
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความยิ่งใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมไทยตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ถูกหล่อเลี้ยงด้วยเม็ดเงินจากประเทศญี่ปุ่น และกลายเป็นกระดูกสันหลังที่ค้ำจุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตผ่านการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จนแถบชายฝั่งทะเลตะวันออกอย่างอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองย่อยของโตเกียว
ทว่าในปัจจุบันปี 2569 ข้อมูลกำลังชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ Nikkei Asia นิยามว่าเป็น “The Great Bypass” หรือมหกรรมการลดขนาดองค์กรและส่งพนักงานชาวญี่ปุ่นกลับประเทศ
สถิติล่าสุดจากกระทรวงแรงงานระบุว่า ยอดใบอนุญาตทำงานของระดับผู้บริหารและวิศวกรอาวุโสชาวญี่ปุ่นในไทย ดิ่งลงจากจุดสูงสุดที่เคยแตะ 36,622 ใบในปี 2015 เหลือเพียง 21,898 ใบในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบทศวรรษ
ขณะที่โครงสร้างทางสังคมของคอมมูนิตี้ญี่ปุ่นในไทยก็หดตัวลงอย่างน่าใจหาย โรงเรียนสมาคมไทย-ญี่ปุ่น (TJAS) สาขากรุงเทพฯ มียอดนักเรียนลดลงจาก 3,000 คน เหลือเพียงราว 2,000 คน และสาขาศรีราชาหดตัวลงเหลือเพียง 400 คนเท่านั้น แม้กระทั่งแลนด์มาร์กสำคัญอย่างสนามกอล์ฟบางพระ ชลบุรี ที่คนญี่ปุ่นเคยคุมบังเหียน ปัจจุบันก็เปลี่ยนมือเป็นทุนไทยบริหาร และมีนักกอล์ฟเกาหลีใต้กับจีนเข้ามาใช้บริการมากกว่าชาวญี่ปุ่นถึง 4 เท่าตัวไปแล้ว
เบื้องหลังการเก็บกระเป๋าเดินทางกลับบ้านเกิดของบรรดาผู้บริหารและวิศวกรชาวญี่ปุ่น เป็นผลลัพธ์จากมรสุมรอบทิศที่รุมเร้าสำนักงานใหญ่ในกรุงโตเกียว ปัจจัยแรกเกิดจากวิกฤตเชิงโครงสร้างประชากรของประเทศญี่ปุ่นเองที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด และมีอัตราการเกิดต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
ภาวะนี้ทำให้บริษัทแม่ในญี่ปุ่นขาดแคลนแรงงานระดับหัวกะทิภายในบ้านตัวเองอย่างรุนแรง จนจำเป็นต้องสั่งระดมพล ดึงตัวบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงจากฐานผลิตในไทยกลับไปช่วยพยุงธุรกิจหลักที่กำลังระส่ำระสายในประเทศบ้านเกิด
ซ้ำร้ายกว่านั้น ปัจจัยด้านงบการเงินก็เป็นตัวเร่งให้การถอนตัวนี้เร็วขึ้น ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินบาท ยิ่งทำให้ต้นทุนการส่งพนักงานชาวญี่ปุ่นหนึ่งคนมาฝังตัวในต่างประเทศ ซึ่งต้องแบกรับทั้งค่าที่พักระดับพรีเมียม ค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติ และสวัสดิการข้ามแดน กลายเป็นภาระทางการเงินที่หนักหนาสาหัสเกินกว่างบกำไรขาดทุนของบริษัทจะรับไหว
ในยุคที่เศรษฐกิจไทยเองก็เติบโตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ยุทธศาสตร์การตัดลดค่าใช้จ่ายของสำนักงานใหญ่ จึงถูกบีบให้ต้องเลือกกลยุทธ์ “Localization” หรือการเร่งดันคนไทยขึ้นมานั่งเก้าอี้บริหารแทนพนักงานญี่ปุ่น เพื่อลดค่าใช้จ่ายหลังบ้านให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์เศรษฐกิจแสดงความกังวลมากที่สุด ไม่ใช่การที่คนญี่ปุ่นย้ายกลับประเทศ แต่คือความจริงที่ว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการตกขบวนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV)
บาดแผลนี้เปิดกว้างขึ้นเมื่อกลุ่มทุนจีนรุกคืบเข้ามาปักธงในแผ่นดินไทยด้วยความเร็วระดับพายุ ยักษ์ใหญ่ EV จีนอย่าง BYD ไม่เพียงแต่เข้ามาสร้างโรงงานผลิตขนาดใหญ่ แต่ยังเปิดศึก “Talent War” ด้วยการควักเงินก้อนโตเข้ามาดึงตัววิศวกรและผู้จัดการโรงงานชาวไทยฝีมือดีจากค่ายญี่ปุ่นดั้งเดิมอย่าง Mitsubishi และ Suzuki ไปร่วมงานอย่างดุดัน
จากการเปิดเผยของบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการ Asian Identity พบข้อมูลว่า โครงสร้างเงินเดือนของบริษัทญี่ปุ่นในไทยล้าสมัยและต่ำกว่าบริษัทข้ามชาติคู่แข่งรายใหม่ ๆ จากจีนและเกาหลีใต้ถึง 20% ถึง 30% วัฒนธรรมการขึ้นเงินเดือนตามอายุงานสะดุดเมื่อเจอกับระบบที่จ่ายตามความสามารถและผลงานของทุนจีน
ผลลัพธ์สุดท้ายคือภาพสะเทือนใจเมื่อค่ายรถยนต์อย่าง Suzuki ทนพิษบาดแผลไม่ไหว จนต้องตัดสินใจปิดฉากโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยลงอย่างถาวร ขณะที่โชว์รูมรถยนต์ญี่ปุ่นหลายแห่งในต่างจังหวัดกำลังถูกทิ้งร้างและกลายสภาพเป็นที่ดินว่างเปล่าพร้อมป้ายประกาศขาย
เมื่อพิจารณาจากตัวเลขภาพรวมของหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) และ JETRO ที่ระบุว่ายังมีบริษัทญี่ปุ่นอยู่ในไทยราว 6,000 แห่ง หลายคนอาจมองว่าสถานการณ์ยังไม่วิกฤต แต่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่านี่คือภาพลวงตาทางสถิติ
หากมองลึกลงไปจะพบว่า บริษัทญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นมาในช่วงปี 2020-2024 เป็นเพียงผู้ประกอบการรายย่อยในภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ หรือการท่องเที่ยว แต่ในภาคอุตสาหกรรมหนักและการผลิตที่เป็นฟันเฟืองหลักในการจ้างงานและขับเคลื่อน GDP ญี่ปุ่นกำลังลดบทบาทลงอย่างน่าใจหาย
ศ.ดร.ภาวิดา ปานะนนท์ จาก Thammasat Business School ชี้ว่า สัญญาณนี้บอกเราว่าไม่มีเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ ในเชิงโครงสร้างจากญี่ปุ่นไหลเข้าไทยอีกแล้ว
ในทางกลับกัน ตัวเลขใบอนุญาตทำงานระดับผู้บริหารล่าสุดจากกระทรวงแรงงานชี้ให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ยอดใบอนุญาตทำงานของชาวญี่ปุ่นดิ่งลงจากจุดสูงสุดในอดีตที่เคยสูงถึง 36,622 ใบ เหลือเพียง 21,898 ใบ สวนทางกับ “กลุ่มทุนจีน” ที่พุ่งทะยานแซงหน้าเป็นอันดับหนึ่งไปแตะ 53,000 ใบเรียบร้อยแล้ว ไม่นับรวมม้ามืดอย่างทุนจาก “ไต้หวัน” ที่ขยับตัวตามเข้ามาเงียบ ๆ จนยอดใบอนุญาตทำงานพุ่งทะลุ 6,000 ใบ ซึ่งอาจเบียดแซงหน้าสหรัฐอเมริกาในเร็ว ๆ นี้
อ้างอิง : Nikkei Asia