
ภาคอุตสาหกรรมเป็นเครื่องยนต์หลักในการยกระดับเศรษฐกิจไทยและรายได้ของคนไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และในปัจจุบันก็ยังคงมีบทบาทสำคัญ ทั้งในแง่การสร้างมูลค่าเพิ่ม การยกระดับรายได้แรงงาน และการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ แม้ว่าภาคบริการจะมีบทบาทมากขึ้นในระยะหลัง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีหลัง เศรษฐกิจไทยเผชิญกับภาวะการเติบโตต่ำ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมยังไม่สามารถกระดับให้ทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยุคใหม่และบริบทโลกได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยภาพรวมอุตสาหกรรมไทยจึงมีความสามารถในการแข่งขันน้อยลง
ในบริบทดังกล่าว ภาคเอกชนรายใหญ่ได้ร่วมผลักดันแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมไทย ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี ร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชนจัดงาน “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน...SMART INDUSTRY” เพื่อหาแนวทางให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักการเติบโตต่ำ โดยเฉพาะ SME ที่เผชิญความยากลำบากท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและวิกฤตความขัดแย้งในระดับโลก
ทั้งนี้ ภาคเอกชนมองว่า การผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นกลไกหนึ่งที่จะพลิกฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมไทยได้
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เดินหน้าเศรษฐกิจไทย ดันอุตสาหกรรมเติบโต” ในงาน “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน...SMART INDUSTRY” ว่า หากต้องการให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญ คือ
1. การลงทุนในพลังงานสะอาด โดยภาครัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบสายส่งไฟฟ้า ขณะที่ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผลิตไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการ
2. การเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Industry โดยลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI
3. การใช้วิกฤตพลังงานเป็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว โดยเฉพาะการพัฒนา ไบโอเอทิลีน (Bio-Ethylene) ซึ่งสามารถผลิตจากเอทานอลแทนน้ำมันได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันเอทิลีนส่วนใหญ่ยังผลิตจากน้ำมัน ซึ่งจะเห็นว่าเมื่อเกิดความขัดแย้งจะส่งผลต่อการขนส่งและวัตถุดิบในการแปรรูป ขณะที่ประเทศไทยมีวัตถุดิบทางการเกษตรจำนวนมากที่ใช้แทนได้ ทั้งอ้อยและมันสำปะหลัง จึงควรเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมนี้เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของประเทศ
“ถ้าทำสามเรื่องนี้ได้ จะเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด...” ดร.เอกนิติกล่าว
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติกล่าวว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SME จำนวนมากยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart and Green Industry ได้ ดังนั้น มาตรการของรัฐจะใช้แนวคิด ‘พี่ช่วยน้อง’ ให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยผู้ประกอบการรายเล็กปรับตัว ทั้งด้านดิจิทัล AI และอุตสาหกรรมสีเขียว โดยรัฐพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การหักภาษีได้สองเท่า เพื่อจูงใจให้บริษัทใหญ่ช่วยพัฒนา SME ในซัพพลายเชน
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังขับเคลื่อนนโยบายยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Industry และ Industry 4.0 ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และนวัตกรรมใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพสินค้า และขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว
ดร.ณัฐพลกล่าวว่า อีกโจทย์หนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรม คือ จำเป็นต้องควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม เนื่องจากหลายพื้นที่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโรงงานต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม หากไม่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมก็อาจเผชิญข้อจำกัดในอนาคต
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างรายได้ของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีภาคบริการคิดเป็นประมาณ 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภาคอุตสาหกรรม 29.7% และภาคเกษตร 8.7% แต่เมื่อพิจารณาในมิติรายได้ต่อหัว ภาคอุตสาหกรรมยังเป็นภาคเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าสูงที่สุด โดยใช้แรงงานเพียงราว 22% ของประเทศ ขณะที่ภาคเกษตรใช้แรงงานประมาณ 34% แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำกว่าอย่างมาก
ส่วนโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยยังพึ่งพาภาคการผลิตหลักเพียงไม่กี่กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ซึ่งรวมกันคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ขณะเดียวกันผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มีสัดส่วนต่อ GDP ประมาณ 35% ยังต่ำกว่าหลายประเทศที่มีสัดส่วนมากกว่า 60% สะท้อนว่ายังมีพื้นที่ในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการกลุ่มนี้อีกมาก
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวอีกว่า การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการ ซึ่งช่วยยกระดับรายได้ต่อหัวของประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตต้องเผชิญความผันผวนหลายครั้ง และบทเรียนจากวิกฤตต่าง ๆ สะท้อนว่า เมื่อโลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มักนำไปสู่ “New Normal” ที่จะไม่ย้อนกลับไปเป็นเหมือนในอดีต อย่างเช่น วิกฤตน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970-1980 ที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นเติบโตจากจุดแข็งด้านการประหยัดพลังงาน หรือวิกฤตโควิด-19 ที่เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและการทำงานออนไลน์
สำหรับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมมองว่า ไทยจำเป็นต้องปรับวิธีคิดและแนวทางพัฒนาใหม่ โดยใช้ภาคอุตสาหกรรมเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจในระดับจังหวัด อย่างไรก็ตาม หลายพื้นที่ยังเผชิญข้อจำกัดในการกำหนดทิศทางพัฒนา โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านผังเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แม้แต่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับแล้ว แต่พื้นที่ที่สามารถใช้พัฒนาเศรษฐกิจได้จริงยังมีไม่มากนัก
ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงโครงสร้างยังสะท้อนบทบาทของภาคอุตสาหกรรมต่อเศรษฐกิจระดับพื้นที่อย่างชัดเจน โดย 10 จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดของประเทศล้วนเป็นจังหวัดอุตสาหกรรม สะท้อนว่าภาคการผลิตยังคงเป็นฐานสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับหลายพื้นที่ หากสามารถสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน ก็จะช่วยเปิดทางให้การพัฒนาเศรษฐกิจระดับจังหวัดเดินหน้าได้มากขึ้น
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวคิด “อุตสาหกรรมเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน คู่ชุมชน” โดยมุ่งดำเนินงานใน 4 มิติหลัก ได้แก่ การยกระดับธุรกิจสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ การสร้างความเป็นอยู่ร่วมกันระหว่างสถานประกอบการกับชุมชน การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน และการกระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่
ในมิติของการพัฒนาอุตสาหกรรม กระทรวงมุ่งผลักดันให้ภาคธุรกิจเร่งนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันการพัฒนาอุตสาหกรรมต้องคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมโดยรอบ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
อีกด้านหนึ่ง ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาและมาตรฐานสากล ซึ่งมีบทบาทต่อการค้าโลกมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และมาตรฐานแรงงาน ตัวอย่างเช่น มาตรการ IUU Fishing ที่เคยส่งผลให้ธุรกิจห้องเย็นในภาคใต้ลดจำนวนลงอย่างมาก สะท้อนว่าการไม่ปรับตัวตามกติกาสากลสามารถกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรมได้
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้นำนโยบายมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติ ผ่านแนวทางสำคัญ ดังนี้
1. การยึดคืนพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีคุณภาพกลับมาให้ประเทศ ผ่านทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะยาวจะมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยกากอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันยังรวมอยู่ในพระราชบัญญัติโรงงาน ทำให้มาตรการกำกับดูแลยังไม่รัดกุมเพียงพอ กระทรวงจึงมีแนวคิดแยกกฎหมายออกเป็นสองฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติโรงงาน เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจ และพระราชบัญญัติกากอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลและจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
2. การเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมระบบราง และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
3. การยกระดับผู้ประกอบการ SME ให้มีบทบาทต่อเศรษฐกิจมากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการมีส่วนร่วมของ SME ต่อ GDP ให้มากกว่า 35% ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ (creativity) เพื่อเพิ่มมูลค่า และด้านประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืน (sustainable productivity)
นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังเตรียมเปิดพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมประมาณ 5% สำหรับ SME เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าไปดำเนินธุรกิจและเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้โดยตรง
“กลไกที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะขับเคลื่อนภายใต้นโยบายนี้ จะทำให้ SME มีตัวช่วยมากขึ้น เราอยากเห็นบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาช่วยดูแลและสนับสนุน ทั้งในเรื่องการพัฒนา smart industry เพื่อให้โรงงานขนาดเล็กเติบโต และการเชื่อมโยงซัพพลายเชนให้เดินไปด้วยกัน เพราะหากเติบโตไปด้วยกันได้ อุตสาหกรรมไทยก็จะแข็งแรงขึ้นอีกมาก”
นอกจากนั้น ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมชี้แจงว่า ผู้ประกอบการรายเล็กต้องเข้าใจด้วยว่า ภาครัฐจำเป็นต้องช่วยเหลือบริษัทใหญ่ เพราะหากบริษัทใหญ่อยู่ไม่ได้ บริษัทเล็กในซัพพลายเชนก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ในทางกลับกัน หากบริษัทใหญ่แข็งแรง บริษัทใหญ่จะช่วยบริษัทเล็กในห่วงโซ่อุปทานได้อีกมาก
ด้านภาคเอกชน ดร.ชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมไทยจะก้าวกระโดดได้ ภาคเอกชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ร่วมลงมือทำ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เปลี่ยนสินค้าทุนนำเข้ามูลค่าปีละ 7.6 ล้านล้านบาท ซึ่งไหลออกนอกประเทศ ให้เป็นเศรษฐกิจภายในประเทศ อย่างเช่น เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การแพทย์ ก๊าซธรรมชาติ อาวุธ ยานพาหนะ
ดร.ชนะบอกว่า หากอุตสาหกรรมไทยสามารถผลิตสินค้าเหล่านี้ในประเทศได้เพียง 30-50% ของปริมาณนำเข้า ก็จะสร้างมูลค่าราว 2-4 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น 10-20% ของ GDP ส่งผลเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้ SME และเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นเกราะป้องกันวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ด้วย หากไทยผลิตสินค้าทุนในประเทศได้ 30-50% ของที่นำเข้าอยู่ จะสามารถสร้าง resilience ได้ใน 3 มิติ คือ ความมั่นคงด้านพลังงาน ความยืดหยุ่นของ Supply Chain และความสามารถในการรับมือวิกฤตระยะยาว
ดร.ชนะกล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดดสู่ SMART INDUSTRY คือ “5 SMART + ร่วมลงมือทำ” ประกอบด้วย
ทั้ง 5 SMART นี้ พลัสด้วย PPPP Model (Public Private People Partnership) ความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ร่วมทำบนจุดแข็งของตัวเอง ยกระดับ ‘สระบุรีโมเดล’ ที่ประสบความสำเร็จ ให้เป็น Thailand Model เพื่อขยายผลวิธีการทำงานด้วยความร่วมมือ โดยภาครัฐมีแนวทางเอกชนขับเคลื่อน และประชาชนได้ประโยชน์
นอกจากนี้ ดร.ชนะบอกว่า ประเทศต้องมีพลังขับเคลื่อนให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาวด้วยการสร้าง “3 ทุน” คือ ทุนมนุษย์ (human capital) เอกชนร่วมออกแบบหลักสูตรการศึกษา เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ทุนข้อมูล (information capital) เชื่อมโยงข้อมูลทุกมิติระดับชาติ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนแฝง และทุนองค์กร (organization capital) ขับเคลื่อนนโยบายด้วยวัฒนธรรมความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน
“ถึงเวลาที่ภาคเอกชนและภาครัฐต้องร่วมกันทำอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และเข้าใจบริบทของกันและกัน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โดยเริ่มเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา เพิ่ม productivity และ GDP ของประเทศให้โตขึ้น 2 เท่า และเพิ่มสัดส่วน GDP ของ SME จาก 35% เป็น 50% ให้ได้ เพื่ออนาคตที่อุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้และผงาดสู่ความเป็น 1 ในภูมิภาค” ดร.ชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าว