Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ยุโรปหนาวสะท้าน! ‘หม้อน้ำธรรมชาติ’ พัง ทำไมอากาศใกล้เป็นแบบแคนาดา?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ยุโรปหนาวสะท้าน! ‘หม้อน้ำธรรมชาติ’ พัง ทำไมอากาศใกล้เป็นแบบแคนาดา?

3 ก.พ. 69
17:41 น.
แชร์

หนาวแบบยุโรป ไม่โรแมนติกอีกต่อไป

ในขณะที่ภาพจำของฤดูหนาวในยุโรปตะวันตกคือ ความโรแมนติกของเกล็ดหิมะโปรยปรายสลับกับแสงแดดอ่อน ๆ เป็นฉากในหนังคริสต์มาสที่หนาวและอบอุ่นหัวใจไปพร้อมกัน แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สภาพอากาศกลับเริ่มส่งสัญญาณ 'ผิดปกติ' อย่างน่าสะพรึงกลัว ตั้งแต่พายุหิมะฉับพลันที่แช่แข็งเมืองให้หยุดนิ่ง ไปจนถึงกระแสลมเย็นจัดที่รุนแรงเกินคาดการณ์ 

ทั้งพลเมืองยุโรป นักท่องเที่ยว และนักวิจัยทางสภาพภูมิอากาศต่างตั้งคำถามว่า นี่เป็นเพียงความผันแปรตามฤดูกาล หรือเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าว่า 'หม้อน้ำธรรมชาติ' ที่เคยโอบอุ้มทวีปนี้มานับพันปี กำลังจะค่อย ๆ พังลงและทิ้งให้ยุโรปต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บระดับขั้วโลกอย่างถาวร ว่ากันว่า ยุโรป โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรกำลังจะเป็น “แคนาดาสอง” ซึ่งความหนาวเหน็บใกล้จะอยู่ระดับเดียวกันแล้ว

แน่นอนว่า ผลกระทบที่ตามมาเปลียนวิถีชีวิตของผู้คน บ้านเรือนในยุโรปหลายแห่งเป็นตึกเก่าที่เก็บความร้อนได้ไม่ดีพอ การต้องเปิดฮีทเตอร์สู้ความหนาวตลอด 6-7 เดือนจะทำให้ค่าไฟและค่าก๊าซกลายเป็นภาระหนักหน่วง จนเกิดภาวะ "เลือกระหว่างกินข้าวหรือเปิดไฟ" (Heat or Eat) รวมถึงระบบท่อน้ำในยุโรปไม่ได้ฝังลึกหรือหุ้มฉนวนหนาเท่าแคนาดา หากหนาวจัดท่อน้ำจะแตกกระจายทั่วเมือง

ในช่วงหน้าหนาวสุดขั้วของยุโรปขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อระบบคมนาคมอย่างรุนแรง จนมีการประกาศงดเดินรถไฟและรถประจำทางบางสายอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากหิมะที่ปกคลุมเส้นทางและน้ำแข็งเกาะถนน ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น

Spotlight ชวนอ่าน เหตุผลที่ยุโรปกำลังจะกลายเป็นแคนาดาในเชิงสภาพอากาศที่หนาวสุดขั้วนั้น เพราะอะไร? และแนวโน้มของฤดูหนาวยุโรปในอนาคต น่าเป็นห่วงหรือไม่

วิจัยเตือน กระแสน้ำแอตแลนติกอ่อนแรง

รายงานพิเศษจากเรือวิจัยกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเผยสัญญาณอันตราย เมื่อระบบหมุนเวียนกระแสน้ำหลักหรือ AMOC ที่เปรียบเสมือน “เครื่องทำความร้อนโลก” กำลังอ่อนกำลังลงอย่างต่อเนื่องจากวิกฤตโลกร้อน นักวิชาการหวั่นหากระบบล่มสลาย ยุโรปตะวันตกอาจเผชิญฤดูหนาวสุดขั้วนานครึ่งปี ไม่ต่างจากชายฝั่งแอตแลนติกของแคนาดา

แม้สหราชอาณาจักรและยุโรปตะวันตกจะตั้งอยู่ในเส้นละติจูดเดียวกับประเทศที่หนาวจัดอย่างแคนาดา แต่ที่ผ่านมาดินแดนแถบนี้กลับมีอากาศที่อบอุ่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยสำคัญมาจากกระแสน้ำอุ่น "กัลฟ์สตรีม" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการหมุนเวียนของมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC) ที่ทำหน้าที่ลำเลียงพลังงานความร้อนมหาศาลมหาศาลกว่า 1.2 ล้านล้านวัตต์มาหล่อเลี้ยงชายฝั่งยุโรป

วิกฤตน้ำแข็งละลาย เป็นหนึ่งในตัวการทำระบบล่ม จากการเฝ้าติดตามกว่า 20 ปี นักวิทยาศาสตร์พบว่า การละลายอย่างรวดเร็วของน้ำแข็งในอาร์กติก ซึ่งเป็นผลพวงจากมลพิษและภาวะโลกร้อน ได้ปล่อยน้ำจืดปริมาณมหาศาลลงสู่มหาสมุทร ส่งผลให้ความเค็มของน้ำในแอตแลนติกเจือจางลงและไปขัดขวางกลไกการไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่น จนเกิดความกังวลว่า ระบบ AMOC อาจหยุดชะงักลงในอนาคตอันใกล้

ความหวังบนเรือ "Discovery" 

ล่าสุด เรือวิจัย Discovery ได้เริ่มออกเดินทางปฏิบัติภารกิจสำรวจครั้งใหม่เป็นเวลา 8 วัน โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรเพื่อศึกษาและสร้างแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ ภารกิจนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพยากรณ์ว่ายุโรปจะต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรงเพียงใด

ผลกระทบที่เกินคาดการณ์ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หาก "หม้อน้ำธรรมชาติ" นี้หยุดทำงาน ยุโรปจะไม่เพียงแต่เผชิญกับหิมะที่ปกคลุมยาวนานตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเมษายนเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการย้ายถิ่นฐานของประชากรโลกในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

การสำรวจครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การเก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการ "วางแผนวันนี้เพื่อเลี่ยงหายนะในวันหน้า" เพราะในวันที่โลกส่วนอื่นกำลังร้อนระอุ ยุโรปตะวันตกอาจต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

วิกฤตที่ไม่ได้หยุดแค่ยุโรป: เมื่อโดมิโนตัวแรกล้มลง

ความน่ากังวลที่สุดของการอ่อนกำลังของกระแสน้ำ AMOC ไม่ใช่เพียงแค่การแช่แข็งยุโรปให้กลายเป็นแคนาดา แต่มันคือการพังทลายของระบบสายพานลำเลียงความร้อนทั่วโลก เมื่อความร้อนไม่ถูกส่งขึ้นไปยังมหาสมุทรทางเหนือตามปกติ พลังงานเหล่านั้นจะสะสมอยู่ในมหาสมุทรทางตอนใต้แทน ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมในแถบศูนย์สูตรและมหาสมุทรแอนตาร์กติกอย่างผิดปกติ ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดพายุที่รุนแรงขึ้นและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในซีกโลกใต้

ในระดับทวีป การหยุดชะงักของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ "ระบบมรสุม" ทั่วโลก โดยเฉพาะในแอฟริกาและเอเชียใต้ ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติ หากวงจรฝนเปลี่ยนทิศทาง พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์อาจเผชิญกับความแห้งแล้งยาวนานหลายทศวรรษ ขณะที่พื้นที่แห้งแล้งอาจต้องเจอกับอุทกภัยฉับพลัน สร้างความปั่นป่วนให้กับเกษตรกรรมในสเกลที่โลกไม่เคยรับมือมาก่อน

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้จะนำไปสู่ "สงครามทรัพยากร" และการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ เมื่อผู้คนนับล้านในยุโรปตะวันตกต้องหนีความหนาว และผู้คนในเขตร้อนต้องหนีความแห้งแล้ง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะทวีความรุนแรงขึ้นจากการแย่งชิงพื้นที่ที่ยังพออาศัยอยู่ได้และแหล่งน้ำสะอาด ทำให้ปัญหาเรื่องสภาพอากาศกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงระดับโลกที่ทุกประเทศต้องร่วมแบกรับ

ท้ายที่สุดแล้ว ภารกิจการสำรวจบนเรือ Discovery จึงไม่ใช่เพียงการหาคำตอบเพื่อปกป้องชาวยุโรปจากการต้องเล่นสกีในสวนหลังบ้าน แต่มันคือการไขปริศนาเพื่อรักษาความสมดุลของ "เครื่องจักรธรรมชาติ" ที่โอบอุ้มทุกชีวิตบนโลกใบนี้ไว้ เพราะหากสายพานมหาสมุทรหยุดหมุนลงจริงๆ นั่นหมายถึงการปิดฉากยุคสมัยของสภาพอากาศที่มนุษย์คุ้นเคย และเริ่มต้นบทเรียนใหม่ที่โลกอาจไม่เหลือโอกาสให้เราได้แก้ตัว

แชร์
ยุโรปหนาวสะท้าน! ‘หม้อน้ำธรรมชาติ’ พัง ทำไมอากาศใกล้เป็นแบบแคนาดา?