายทั่วประเทศ เป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยมาหลายปี
ในการเลือกตั้ง 2569 นี้ พรรคการเมืองหลายพรรคหยิบปัญหาของ SME ขึ้นมาเป็นนโยบายในการหาเสียง โดยมีการประกาศนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ในรูปแบบต่าง ๆ
เป็นเรื่องดีแน่ ๆ ที่ปัญหาของผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยถูกเล็งเห็นและให้ความสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะไปถกเถียงกันว่านโยบายแบบไหนที่ดี แนวทางแบบไหนที่จะช่วยแก้ปัญหาและช่วยให้ SME ไทยเข้มแข็งขึ้น SPOTLIGHT ขอชวนย้อนไปทำความเข้าใจก่อนว่า สถานการณ์ของ SME ไทยในวันนี้เป็นอย่างไร พวกเขากำลังเผชิญปัญหาอะไร อะไรคือปัญหาใหญ่ที่พวกเขาต้องการให้รัฐช่วยแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด
ผู้ที่จะให้คำตอบเหล่านี้ได้ดี คือ ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย ซึ่ง SPOTLIGHT มีโอกาสได้พูดคุยสัมภาษณ์พิเศษในห้วงเวลานับถอยหลังสู่วันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 และเป็นห้วงเวลาเดียวกันกับที่หลายพรรคการเมืองเข้าพบสมาพันธ์ SME ไทย เพื่อรับฟังปัญหาและหารือถึงแนวทางการแก้ปัญหาของผู้ประกอบการเช่นกัน
ก่อนจะเข้าใจสถานการณ์และปัญหา ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เริ่มจากอธิบายโครงสร้างและสัดส่วนของ SME หรือที่ทางการเรียกว่า ‘วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม’ ว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมรวม 3.25 ล้านราย แบ่งเป็นขนาดกลาง (Medium: M) จำนวน 65,000 ราย คิดเป็นสัดส่วน 2% ขนาดเล็ก (Small: S) จำนวน 420,000 ราย สัดส่วน 13% และรายย่อย (Micro) จำนวน 2.75 ล้านราย สัดส่วน 84.5%
ทั้งสามกลุ่มนี้มีการจ้างงานรวมกัน 13 ล้านคน คิดเป็น 70% ของการจ้างงานในภาคเอกชน โดยผู้ประกอบการขนาดกลาง (M) มีการจ้างงาน 2.5 ล้านคน ขนาดเล็ก (S) มีการจ้างงาน 5 ล้านคน และกลุ่ม Micro มีการจ้างงาน 5.5 ล้านคน
ในแง่เซกเตอร์ของการประกอบกิจการ เป็นผู้ประกอบการในภาคการค้าจำนวน 1,155,000 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 42% ภาคการบริการจำนวน 1,100,000 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ภาคการผลิตจำนวน 448,250 ราย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 16.3% และภาคธุรกิจการเกษตรจำนวน 46,750 ราย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1.7%
ประธานสมาพันธ์ SME ไทย บอกว่า ผู้ประกอบการที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ กลุ่ม Micro ซึ่งอ่อนแอ-เปราะบางที่สุด และในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้แทบไม่เคยถูกพูดถึง เพิ่งได้รับความสนใจในช่วงสองปีหลังมานี้ รองลงมาคือผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Small) ดังนั้น ในการเรียกร้องขอความช่วยเหลือ สมาพันธ์ SME ไทยเน้นเรียกร้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการระดับ Micro และ Small ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคการค้าและบริการ
ประธานสมาพันธ์ SME ไทย ฉายให้เห็นภาพสถานการณ์ปัจจุบันของ SME ไทยว่า ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยอ่อนแอ “กระเป๋าแห้ง” มาตั้งแต่โควิด-19 และล่าสุดชุ่มชื้นขึ้นมาเล็กน้อยจากมาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แต่หลังมาตรการนี้สิ้นสุดลง บรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เริ่มมีความหวังจากการเลือกตั้งว่ารัฐบาลหลังเลือกตั้งจะมีนโยบายที่ทำให้เงินหมุนเวียนและเศรษฐกิจคึกคักขึ้น
“ตอนนี้ประชาชนอยู่ด้วยความคาดหวังต่อสัญญานโยบายจากพรรคการเมือง ส่วนจะปฏิบัติจริงแล้วได้ผลลัพธ์แค่ไหนต้องติดตาม”
ดร.นพพงศ์บอกว่า นโยบายที่ผู้ประกอบการกลุ่ม Small และ Micro ต้องการมากที่สุด คือ โยบายกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ เพราะจะทำให้เงินหมุนผ่านมือของพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายพรรคการเมืองมีนโนบายที่ต้องการใช้กลไกจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อหนุนผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่ดี แต่ประธานสมาพันธ์ SME ไทยบอกว่า นโยบายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยผู้ประกอบการกลุ่ม Small และ Micro เท่าไรนัก เพราะผู้ประกอบการระดับ Small และ Micro มีสัดส่วนที่อยู่ในภาคการผลิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดร.ณพพงศ์บอกอีกว่า แนวคิดของนโยบายหนุนผู้ผลิตเสนอโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งมีผู้ประกอบการขนาดกลาง (Medium) ในภาคการผลิตเป็นสมาชิก ทั้งนี้ การที่รัฐช่วยภาคผลิตก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ควรมีมาตรการที่ช่วยรายย่อยที่ไม่ได้อยู่ในภาคการผลิต ซึ่งประสบปัญหาสภาพคล่อง ขายของไม่ดี และมีภาระทางการเงินสูงด้วย
ประธานสมาพันธ์ SME ไทยบอกว่า ปัญหาที่ใหญ่และเร่งด่วนที่สุดของผู้ประกอบการรายย่อย คือ ปัญหาภาระหนี้และการขาดสภาพคล่อง ซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 แม้ว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ออกมา แต่การช่วยเหลือก็ลงไปไม่ถึงคนกลุ่มนี้
ดร.ณพพงศ์ชี้ให้เห็นปัญหาว่า ที่ผ่านมามาตรการช่วยเหลือด้านเงินทุน เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน มักปล่อยกู้ให้เฉพาะผู้ประกอบการกลุ่ม Medium ที่มียอดขายหลักร้อยล้านและมีงบการเงินเป็นระบบเท่านั้น ส่วนกลุ่ม Small ที่ปรับตัวได้และมีงบการเงินพร้อมสำหรับการขอสินเชื่อในระบบมีอยู่ราว 1 แสนราย ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่มใหญ่ที่สุด คือ Micro ราว 3.25 ล้านราย ซึ่งเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่บันทึกรายรับแบบง่าย ๆ หรือไม่มีงบการเงินมาตรฐานแทบเข้าไม่ถึงสินเชื่อเลย เมื่อรวมกับกลุ่ม Small อีกกว่า 3 แสนราย เท่ากับมีผู้ประกอบการ 3 ล้านกว่ารายที่ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนทางการเงิน
ประธานสมาพันธ์ SME ไทยอธิบายลงรายละเอียดไปอีกว่า ผู้ประกอบการระดับ Micro มีทั้งที่เป็นนิติบุคคลและไม่เป็นนิติบุคคล ส่วนใหญ่คือรายย่อย อย่างเช่น ร้านกาแฟ แผงขายผักในตลาด ร้านโจ๊กรถเข็น คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ เข้าถึงเพียงสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์และพิโกไฟแนนซ์ที่มีดอกเบี้ยสูงถึงกว่า 30% ต่อปี เมื่อกู้สินเชื่อในระบบไม่ได้จึงจำเป็นต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยราว 20% ต่อเดือน
“จะบอกให้เขาปรับตัว แทบเป็นไปไม่ได้ แค่หาเงินมาจ่ายหนี้แต่ละเดือนก็หนักแล้ว นี่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย” ดร.ณพพงศ์กล่าว
“เรื่องใหญ่และเร่งด่วนที่สุดคือการแก้ภาระหนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้หายใจเฮือกใหญ่ รัฐบาลจะเลือกวิธีใดก็ได้ ขอเพียงดึงภาระหนี้ออกไปก่อน อาจพักหนี้สักสามปี พร้อมเติมสภาพคล่องให้ตรงกลุ่ม” ประธานสมาพันธ์ SME ไทยสรุปปัญหา
ประธานสมาพันธ์ SME ไทยเปิดเผยให้เห็นถึงความผิดพลาดของการดำเนินนโยบายหรือมาตรการช่วย SME ว่า กลไกภาครัฐมักทำงานผ่านข้อมูลของธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะธุรกิจใหญ่สร้างตัวเลขจีดีพีมากและมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน การผลักดันนโยบายมักทำโดยเชื่อมต่อกับองค์กรใหญ่ที่ให้อิมแพ็กสูงและตอบโจทย์ KPI ของรัฐได้ดีกว่า การช่วยเหลือ SME ของรัฐ มักจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งมีจำนวนมากขาดโอกาส
ดร.ณพพงศ์อธิบายลงไปในรายละเอียดอีกว่า ธนาคารมีแนวโน้มปล่อยกู้ให้ธุรกิจที่มีงบการเงินเป็นระบบ วงเงินกู้สูง 50-100 ล้านบาท มากกว่ารายย่อยที่ต้องการกู้เพียงหลักแสนแต่เอกสารไม่ครบ ดังนั้น ผู้ประกอบการรายย่อยจึงเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบมาตลอด และคาดว่าเม็ดเงินช่วยเหลืออย่างสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่กำลังจะออกมา หากไม่มีการกำหนดสัดส่วนชัดเจนว่าให้สินเชื่อสำหรับกลุ่ม Micro และ Small ในสัดส่วนเท่าใด สุดท้ายเงินก็จะไหลไปสู่กลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้เป็นปกติอยู่แล้ว ส่วนผู้ที่เข้าไม่ถึงก็ยังคงเข้าไม่ถึงเช่นเดิม ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวนมากกว่า 3 ล้านราย
“นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างของ SME ไทย เพราะฉะนั้น สมาพันธ์ฯจึงมองว่าการใช้คำว่า ‘SME’ อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องเติม M ข้างหน้า เป็น ‘MSME’ เพื่อให้เห็นความสำคัญของกลุ่ม Micro และการช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ซึ่งมีจำนวนมาก”
ประธานสมาพันธ์ SME เสนอแนวทางแก้ปัญหาว่า เม็ดเงินที่จะลงไปช่วยผู้ประกอบการกลุ่ม Micro และ Small ต้องไม่ใช้กลไกธนาคารแบบปกติ เพราะทันทีที่ธนาคารของบการเงินหรือสเตทเมนต์ ผู้ประกอบการรายเล็กก็หมดสิทธิ์ เหลือเพียงผู้ประกอบการขนาดกลางเท่านั้นที่เข้าถึงได้
แนวทางที่สมาพันธ์ SME เสนอ คือ การปล่อยสินเชื่อผ่านระบบกองทุนระดับจังหวัด โดยอาจจะใช้กองทุนประชารัฐที่มีอยู่แล้วหรือตั้งใหม่ก็ได้ แต่ต้องปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและเกณฑ์ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ โดยให้ภาคเอกชน อย่างหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาพันธ์ SME ไทย เป็นกลไกหลักในการรับรองคุณสมบัติผู้กู้ว่า ผู้กู้ประกอบกิจการมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี มีรายได้และจำนวนการจ้างงานอยู่ในนิยาม Micro หรือ Small โดยอาจจะกำหนดวงเงินกู้จำกัดที่ 2-5 แสนบาท คิดดอกเบี้ย 3% ต่อปี
ดร.ณพพงศ์อธิบายอีกว่า เหตุผลที่เสนอให้กำหนดเกณฑ์ดำเนินกิจการ 2 ปี เพราะหากกิจการอยู่รอดมาได้ถึง 2 ปีแล้วโอกาสจะไปต่อสูงมาก ส่วนใหญ่กิจการที่ไม่รอดมักล้มก่อน 2 ปีแรก
“เขากู้นอกระบบดอกเบี้ย 20% ต่อเดือนยังผ่อนได้ ถ้าเป็นดอกเบี้ยต่ำในระบบ ทำไมเขาจะผ่อนไม่ได้”
ดร.ณพพงศ์ยกตัวอย่างตัวเลขคร่าว ๆ ว่า หากรัฐมีวงเงินปล่อยสินเชื่อ 100,000 ล้านบาท และปล่อยกู้รายละ 250,000 บาท จะช่วยผู้ประกอบการได้ถึง 400,000 ราย หรือมากกว่า 10% ของผู้ประกอบการกลุ่ม Micro และ Small รวมกัน เพียงเท่านี้ก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากแล้ว ที่สำคัญเงินนี้ไม่ใช่เงินให้เปล่า แต่เป็นเงินกู้ที่ต้องชำระคืนและหมุนเวียนไปสู่รายต่อ ๆ ไป
“เมื่อรายย่อยได้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ต้นทุนทางการเงินจะลดลง ทำให้เขาขายของในราคาเดิมได้กำไรมากขึ้น หรือสามารถลดราคาลงเพื่อแข่งขันกับสินค้าจีนและสินค้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ แต่ปัจจุบันต้นทุนการเงินของพวกเขาสูงมาก จึงไม่มีทางสู้สินค้าจีนและสินค้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ได้เลย”
ดร.ณพพงศ์กล่าวอีกว่า แม้การปล่อยกู้ให้รายย่อยจะมีความเสี่ยงสูง แต่รัฐจำเป็นต้องกล้าเสี่ยงเพื่ออุ้มคนกลุ่มที่ขาดโอกาสมานาน และเมื่อเสี่ยงแล้วจะได้ผลที่คุ้มค่า เพราะจะทำให้เศรษฐกิจคึกคัก แทนที่รัฐจะใช้งบจำนวนมหาศาลไปกับมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ควรนำเงินระดับแสนล้านบาทมาช่วยระบบเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง เพราะหากฐานรากยืนได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีการกระตุ้นระยะสั้นบ่อย ๆ
ประธานสมาพันธ์ SME ไทยตั้งคำถามชวนคิดด้วยว่า แม้ธนาคารตรวจงบการเงินและเครดิตบูโรของผู้กู้รายใหญ่และรายกลางอย่างเข้มงวด แต่ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ก็ยังเพิ่มขึ้นอยู่ดี แล้วเหตุใดจึงไม่ให้โอกาสรายเล็กบ้าง ไม่แน่ว่าตัวเลขหนี้เสียของกลุ่ม Micro อาจดีกว่ารายกลางและรายใหญ่ก็เป็นได้
นอกจากนั้น ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เสนอว่า รัฐสามารถสร้างวินัยทางการเงินของผู้ประกอบการควบคู่ไปกับมาตรการสินเชื่อได้ เช่น หากกู้ 250,000 บาท แล้วผ่อนตรงเวลา 12 เดือนโดยไม่ผิดนัด ให้ลดดอกเบี้ยจาก 3% เหลือ 2.75% และกำหนดให้ผู้กู้เข้าอบรมความรู้การเงินทุกสามเดือน โดยใช้เวลาอบรมเพียงครึ่งวัน เพื่อไม่ให้ต้องทิ้งงานนาน เมื่อเห็นประโยชน์และได้รับแรงจูงใจจากรัฐ ผู้ประกอบการก็จะยินดีเข้าร่วม และหากปีที่สองยังผ่อนดีต่อเนื่อง อาจลดดอกเบี้ยลงเหลือ 2.50% และเมื่อผ่อนครบ 24 เดือนโดยไม่มีปัญหา ธนาคารพาณิชย์ก็จะกล้าเข้ามาปล่อยสินเชื่อต่อเอง เพราะเห็นประวัติการชำระเงินที่ดี
นอกจากนั้น ดร.ณพพงศ์ ประธานสมาพันธ์ SME ไทย ยังบอกอีกว่า การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยจะได้ผลทางอ้อมเป็นการจ้างงานผู้สูงวัยแบบกระจายทั่วประเทศด้วย โดยเขากล่าวว่า ไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว นโยบายภาครัฐมักพูดเรื่องการอัปสกิล-รีสกิลสำหรับคนอายุเกิน 60 ปี โดยไม่ได้ตอบคำถามสำคัญว่า เมื่อฝึกทักษะเพิ่มแล้วจะให้คนกลุ่มนี้ไปทำงานที่ไหน จะให้เข้าไปทำงานในโรงงานหรือบริษัทใหญ่ในกรุงเทพฯ ย่อมเป็นไปไม่ได้ หรืออาจจะเป็นไปได้สำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น
เขามองว่า การที่รัฐมีกลไกช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่กระจายลงไปถึงระดับหมู่บ้านจะช่วยเรื่องสังคมสูงวัยได้ด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า หากคนรุ่นลูกเปิดร้านอาหารหรือกิจการเล็ก ๆ สามารถให้พ่อแม่หรือผู้สูงวัยในพื้นที่ซึ่งผ่านการอัพสกิลแล้วมาช่วยงานได้ เช่น เก็บเงินหน้าร้าน ดูแลบัญชี หรือทำงานบริการเบื้องต้น ซึ่งจะเกิดการจ้างงานในพื้นที่ได้จริง ทั้งในภาคการค้า บริการ หรือกิจการท่องเที่ยวขนาดเล็ก
ดร.ณพพงศ์ชี้ว่า โมเดลลักษณะนี้คล้ายที่ประเทศญี่ปุ่นที่ไม่จำเป็นต้องรวมศูนย์การทำงานไว้ที่บริษัทใหญ่ แต่รัฐมีกลไกสนับสนุนทุกภาคส่วน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการรายเล็ก เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุมีบทบาททางเศรษฐกิจด้วย
เมื่อถามว่าปัญหาที่ใหญ่และเร่งด่วนรองลงมาจากเรื่องหนี้และแหล่งเงินทุนคืออะไร
ประธานสมาพันธ์ SME ไทยยังตอบย้ำว่า เรื่องเงินและหนี้คือปัญหาหลัก และบอกว่า เรื่องอื่นยังพอใช้เวลาได้ นั่นคือ เรื่องกฎระเบียบ ทั้งกฎระเบียบที่ไม่ปกป้องรายเล็กจากสินค้าต่างชาติ และกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการอยู่รอดของผู้ประกอบการรายย่อย เช่น การจะเปิดร้านต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน ซึ่งเรื่องนี้แม้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่หากแก้ได้จะช่วยให้เงินหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการตัวเล็กเติบโตขึ้น และอีกเรื่อง คือ การขาดทักษะแห่งอนาคตและขาดโอกาสในการเข้าถึงช่องทางตลาดใหม่ ๆ
อย่างไรก็ตาม ดร.ณพพงศ์ย้ำว่า ต้องแก้ปัญหาสภาพคล่องและหนี้ก่อนเป็นอันดับแรก เรื่องอื่นจึงจะเดินต่อได้ เพราะหากบอกให้ผู้ประกอบการไปเรียนรู้เทคโนโลยีโดยที่ยังเอาตัวไม่รอด ย่อมทำไม่ได้ เพราะต้องทิ้งงาน ต้องเสียโอกาสที่จะขายของ ดังนั้น รัฐต้องช่วยให้ผู้ประกอบการอยู่รอดทางการเงินก่อน แล้วจึงค่อยเสริมทักษะที่จำเป็น
ดร.ณพพงศ์สรุปว่า ถ้ารัฐบาลทำสองสามเรื่องนี้เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย เศรษฐกิจก็น่าจะหมุนเวียน แม้ตัวเลขจีดีพีอาจไม่สวยหรู เพราะมูลค่าจีดีพีที่เกิดจากผู้ประกอบการรายย่อยไม่ใหญ่เท่าภาคส่งออก แต่เขาตั้งคำถามฝากไว้ให้รัฐบาลได้คิดต่อว่าควรให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศมากกว่าตัวเลขส่งออกหรือไม่
“จีดีพีส่งออกเป็นของผู้ผลิตคนไทยหรือไม่ ? คำตอบคือไม่ใช่ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติมาลงทุนผลิตในไทยแล้วส่งออก ไทยได้เพียงค่าแรง องค์ความรู้หรือนวัตกรรมก็ไม่ได้ แล้วเราจะอยู่กับตัวเลขแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ถ้าเทียบกับภาพการจับจ่ายในประเทศ ไปเดินตลาดแล้วพ่อค้าแม่ค้าวิ่งมากอด รัฐบาลจะเลือกแบบไหน เราอยู่แบบที่รายย่อยมีเงินในมือจริง ๆ จะมีความสุขมากกว่าอยู่กับตัวเลขส่งออกที่ไม่ใช่ของไทยไหม”
สุดท้าย เมื่อถามถึงภาพความท้าทายในอนาคตและความคาดหวังของผู้ประกอบการรายย่อย ประธานสมาพันธ์ SME ไทยตอบว่า “เรื่องเหล่านี้พูดมา 10 ปีแล้วยังอยู่ที่เดิม เพราะฉะนั้นใน 3 ปีหรือ 5 ปีต่อจากนี้ไม่ได้คาดหวังสิ่งใหม่ แต่คาดหวังว่าสิ่งที่พูดมาหลายปีจะมีการทำให้เกิดขึ้นได้จริง” โดยย้ำว่า การเข้าถึงแหล่งทุนเป็นความท้าทายและเป็นหัวใจของทุกสิ่งในการประกอบกิจการของผู้ประกอบการรายย่อยมาตลอด