
ในโลกของการทูตและเศรษฐกิจนาทีนี้ ไม่มีประเทศไหนในภูมิภาคเอเชียกลางที่น่าจับตาไปกว่า "คาซัคสถาน" พี่ใหญ่ที่มีขนาดพื้นที่มหาศาลกว่าประเทศไทยถึง 5 เท่า และกำลังก้าวขึ้นมาเป็น "ดาวรุ่ง" ดวงใหม่ที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างการค้าโลก
ทำไมคาซัคสถานถึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่โลกมองข้ามไม่ได้? คำตอบไม่ได้มีแค่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติอันล้นเหลือ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำมันในวันที่โลกพลังงานกำลังวิกฤตจากสงครามอิหร่าน ยิ่งไปกว่านั้น ยังโดดเด่นในฐานะ "ขุมทรัพย์แร่แห่งอนาคต" เนื่องจากมีแร่หายาก (Rare Earth) ที่โลกต้องการถึง 25 ชนิด จาก 34 ชนิดตามมาตรฐาน EU ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำคัญของอุตสาหกรรม High-tech และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ไทยกำลังมุ่งเป้าไป
แต่อีกหัวใจสำคัญที่ทำให้ประเทศเอเชียกลางแห่งนี้โดดเด่นขึ้นมา คือการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก ผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “ระเบียงเศรษฐกิจสายกลาง” ทางลัดเชื่อมโยง "อาเซียน-จีน-ยุโรป" เข้าด้วยกัน โดยสามารถย่อระยะเวลาขนส่งทางรางจากเดิมได้เกือบครึ่งหนึ่ง คาซัคสถานไม่ใช่แค่ประเทศทางผ่าน แต่เป็น "เส้นเลือดใหญ่" เส้นใหม่ของการค้าโลก
นอกจากนี้ คาซัคสถานกำลังเร่ง 'Reset' ประเทศครั้งใหญ่ผ่านวิสัยทัศน์ New Kazakhstan ที่เพิ่งผ่านการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปสด ๆ ร้อน ๆ (15 มีนาคม 2026) เพื่อมุ่งสู่ความโปร่งใสและระบบรัฐที่รับฟังประชาชนผ่านดิจิทัลเต็มรูปแบบ ขณะที่ฝั่งไทย กระแสการท่องเที่ยวคาซัคสถานกำลังพุ่งแรงจนฉุดไม่อยู่จากการยกเว้นวีซ่าและรีวิวสุดปังของบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง
Spotlight จึงได้รับโอกาสพิเศษเข้าสัมภาษณ์ นายมาร์กูลัน ไบมูคัน เอกอัครราชทูตคาซัคสถานประจำประเทศไทย เพื่อเจาะลึกลายแทงโอกาสตั้งแต่นวัตกรรมการเมือง ยุทธศาสตร์การค้าโลก ไปจนถึงเมนูลับอย่าง 'เนื้อม้า' ที่ดีต่อสุขภาพ... นี่คือ 'มิตรใหม่' ที่ไทยน่าทำความรู้จักให้ลึกซึ้งที่สุดในชั่วโมงนี้
ในอดีต การเป็นประเทศ Landlocked อาจเป็นอุปสรรคทางการค้า แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ คาซัคสถานซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาสามารถเป็น "Land-linked" หรือสะพานเชื่อมทวีปที่ทรงพลังที่สุดผ่านเส้นทาง Middle Corridor หรือชื่อเต็มคือ Trans-Caspian International Transport Route (TITR)
“ระเบียงเศรษฐกิจสายกลาง” ที่ว่านี้คืออะไรและดีอย่างไร? นี่คือเส้นทางขนส่งที่เชื่อมต่อเอเชียตะวันออก รวมถึงไทยและจีนไปยังยุโรป โดยไม่ผ่านรัสเซีย เส้นทางนี้จะเริ่มต้นจากจีน ข้ามทะเลแคสเปียนผ่านคาซัคสถาน ต่อไปยังอาเซอร์ไบจาน จอร์เจีย และเข้าสู่ยุโรปทางตุรกี ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยและรวดเร็วที่สุดในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน
นายมาร์กูลัน ไบมูคัน เอกอัครราชทูตคาซัคสถานประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เราสามารถเชื่อมเส้นทางนี้กับไทยผ่านโครงการใหม่ ๆ อย่างเส้นทางรถไฟ ไทย-ลาว-จีน โดยเชื่อมโยงผ่านโครงการ One Belt One Road และ Middle Corridor ของเราต่อไปยังตลาดยุโรปและเส้นทางขากลับได้... เส้นทางเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยเข้าถึงตลาดยุโรปและเอเชียกลางได้อย่างครอบคลุม”
ปัจจุบัน คาซัคสถานไม่ได้เป็นเพียงประเทศทางผ่านธรรมดา แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศตัดผ่านถึง 13 เส้นทาง แบ่งเป็นเส้นทางรถไฟ 8 สาย และเส้นทางประเภทอื่นอีก 5 สาย พร้อมรองรับด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครันทั้ง 'ท่าเรือบก' และท่าเรือขนส่งในทะเลแคสเปียน
แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ 'ความเร็ว' ซึ่งท่านทูตย้ำว่าคาซัคสถานได้ลงทุนมหาศาลเพื่อย่อโลกให้เล็กลง โดยท่านทูตเผยว่า “ก่อนที่เราจะเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง ระยะเวลาการขนส่งผ่านระเบียงรถไฟในคาซัคสถานเคยใช้เวลาถึง 12 วัน แต่ปัจจุบันเราลดลงเหลือเพียง 6 วันเท่านั้น” การย่อระยะเวลาขนส่งลงได้ถึงครึ่งหนึ่งนี้ คือโอกาสทองที่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถส่งสินค้าไปถึงตลาดยูเรเชียและยุโรปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกราก คาซัคสถานไม่ได้ขยับตัวเพียงแค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่กำลังอยู่ในช่วงรีเซ็ตโครงสร้างภายในครั้งใหญ่ผ่านวิสัยทัศน์ "New Kazakhstan" ซึ่งไม่ใช่เพียงการปรับปรุงเล็กน้อย แต่คือการยกเครื่องระบบบริหารจัดการใหม่ให้โปร่งใสและเท่าทันโลกยุคดิจิทัล โดยมีหัวใจสำคัญคือการสร้างสมดุลอำนาจ
หนึ่งในสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ คือการตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเมืองหลวงกลับมาเป็น "อัสตานา" (Astana) อีกครั้ง หลังจากที่เคยถูกเปลี่ยนชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีเพียงไม่กี่ปี การคืนชื่อเดิมนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของตัวอักษร แต่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่สื่อถึงการก้าวข้ามอดีตและมุ่งหน้าสู่ความทันสมัยที่ยึดโยงกับประชาชนเป็นหลัก
เอกอัครราชทูตมาร์กูลันกล่าวว่า สิ่งที่เราอยากทำนั้นตั้งอยู่บนหลักการง่าย ๆ คือ "ประธานาธิบดีที่เข้มแข็ง รัฐสภาที่มีอิทธิพล และรัฐบาลที่ตรวจสอบได้" นี่คือสามองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นว่าระบบการเมืองใหม่ของคาซัคสถานเป็นอย่างไร คาซัคสถานได้ยกระดับระบบการเมืองใหม่ของเราโดยใช้แนวคิดสำคัญที่เรียกว่า "Hearing State" (รัฐที่รับฟัง) ความหมายก็คือ รัฐบาล การปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐสภา และพรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องรับฟังอย่างตั้งใจต่อทุกความต้องการและคำร้องขอจากประชาชน
ท่านทูตเผยข้อมูลที่น่าทึ่งว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดที่เพิ่งผ่านประชามติไปเมื่อ 15 มีนาคม 2026 นี้ คณะกรรมาธิการได้รับข้อเสนอจากประชาชนผ่านระบบ e-Government และโซเชียลมีเดียถึงกว่า 10,000 รายการ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า "นิวคาซัคสถาน" กำลังถูกสร้างขึ้นด้วยเสียงของคนในประเทศจริงๆ
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Reuters ได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับผล Exit Poll ที่ชี้ว่า ผู้มาใช้สิทธิถึง 87% เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยระบุว่า แม้การปฏิรูปนี้จะช่วยลดขั้นตอนราชการและรื้อฟื้นตำแหน่งรองประธานาธิบดี แต่ก็นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า อาจเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้ประธานาธิบดี กาสซิม-โชมาร์ต โตกาเยฟ สามารถอยู่ในอำนาจได้เกินกว่าวาระเดิมในปี 2029 หรือเป็นการปูทางไปสู่การถ่ายโอนอำนาจในอนาคต
บทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า คาซัคสถานไม่ใช่ประเทศที่ไกลเราอีกต่อไป คือความสัมพันธ์ระดับประชาชนที่พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ท่านทูตมาร์กูลันเปิดเผยตัวเลขในแต่ละปี มีชาวคาซัคสถานเดินทางมาไทยมากกว่า 200,000 คน ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะการเดินทางมาพักผ่อนที่ "ภูเก็ต" จนกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ ส่งผลให้ทางการคาซัคสถานตัดสินใจเปิดสถานกงสุลใหญ่แห่งใหม่ขึ้นที่ภูเก็ตเพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลนักท่องเที่ยวของตนได้อย่างทั่วถึง
ในทางกลับกัน คาซัคสถานก็กำลังกลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่คนไทยถวิลหา ด้วยนโยบายฟรีวีซ่าและเที่ยวบินตรงเปิดใหม่ที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 6 ชั่วโมง ด้วยขนาดพื้นที่อันกว้างใหญ่ติดอันดับ 9 ของโลก คาซัคสถานจึงเป็นดินแดนที่รวมเอา "ความสุดขั้ว" ของภูมิประเทศไว้ในที่เดียว ตั้งแต่เทือกเขาสูงตระหง่านที่มีหิมะปกคลุมตลอดปีในแถบ Almaty ซึ่งเป็นสวรรค์ของเหล่านักสกี ไปจนถึงแคนยอนหินสีแดงฉานที่ดูราวกับหลุดมาจากดาวอังคารอย่าง Charyn Canyon และสัมผัสความเวิ้งว้างอันทรงเสน่ห์ของทะเลทรายกว้างไกล
ความหลากหลายนี้ทำให้คาซัคสถานมีกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่าข้ามทุ่งหญ้าสเตปป์ในหน้าร้อน หรือการเล่นสกีระดับโลกในหน้าหนาว กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจที่ทำให้คนไทยเริ่มปักหมุดประเทศนี้เป็น "Bucket List" แห่งใหม่ที่ต้องไปสัมผัสให้ได้สักครั้ง
ท่านทูตได้เล่าถึงเสน่ห์ที่รอให้คนไทยไปสัมผัสว่า "เรามีสกีรีสอร์ทระดับโลกที่เมืองอัลมาตี มีธรรมชาติที่หลากหลายตั้งแต่ภูเขาสูง 7,000 เมตร ไปจนถึงทะเลทราย... และที่สำคัญคือความรู้สึกที่ปลอดภัยและเป็นมิตร คนไทยและคนคาซัคมี DNA ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือความมีน้ำใจ และการให้ความสำคัญกับครอบครัว"
และที่พลาดไม่ได้เมื่อไปถึงคาซัคสถาน คือการเปิดใจลอง "เนื้อม้า" เมนูประจำชาติที่เป็นมรดกจากบรรพบุรุษนักรบ โดยระบุว่า "คนไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคย แต่เนื้อม้าคือซูเปอร์ฟู้ดของเรา เพราะม้าเป็นสัตว์ที่เลือกกินแต่น้ำสะอาดและหญ้าที่ดีที่สุด เนื้อม้าช่วยสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย และที่สำคัญคือมันย่อยง่ายมาก โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง"
ความสัมพันธ์นี้ยังหยั่งรากลึกไปถึงระดับวิชาการ โดยล่าสุดมีการเปิด "ศูนย์เอเชียกลางศึกษา" ขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นศูนย์กลางความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างสองภูมิภาค ซึ่งท่านทูตมองว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้นักธุรกิจและคนรุ่นใหม่ของไทยมองเห็นโอกาสในดินแดนแห่งนี้