Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
รมว.คลังเปิดแผนดัน SME คว้าโอกาสโตกระโดดจากเทรนด์โลก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

รมว.คลังเปิดแผนดัน SME คว้าโอกาสโตกระโดดจากเทรนด์โลก

9 มี.ค. 69
19:26 น.
แชร์

สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก กำลังตอกย้ำให้หลายประเทศต้องเร่งเสริมความแข็งแกร่งจากภายใน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว สำหรับประเทศไทย สถานการณ์นี้เป็นทั้งความท้าทายและสัญญาณเตือนให้ภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ในภาคการผลิตต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้พร้อมคว้าโอกาสจากเทรนด์โลก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เดินหน้าเศรษฐกิจไทย ดันอุตสาหกรรมเติบโต” ในงาน “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน...SMART INDUSTRY” ณ สำนักงานใหญ่เอสซีจี (SCG) ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ว่า สถานการณ์วิกฤตพลังงานในขณะนี้สะท้อนภาพโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับตัว ไม่ใช่เฉพาะภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่รวมถึงภาคเกษตร ภาคบริการ บุคคลทั่วไป และประเทศไทยโดยรวม

ดร.เอกนิติบอกอีกว่า ในงาน World Economic Forum 2026 ที่ดาวอส เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทุกคนได้เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เร็วและรุนแรงกว่าที่ทุกคนคาด อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติชี้ว่า โจทย์ของไทยในเวลานี้ คือ ไทยจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างไร โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME)

โลกเปลี่ยนเร็ว ‘3 เมกะเทรนด์’ เขย่าเศรษฐกิจ

รองนายกฯ และ รมว.คลัง อธิบายว่า การที่ไทยจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและ SME เราจำเป็นต้องเข้าใจภาพใหญ่ก่อนว่าปัจจุบันโลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นความท้าทายของไทย 3 เรื่อง

เรื่องแรก คือ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เห็นชัดมาหลายปี โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯกับจีน ที่ใช้มาตรการภาษีตอบโต้กัน ทำให้โลกเริ่มแบ่งขั้วมากขึ้น วิกฤตพลังงานในปัจจุบันก็เป็นส่วนหนึ่งของผลกระทบจากโลกที่แตกออกเป็นหลายขั้ว และยังจะมีผลกระทบอื่นตามมาอีกมาก

“ในการประชุมที่ดาวอสล่าสุด หลายฝ่ายพูดถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจน ทุกคนรู้ว่าความขัดแย้งกำลังจะเกิดขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะรุนแรงและรวดเร็วเช่นนี้ สิ่งที่เห็นในวันนี้ คือ Geopolitics ผสมกับ Geoeconomics หรือการนำเศรษฐกิจมาเป็นเครื่องมือในความขัดแย้งระหว่างประเทศ”

เรื่องที่สอง คือ เทคโนโลยี ซึ่งกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก่อนหน้านี้โลกพูดถึง Smart Industry หรือระบบอัตโนมัติ แต่วันนี้เทคโนโลยีก้าวไปไกลกว่านั้นมาก หลายระบบสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ ใครที่ไม่สามารถตามกระแสเทคโนโลยีนี้ได้จะตกขอบ ตั้งแต่ระดับประเทศ ภาคธุรกิจ ไปจนถึงระดับบุคคล สำหรับคนทั่วไป ความหมายของการตามไม่ทันคือ การตกงาน

อย่างไรก็ตาม หากสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้ก็จะกลายเป็นโอกาส โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมที่มีจำนวนแรงงานลดลง เทคโนโลยีสามารถช่วยให้คนทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มนุษย์จำเป็นต้องฉลาดกว่า AI เพราะเป็นผู้กำหนดคำสั่งและควบคุมการทำงาน จึงไม่ควรเชื่อ AI ทุกอย่าง

เรื่องที่สาม คือ สิ่งแวดล้อม ซึ่งเห็นผลกระทบชัดขึ้นจากภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วมใหญ่ในปีที่ผ่านมา และความเสี่ยงภัยแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในปีนี้ ดังนั้น โลกจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“นี่คือสามเรื่องใหญ่ที่เราเห็นกันมาสักพักแล้ว แล้วเราจะปรับตัวและก้าวกระโดดอย่างไร” ดร.เอกนิติย้ำ

คลื่นย้ายฐานผลิตรอบใหม่ โอกาสที่ไทยต้องรีบคว้า

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ใช่เรื่องใหม่ หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลายครั้ง วิกฤตพลังงานก็เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง เช่น ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อไม่กี่ปีก่อน สิ่งสำคัญเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น คือ การปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์

ดร.เอกนิติชี้ให้เห็นว่า ไทยเคยคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลกมาแล้ว ตัวอย่างสำคัญคือช่วงปี 1980 เมื่อสหรัฐและยุโรปกดดันให้ญี่ปุ่นทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็วจากข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตในญี่ปุ่นสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากย้ายฐานการผลิตมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งไทยสามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ได้ เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม เช่น โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด รวมถึงระบบสาธารณูปโภคอย่างน้ำและไฟฟ้าที่พร้อมรองรับการลงทุน

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน รมว.คลังมองว่า คล้ายกันกับช่วงนั้น เพราะโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจาก Geopolitics และ Geoeconomics อีกครั้ง แต่ความแตกต่าง คือ ปัจจุบันมีประเทศที่เข้าไปเกี่ยวข้องในความขัดแย้งจำนวนมากขึ้น และขนาดของปัญหาใหญ่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม รมว.คลังมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คล้ายกับช่วงทศวรรษ 1980 คือ บริษัทต่างชาติเริ่มย้ายฐานการผลิตมายังไทยและอาเซียนมากขึ้น สะท้อนจากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในปีที่ผ่านมามีมูลค่าถึง 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% เพราะนักลงทุนพิจารณาเลือกฐานการผลิตจาก “ความเป็นกลางของอาเซียน”

Smart & Green Industry คือคำตอบ

รมว.คลังกล่าวอีกว่า ในช่วงปี 1980 ไทยคว้าโอกาสได้เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ แต่ในปัจจุบัน สิ่งที่บริษัทต่างชาติต้องการ คือ พลังงานสะอาด หรือไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ไทยต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ Smart and Green Industry (อุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) โดยภาครัฐต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด

ดร.เอกนิติชี้ว่า ช่วงเวลานี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย หากไม่เร่งลงทุนพลังงานสะอาดตั้งแต่ตอนนี้ ไทยอาจตกขบวนของการลงทุนโลก เพราะโครงการด้านพลังงานต้องใช้เวลานาน ไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุน ทั้งโซลาร์ลอยน้ำหรือโซลาร์ฟาร์มต่าง ๆ เพื่อคว้าโอกาสที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตาม รมว.คลังบอกว่า ภาครัฐไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพัง จำเป็นต้องร่วมมือกับภาคเอกชน เพราะภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและฐานะการคลัง ดังนั้น จึงเสนอแนวคิด Public Private Partnership for Planet (PPPP) ให้รัฐและเอกชนร่วมกันลงทุน โดยรัฐมีทรัพยากร เช่น ที่ดิน เขื่อน และอ่างเก็บน้ำ ที่สามารถเปิดให้เอกชนเข้าไปพัฒนาโครงการโซลาร์ลอยน้ำได้ ขณะเดียวกัน รัฐต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน อย่าง ระบบส่งไฟฟ้า ซึ่งมองว่าจะไม่ใช้เงินงบประมาณ แต่จะใช้เงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund: IFF)

‘พี่ช่วยน้อง’ โมเดลดัน SME เข้าสู่ซัพพลายเชนสีเขียว

รมว.คลังกล่าวอีกว่า ในขณะที่ภาครัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุน ภาคอุตสาหกรรมเองก็ต้องปรับตัว ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ แต่ต้องรวมถึงผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือ SME ด้วย

ดร.เอกนิติชี้ว่า ปัจจุบัน SME ไทยยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart and Green Industry ขณะที่บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ มีการวัดการปล่อยคาร์บอนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน แม้ว่าบริษัทใหญ่ของไทยอย่าง SCG สามารถทำได้ แต่บริษัทเล็กจำนวนมากยังไม่พร้อม ดังนั้น บริษัทใหญ่จึงต้องช่วยดึง SME ในซัพพลายเชนให้ปรับตัวไปด้วย เพราะบริษัทใหญ่จะไม่สามารถเติบโตได้เพียงลำพัง หากไม่มีบริษัทเล็กในซัพพลายเชน

รมว.คลังเผยว่า มาตรการของรัฐที่เตรียมไว้สำหรับช่วย SME จะเน้นมาตรการ ‘พี่ช่วยน้อง’ ให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยผู้ประกอบการรายเล็กปรับตัว ทั้งในด้านดิจิทัล AI และอุตสาหกรรมสีเขียว โดยรัฐพิจารณาจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การหักภาษีได้สองเท่า เพื่อจูงใจให้บริษัทใหญ่ช่วยพัฒนาบริษัทเล็กในซัพพลายเชน

รมว.คลังแสดงความเห็นอีกว่า เมื่อมีบริษัทใหญ่คอยสนับสนุนบริษัท SME ธนาคารก็จะมีความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อให้ SME มากขึ้น เพราะการเป็นซัพพลายเชนที่ได้รับการช่วยเหลือจากบริษัทใหญ่ช่วยให้ความเสี่ยงของ SME ต่ำลง

แพ็กเกจช่วย SME สินเชื่อ – เงินทุน – ภาษี

ในการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวของ SME รมว.คลังเห็นว่า ปัจจุบันมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการของไทยยังกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่ตนเองมองว่า ควรรวบรวมมาตรการให้เป็นระบบเดียวกัน จึงได้ให้นโยบายในเรื่องนี้ไปแล้ว

นอกจากนั้น รมว.คลังบอกว่า มาตรการช่วยเหลือบางส่วนมีข้อจำกัดที่ SME ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ตัวอย่างหนึ่ง คือ โครงการสนับสนุนของ BOI ที่มีเงินช่วยเหลือ 50% สำหรับ SME ในการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต แต่เงื่อนไขเดิมกำหนดให้ SME ต้องลงทุนเองก่อน ซึ่งเป็นอุปสรรคเพราะผู้ประกอบการขนาดเล็กไม่มีเงินทุน จึงได้เสนอแนวทางใหม่ โดยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อก่อน โดยมีบีโอไอค้ำประกัน เมื่อโครงการลงทุนเสร็จแล้ว ผู้ประกอบการจึงเบิกเงินสนับสนุนจากบีโอไอมาชำระคืนธนาคาร

ดร.เอกนิติสรุปว่า กลไกที่จะช่วยให้ SME โตก้าวกระโดด จะใช้เครื่องมือหลายรูปแบบ ทั้งภาษี เงินสนับสนุน และสินเชื่อจากธนาคารของรัฐ โดยจัดทำเป็นแพ็กเกจเดียวกัน และเสนอให้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เป็นผู้คัดเลือกบริษัทที่ควรได้รับการสนับสนุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้สิทธิ์โดยผู้ประกอบการที่ไม่เหมาะสม

“เราต้องการช่วยผู้ประกอบการที่มีศักยภาพให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยภาครัฐช่วยในเรื่องสินเชื่อ และทุนให้เปล่า เพื่อให้เปลี่ยนอุตสาหกรรมไทยไปสู่ Smart Industry”

3 ภารกิจเร่งด่วน ดันอุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด

รมว.คลังสรุปในช่วงท้ายว่า หากต้องการให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญ คือ (1) การลงทุนในพลังงานสะอาด โดยภาครัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบสายส่งไฟฟ้า ขณะที่ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผลิตไฟฟ้าสีเขียว เมื่อมีการลงทุนเพิ่มขึ้น ต้นทุนพลังงานสะอาดก็จะลดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการ (2) การเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Industry โดยลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI

และ (3) การใช้วิกฤตพลังงานเป็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว โดยเฉพาะการพัฒนา ไบโอเอทิลีน (Bio-Ethylene) ซึ่งสามารถผลิตจากเอทานอลแทนน้ำมันได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันเอทิลีนส่วนใหญ่ยังผลิตจากน้ำมัน ซึ่งจะเห็นว่าเมื่อเกิดความขัดแย้งจะส่งผลต่อการขนส่งและวัตถุดิบในการแปรรูป ขณะที่ประเทศไทยมีวัตถุดิบทางการเกษตรจำนวนมากที่ใช้แทนได้ ทั้งอ้อยและมันสำปะหลัง จึงควรเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมนี้เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของประเทศ

“ถ้าทำสามเรื่องนี้ได้ จะเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด วิกฤตพลังงานในวันนี้แน่นอนว่าเราต้องบริหารจัดการ แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ประเทศไทยผ่านวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง สิ่งสำคัญ คือ เราจะทำอย่างไรให้เราสามารถปรับตัวได้เร็ว เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดดและเติบโตไปด้วยกัน” ดร.เอกนิติกล่าว

แชร์
รมว.คลังเปิดแผนดัน SME คว้าโอกาสโตกระโดดจากเทรนด์โลก