Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
กรุงไทยชี้ SME ไทย 15 กลุ่มเปราะบางสูงต่อภาษีสหรัฐฯ ต้องเสริมแกร่ง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

กรุงไทยชี้ SME ไทย 15 กลุ่มเปราะบางสูงต่อภาษีสหรัฐฯ ต้องเสริมแกร่ง

30 ม.ค. 69
16:01 น.
แชร์

ปี 2025 การค้าโลกเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ จากการที่สหรัฐฯจัดระเบียบการค้าใหม่ ด้วยการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการ ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อลดการขาดดุลการค้าและปกป้องอุตสาหกรรมสำคัญในประเทศ โดยสหรัฐฯ ได้เรียกเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในอัตรา 19% กับสินค้าจากไทยที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ พร้อมทั้งมีข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน ครอบคลุมการซื้อขายสินค้าในกลุ่มเกษตร พลังงาน และการบิน 

มาตรการการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ เป็นแรงกดดันสำคัญต่อรายได้ภาคการส่งออกของไทย ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในฐานะตลาดส่งออกอันดับ 1 การปรับขึ้นภาษีนำเข้าไม่เพียงเพิ่มต้นทุนให้ผู้ส่งออก แต่ยังท้าทายขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างจำกัด มีฐานะทางการเงินอ่อนแอ และต้องรับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่แล้ว ความท้าทายนี้จึงอาจกระทบต่อความสามารถในการรักษาอัตรากำไรและการขยายตลาดของ SME ไทยในระยะยาว

SME ไทยเปราะบางแค่ไหน และจะต้องปรับตัวหรือแก้ไขปัญหาอย่างไรเพื่อให้สามารถอยู่รอดภายใต้ความท้าทายในปัจจุบันและความท้าทายที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ? คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในบทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ซึ่งฉายภาพสถานการณ์การส่งออกสินค้าของ SME ไปยังสหรัฐฯ ประเมินความเปราะบางของผู้ส่งออก SME ในแต่ละกลุ่มสินค้า พร้อมการแนะแนวทางปรับตัวสำหรับ SME กลุ่มเสี่ยง และแนวทางการแก้ปัญา-พัฒนาสำหรับภาครัฐ 

SME ไทยอ่อนแอท่ามกลางความท้าทายใหม่

บทวิเคราะห์ของ Krungthai COMPASS ให้ข้อมูลว่า ภาคการส่งออกเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของ SME ไทย โดยมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าที่เข้มงวดของสหรัฐฯ จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออก SME ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ในปี 2024 ผู้ประกอบการ SME ไทยมีมูลค่าการส่งออกรวม 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็น 18% ของ GDP ในภาค SME) โดย 3 ปีที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมามีมูลค่าส่งออกไปยังสหรัฐฯ 6,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (18% ของมูลค่าที่ SME ส่งออกไปทั่วโลก) 

Krungthai COMPASS มองว่า แม้จะมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ SME ไทยยังมีข้อจำกัดในการรับแรงกดดันจากต้นทุนและความผันผวนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นในอนาคต สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในมิติทางการเงิน พิจารณาจากข้อมูลเครื่องชี้สถานการณ์ SME โดย สสว. พบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดัชนีรายได้ต่อดัชนีต้นทุนของ SME ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องและมีค่าต่ำกว่า 1 ในปี 2025 ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการสร้างรายได้ของ SME เติบโตไม่ทันต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรถูกบีบและกันชนทางการเงินลดลง อีกทั้งผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะรายย่อย (Micro) มีเงินทุนสำรองและสภาพคล่องที่จำกัด 

นอกจากนี้ สินทรัพย์รวมของ SME ยังปรับลดลง ขณะที่สัดส่วนหนี้สินต่อทุนปรับเพิ่มขึ้น โดยที่ยังคงมีปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะยาวของสถาบันการเงิน ชี้ให้เห็นถึงข้อกำจัดในการสะสมทุนและขยายกิจการของ SME ท่ามกลางภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นและต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนระยะสั้นที่มีต้นทุนสูง

“SME ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันซ้ำเติมจากบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะจากมาตรการจัดระเบียบการค้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่มีการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าหลายรายการ อีกทั้งยังมีแนวโน้มบังคับใช้กฎระเบียบด้านถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวดมากขึ้น ภายใต้บริบทใหม่นี้ ผู้ส่งออก SME ที่มีอัตรากำไรบาง มีความยืดหยุ่นในการปรับโครงสร้างต้นทุนจำกัด และพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนสูง จึงมีความเปราะบางสูงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลก” Krungthai COMPASS ระบุ 

ภาษีสหรัฐฯ กระทบสินค้าส่งออก SME ไทย

Krungthai COMPASS อธิบายว่า การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สำหรับแต่ละสินค้าประกอบด้วยภาษีหลายประเภท ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะเป็นภาระภาษีรวมที่ผู้ส่งออกต้องเผชิญ ส่วนแรก คือ ภาษีนำเข้าพื้นฐาน (MFN rate) ซึ่งเป็นภาษีนำเข้าปกติที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากประเทศคู่ค้าภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) อีกส่วนคือ ภาษีส่วนเพิ่มจากมาตรการการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ประกอบด้วย (1) ภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) ที่สหรัฐเรียกเก็บจากประเทศคู่ค้าแตกต่างกัน เพื่อสร้างความสมดุลทางการค้า (2) ภาษีเฉพาะ (Sectoral tariff) ที่สหรัฐฯ กำหนดแบบเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหรือประเภทสินค้าตามประกาศเพิ่มเติม เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ กลุ่มโลหะ เป็นต้น และ (3) ภาษีลงโทษสำหรับสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment penalty) กรณีที่มีการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อเลี่ยงภาษี หรืออาจรวมถึงสินค้าที่มีสัดส่วน Regional Value Content (RVC) หรือ Local Value Content (LVC) ต่ำ จะถูกเก็บภาษีเพิ่ม 40% แต่ยังมีสินค้าบางรายการที่ปัจจุบันได้รับการยกเว้นการขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรการจัดระเบียบการค้าใหม่ของสหรัฐฯ

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตรา 19% และภาษีเฉพาะ โดยยังมีบางสินค้าที่ได้รับการยกเว้นการขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรการดังกล่าว สำหรับภาษีลงโทษสำหรับสินค้า Transshipment แม้ปัจจุบันจะยังไม่ถูกนำมาบังคับใช้ในวงกว้าง แต่ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในระยะถัดไปมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศต้นทางของสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงด้านการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนสูง หรือมีสัดส่วน RVC และ LVC ต่ำ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ผู้ส่งออกจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

Krungthai COMPASS ให้ข้อมูลว่า สินค้าหลักของ SME ไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ส่วนใหญ่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับสูงกว่าภาพรวม และกำลังเผชิญอัตราภาษีนำเข้าที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยจากข้อมูลการส่งออกในปี 2024 สินค้าที่ SME ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นมูลค่ามากอันดับ 1 คือ โทรศัพท์และส่วนประกอบ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกกว่าปีละ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นกว่า 27% ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ทั้งหมดของ SME ไทย และเป็นสินค้าที่สัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 54% เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกไปยังทั่วโลก 

Krungthai COMPASS ระบุว่า สินค้าที่ SME ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง มีแนวโน้มที่จะถูกเก็บภาษีนำเข้าตามที่สหรัฐฯ ประกาศในอัตราที่สูงกว่า โดยความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ และอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ย พบว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่า 60% หลายรายการถูกจัดเก็บภาษีเฉลี่ยในระดับ 20%-30% หรือสูงกว่า 

“ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ผู้ส่งออกอาจมีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้นำเข้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะกรณีที่มีอำนาจต่อรองต่ำกว่า ย่อมทำให้ความสามารถในการทำกำไรของผู้ส่งออก SME ไทยถูกกดดันตามไปด้วย ผู้ส่งออกสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับสูง จึงมีแนวโน้มที่จะมีความเปราะบางสูงกว่าผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มอื่น”

15 กลุ่มสินค้า SME เปราะบางสูง 

เนื่องจากผู้ส่งออกสินค้าแต่ละกลุ่มได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน Krungthai COMPASS จึงประเมินว่าผู้ส่งออก SME ในแต่ละกลุ่มสินค้ามีศักยภาพรับภาระภาษีได้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับผลประกอบการในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนระดับความเปราะบางของผู้ส่งออกในแต่ละกลุ่มสินค้า  

ในการประเมินความเปราะบางของผู้ส่งออก SME ไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ Krungthai COMPASS มีขอบเขตของการวิเคราะห์ คือ สินค้าระดับ ‘HS code 6 หลัก’ ที่ SME ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 จากนั้นนำมาจัดเป็นกลุ่มสินค้าเป็น 31 กลุ่ม โดยพิจารณาความเปราะบางของผู้ส่งออก SME จาก 3 ปัจจัย คือ (1) สัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ของสินค้าส่งออกหลักที่ SME ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ (2) สัดส่วนของสินค้าไทยในการนำเข้าของสหรัฐฯ เพื่อสะท้อนถึงอำนาจต่อรองของผู้ส่งออกไทย และ (3) ความสามารถในการรับภาระภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของผู้ส่งออก SME โดยพิจารณาอัตราภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเทียบกับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) ภายใต้สมมติฐาน 2 กรณี คือ ผู้ส่งออกรับภาระภาษีส่วนเพิ่ม 50% และผู้ส่งออกรับภาระภาษีส่วนเพิ่มทั้งหมด 100%

การประเมินความเปราะบางของผู้ส่งออก SME ไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มระดับความเปราะบาง คือ (1) ถูกกระทบน้อย พึ่งพาสหรัฐฯ ต่ำ (2) เริ่มมีความเสี่ยงแต่ยังรับไหว (3) เริ่มเปราะบาง ยังพอมีอำนาจต่อรอง (4) เปราะบางสูง อำนาจต่อรองต่ำ (5) เปราะบางสูงสุด 

ผลการประเมินพบว่า มีผู้ส่งออกสินค้า 15 กลุ่ม (จาก 31 กลุ่ม) ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบางสูงและกลุ่มเปราะบางสูงสุด ได้แก่ เครื่องหอม, เฟอร์นิเจอร์ไม้, กระเป๋าเดินทาง, กระติกสุญญากาศและส่วนประกอบ, ถุงและกระสอบพลาสติก, น้ำผลไม้, หินสังเคราะห์สำหรับตกแต่งอาคาร, ระบบกันสะเทือนของรถยนต์, พลาสติกปูพื้นและผนัง, สายไฟฟ้า สายเคเบิล, เฟอร์นิเจอร์โลหะ, โคมไฟและหลอดไฟ, ของใช้ในบ้านทำจากอะลูมิเนียม เช่น ภาชนะ เครื่องครัว, ลวดและตะปูเหล็ก และอุปกรณ์เชื่อมต่อท่อทองแดง ทั้งนี้ สินค้า 15 กลุ่มนี้มีมูลค่าส่งออกในปี 2024 รวมกันกว่า 678 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 23,700 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11% ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าหลายกลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกระบุเป็น Transshipment จากการเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มใช้วัตถุดิบในภูมิภาคหรือในประเทศในสัดส่วนที่ต่ำ สะท้อนถึงความเสี่ยงส่วนเพิ่มของสินค้าหลักที่ SME ส่งออกไปยังสหรัฐฯ และความเปราะบางด้านโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของ SME ไทย ดังนั้น การเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการใช้วัตถุดิบในประเทศ ควบคู่กับการมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ จึงเป็นแนวทางสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว และยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแหล่งกำเนิดของสินค้าไทยในกลุ่มอื่น ๆ ด้วย

แนะยกระดับการผลิตและการบริหารต้นทุน

Krungthai COMPASS ชี้ว่า การยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารต้นทุน จะเป็นกันชนสำคัญของผู้ส่งออก SME ไทยในภาวะที่ต้นทุนทางการค้าและภาษีนำเข้าปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ส่งออกในกลุ่มเปราะบางสูงถึงสูงสุด ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) บาง ไม่สามารถรองรับภาษีนำเข้าส่วนเพิ่มได้และขาดอำนาจต่อรองราคา อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันจากการเบี่ยงเบนเส้นทางการค้า (Trade Diversion) สำหรับสินค้าที่ยังมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ ระดับต่ำ และยังมีศักยภาพในการแข่งขันด้านราคาจากการมี GPM ที่อยู่ในระดับสูง เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันด้านราคาและชิงส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ จากประเทศคู่แข่งถูกเรียกเก็บภาษีสูงกว่า 

สำหรับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารต้นทุนสามารถนั้น Krungthai COMPASS แนะว่า สามารถทำได้โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อการปรับขั้นตอนการทำงาน ลดเวลาและต้นทุนต่อหน่วย ลดความผิดพลาดและการพึ่งพาแรงงาน เพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการจัดส่ง รวมถึงลดอัตราการสูญเสียในกระบวนการผลิต เป็นต้น 

ชี้แนวทางยกระดับความสามารถการแข่งขัน

Krungthai COMPASS แนะอีกว่า การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทยผ่านนวัตกรรมและการรับรองมาตรฐานสากล เป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) ของ SME ไทยในระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเปราะบางสูงถึงเปราะบางสูงสุด ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง มีอำนาจต่อรองและความสามารถในการทำกำไรจำกัด 

การลงทุนวิจัยและพัฒนา การออกแบบสินค้าให้มีความแตกต่าง รวมถึงการได้รับการรับรองมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อมหรือความยั่งยืน จะช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันด้วยคุณภาพมากกว่าราคา และก้าวขึ้นไปมีบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลกในระดับที่สูงขึ้น อีกทั้งเป็นการขยายตลาดใหม่ ๆ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง สอดคล้องกับแนวทางของโครงการ Reinvent Thailand ที่มุ่งเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มและเสริมศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมไทย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน

นอกจากนั้น Krungthai COMPASS แนะว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศและการเพิ่มสัดส่วน Local Content ตลอดจนมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใส มีความสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการส่งออกและเศรษฐกิจของ SME โดยรวม ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศ การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่กับ SME 

ผลที่ตามมาจากการดำเนินการเหล่านี้จะไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบทางการค้า แต่ยังเพิ่มความโปร่งใสของแหล่งกำเนิดสินค้าและเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก อีกทั้งยังเป็นการสร้างฐานรายได้ใหม่และกระจายรายได้ภายในประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตรายใหญ่กับ SME ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของมูลค่าเพิ่มภายในเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ของผู้ประกอบการ SME ไทยในห่วงโซ่อุปทานและลดการรั่วไหลของมูลค่าเพิ่มไปยังต่างประเทศ

แชร์
กรุงไทยชี้ SME ไทย 15 กลุ่มเปราะบางสูงต่อภาษีสหรัฐฯ ต้องเสริมแกร่ง