Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เทียบนโยบาย 5 พรรคดัง จะช่วย SME อย่างไรในวันที่ผู้ประกอบการไทยอ่อนแรง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เทียบนโยบาย 5 พรรคดัง จะช่วย SME อย่างไรในวันที่ผู้ประกอบการไทยอ่อนแรง

22 ม.ค. 69
21:10 น.
แชร์

ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 ล้านกว่ารายทั่วประเทศ กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแรง กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแย่งตลาด การส่งออกเผชิญอุปสรรคและความท้าทาย อีกทั้งขาดสภาพคล่อง ประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ จนถึงขั้นที่บางส่วนต้องกู้สินเชื่อนอกระบบ  

ความท้าทายที่ผู้ประกอบการเผชิญ เป็นความท้าทายของพรรคการเมืองที่สมัครรับเลือกตั้งด้วยเช่นกันว่าพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาและประคับประคองให้ผู้ประกอบการรอดและเติบโตได้อย่างไร 

ในห้วงเวลานับถอยหลังสู่การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้ SPOTLIGHT ชวนมาดูกันว่า พรรคการเมืองดัง 5 พรรคได้เสนอนโยบายช่วยผู้ประกอบการ SME อย่างไรบ้าง 

พรรคประชาชน 

พรรคประชาชนนำเสนอ ชุดนโนยาย ‘พลิกโฉม SME’ ประกอบด้วย 4 นโยบาย 

1. หวยใบเสร็จ เพิ่มแต้มต่อให้ SMEs

จัดทำหวยใบเสร็จกระตุ้นยอดขายของผู้ประกอบการ SME เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ซื้อ-ผู้ขาย เพื่อดึงธุรกิจเข้าระบบภาษีและสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจรายย่อยแข่งขันได้

2. สินเชื่อสร้างตัว SMEs

อัดฉีดงบค้ำประกัน บสย. เพิ่มเป็นสองเท่า เพื่อจูงใจธนาคารปล่อยกู้ SMEs รายย่อย พร้อมใช้ข้อมูลบิลและคะแนนเครดิตใหม่ ช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุนในระบบ

3. คูปองเพิ่มขีดความสามารถ SMEs

ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของ SMEs ด้วยคูปองคืนภาษีค่าเช่าและบัญชี เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่มีรัฐค้ำประกัน

4. เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า รัฐช่วยจ่าย 50%

รัฐช่วยจ่าย 50% สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นของใหม่ผลิตในไทย เพื่อลดค่าไฟ กระตุ้นยอดขาย SME และยกระดับอุตสาหกรรมไทย

พรรคเพื่อไทย

นโยบายของพรรคเพื่อไทยเน้นการลดภาระและเพิ่มโอกาส โดยใช้กลไกภาครัฐสนับสนุน 

1. นโยบายรัฐเป็นลูกค้า SME: ปรับปรุงระเบียบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เอื้อต่อ SME มากขึ้น เพื่อให้ SME มีตลาดรองรับที่แน่นอน ประกอบด้วย 2 มาตรการ

  • มาตรการ ‘SME First KPI’ ตั้งเป้าหมาย (KPI) ให้ทุกหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจต้องจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการจาก SME ไทยเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 % และรายงานผลแบบเรียลไทม์โดยสร้าง Dashboard ติดตามการใช้เงินของหน่วยงานรัฐว่าสนับสนุน SME ตามเป้าหมายหรือไม่ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้  
  • มาตรการให้แต้มต่อด้านราคาสำหรับ SME ไทยในการประมูลแบบ e-bidding โดยอนุญาตให้สินค้าไทยเสนอราคาสูงกว่าสินค้านำเข้าได้ 

2. ตั้งสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ (NaCGA): ให้ NaCGA ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้กู้ที่มีศักยภาพแต่ไม่มีหลักทรัพย์ ให้รัฐรับความเสี่ยงบางส่วนแทนประชาชนและผู้ประกอบการ SME เพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการ SME 

3. อินเทอร์เน็ตราคาประหยัด: ให้โรงเรียน คลินิก และผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ใช้งานอินเทอร์เน็ตในราคาพิเศษ โดยได้รับการอุดหนุนจากรัฐ 

4. นโยบายที่ให้ประโยชน์ต่อ SME ทางอ้อม เช่น ลดค่าไฟ 

พรรคภูมิใจไทย 

พรรคภูมิใจไทยนำเสนอชุดนโยบาย ‘ติดปีก SMEs’ 

1. เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส ติดปีก SMEs ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 

2. เสริมสภาพคล่อง-ลดต้นทุน โดยการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ใหญ่กว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

3. เปิดตลาดใหม่สู่ระบบออนไลน์ โดยเพิ่มแหล่งทุน สร้างความเป็นธรรมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (GP)

4. เพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (local content) เพื่อให้โรงงานต่างชาติใช้บริการผู้ประกอบการไทยมากขึ้น 

5. ส่งเสริมการส่งออก โดยหาตลาดใหม่ เสริมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ติดปีกทูตพาณิชย์ เป็นต้น 

พรรคประชาธิปัตย์ 

พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ดังนี้

1. ไทยทำ ไทยใช้ ไทยรุ่งเรือง (Made in Thailand First): ปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐให้เป็นเครื่องยนต์พัฒนาเศรษฐกิจไทย โดย

  • เปลี่ยนเกณฑ์จัดซื้อจาก “ราคาถูกสุด” เป็น “คุณภาพ + แหล่งกำเนิด”: ให้น้ำหนักกับสินค้าที่ผลิตในประเทศและสร้างมูลค่าเศรษฐกิจระยะยาว เช่น การจ้างงานและการใช้วัตถุดิบไทย
  • กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อสินค้า MiT (Made in Thailand) ไม่น้อยกว่า 60% ของงบวัสดุและครุภัณฑ์ 
  • แต้มต่อด้านราคา: อนุญาตให้สินค้าไทยเสนอราคาสูงกว่าสินค้านำเข้าได้ในกรอบที่กำหนด และให้แต้มต่อพิเศษกับผู้ประกอบการไทย
  • Open e-Catalog สินค้าไทย: รวมสินค้า MiT ทั้งหมดไว้ในระบบเดียว ลดเวลา ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงตลาดรัฐและเอกชน
  • ลดความเสี่ยงให้ SME: ปรับเงื่อนไขสัญญา เช่น การจ่ายเงินเร็วขึ้น การลดหลักประกันสัญญา สำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศ
  • Green Procurement Bonus: ให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติมกับสินค้าไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว
  • สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อยกระดับมาตรฐาน: ให้สถาบันการเงินสนับสนุนเงินทุนสำหรับการปรับปรุงสายการผลิตและมาตรฐาน (ISO, มอก.) แก้ปัญหาคุณภาพสินค้าไทย
  • วิจัยและผลิตแทนการนำเข้า: สนับสนุน R&D สำหรับสินค้าที่รัฐต้องใช้สูงแต่ยังนำเข้า เช่น อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์ภัยพิบัติ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

2. จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนในภาคเอกชน (Government Co-Investment Fund): แก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนของ SME และ Startup แบ่งความเสี่ยงช่วงเริ่มลงทุน และเร่งการเติบโตของธุรกิจ โดยไม่บิดเบือนกลไกตลาด

3. ใบอนุญาตเดียว ครบทุกหน่วยงาน (Super Licensing): ปรับระบบการขออนุญาตของรัฐให้เป็นจุดเดียว ใบเดียว เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ

4. RWA Tokenization เพื่อคนไทยและ SME/Startup: ใช้ RWA Tokenization เชื่อมเงินออมของประชาชนกับสินทรัพย์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง เพิ่มทางเลือกการระดมทุนให้ SME และ Startup โดยให้ผู้ประกอบการสามารถระดมทุนโดยใช้สินทรัพย์และกระแสรายได้ในอนาคตเป็นฐาน 

5. Made in [จังหวัด] เชื่อมจังหวัดเชื่อมโลก: เปลี่ยน ‘ชื่อจังหวัด’ ให้กลายเป็นแบรนด์เศรษฐกิจที่มีมูลค่า เชื่อมการผลิตท้องถิ่นสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

พรรคไทยสร้างไทย

พรรคไทยสร้างไทยนำเสนอนโยบายด้านแหล่งเงินทุน ลดอุปสรรค และลดต้นทุน 

1. ใช้เงินกองทุนสร้างไทยทำ SME Sandbox วงเงิน 300,000 ล้านบาท โดยการออกพันธบัตรดอกเบี้ย 3% ระดมเงินฝากจากธนาคารมาปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย

2. ปฏิรูปกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ 

3. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดต้นทุนพลังงานสะอาดให้ SME

4. เปลี่ยนบทบาทรัฐจาก ‘ผู้ควบคุม’ เป็น ‘ผู้สนับสนุน’ ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุนแฝง 

.

ที่มา: ค้นจากเว็บไซต์และเฟซบุ๊กแฟนเพจของพรรค ณ วันที่ 22 มกราคม 2569 

แชร์
เทียบนโยบาย 5 พรรคดัง จะช่วย SME อย่างไรในวันที่ผู้ประกอบการไทยอ่อนแรง