
ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 ล้านกว่ารายทั่วประเทศ กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแรง กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแย่งตลาด การส่งออกเผชิญอุปสรรคและความท้าทาย อีกทั้งขาดสภาพคล่อง ประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ จนถึงขั้นที่บางส่วนต้องกู้สินเชื่อนอกระบบ
ความท้าทายที่ผู้ประกอบการเผชิญ เป็นความท้าทายของพรรคการเมืองที่สมัครรับเลือกตั้งด้วยเช่นกันว่าพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาและประคับประคองให้ผู้ประกอบการรอดและเติบโตได้อย่างไร
ในห้วงเวลานับถอยหลังสู่การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้ SPOTLIGHT ชวนมาดูกันว่า พรรคการเมืองดัง 5 พรรคได้เสนอนโยบายช่วยผู้ประกอบการ SME อย่างไรบ้าง
พรรคประชาชนนำเสนอ ชุดนโนยาย ‘พลิกโฉม SME’ ประกอบด้วย 4 นโยบาย
1. หวยใบเสร็จ เพิ่มแต้มต่อให้ SMEs
จัดทำหวยใบเสร็จกระตุ้นยอดขายของผู้ประกอบการ SME เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ซื้อ-ผู้ขาย เพื่อดึงธุรกิจเข้าระบบภาษีและสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจรายย่อยแข่งขันได้
2. สินเชื่อสร้างตัว SMEs
อัดฉีดงบค้ำประกัน บสย. เพิ่มเป็นสองเท่า เพื่อจูงใจธนาคารปล่อยกู้ SMEs รายย่อย พร้อมใช้ข้อมูลบิลและคะแนนเครดิตใหม่ ช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุนในระบบ
3. คูปองเพิ่มขีดความสามารถ SMEs
ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของ SMEs ด้วยคูปองคืนภาษีค่าเช่าและบัญชี เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่มีรัฐค้ำประกัน
4. เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า รัฐช่วยจ่าย 50%
รัฐช่วยจ่าย 50% สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นของใหม่ผลิตในไทย เพื่อลดค่าไฟ กระตุ้นยอดขาย SME และยกระดับอุตสาหกรรมไทย
นโยบายของพรรคเพื่อไทยเน้นการลดภาระและเพิ่มโอกาส โดยใช้กลไกภาครัฐสนับสนุน
1. นโยบายรัฐเป็นลูกค้า SME: ปรับปรุงระเบียบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เอื้อต่อ SME มากขึ้น เพื่อให้ SME มีตลาดรองรับที่แน่นอน ประกอบด้วย 2 มาตรการ
2. ตั้งสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ (NaCGA): ให้ NaCGA ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้กู้ที่มีศักยภาพแต่ไม่มีหลักทรัพย์ ให้รัฐรับความเสี่ยงบางส่วนแทนประชาชนและผู้ประกอบการ SME เพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการ SME
3. อินเทอร์เน็ตราคาประหยัด: ให้โรงเรียน คลินิก และผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ใช้งานอินเทอร์เน็ตในราคาพิเศษ โดยได้รับการอุดหนุนจากรัฐ
4. นโยบายที่ให้ประโยชน์ต่อ SME ทางอ้อม เช่น ลดค่าไฟ
พรรคภูมิใจไทยนำเสนอชุดนโยบาย ‘ติดปีก SMEs’
1. เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส ติดปีก SMEs ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
2. เสริมสภาพคล่อง-ลดต้นทุน โดยการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ใหญ่กว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
3. เปิดตลาดใหม่สู่ระบบออนไลน์ โดยเพิ่มแหล่งทุน สร้างความเป็นธรรมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (GP)
4. เพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (local content) เพื่อให้โรงงานต่างชาติใช้บริการผู้ประกอบการไทยมากขึ้น
5. ส่งเสริมการส่งออก โดยหาตลาดใหม่ เสริมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ติดปีกทูตพาณิชย์ เป็นต้น
พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ดังนี้
1. ไทยทำ ไทยใช้ ไทยรุ่งเรือง (Made in Thailand First): ปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐให้เป็นเครื่องยนต์พัฒนาเศรษฐกิจไทย โดย
2. จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนในภาคเอกชน (Government Co-Investment Fund): แก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนของ SME และ Startup แบ่งความเสี่ยงช่วงเริ่มลงทุน และเร่งการเติบโตของธุรกิจ โดยไม่บิดเบือนกลไกตลาด
3. ใบอนุญาตเดียว ครบทุกหน่วยงาน (Super Licensing): ปรับระบบการขออนุญาตของรัฐให้เป็นจุดเดียว ใบเดียว เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ
4. RWA Tokenization เพื่อคนไทยและ SME/Startup: ใช้ RWA Tokenization เชื่อมเงินออมของประชาชนกับสินทรัพย์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง เพิ่มทางเลือกการระดมทุนให้ SME และ Startup โดยให้ผู้ประกอบการสามารถระดมทุนโดยใช้สินทรัพย์และกระแสรายได้ในอนาคตเป็นฐาน
5. Made in [จังหวัด] เชื่อมจังหวัดเชื่อมโลก: เปลี่ยน ‘ชื่อจังหวัด’ ให้กลายเป็นแบรนด์เศรษฐกิจที่มีมูลค่า เชื่อมการผลิตท้องถิ่นสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน
พรรคไทยสร้างไทยนำเสนอนโยบายด้านแหล่งเงินทุน ลดอุปสรรค และลดต้นทุน
1. ใช้เงินกองทุนสร้างไทยทำ SME Sandbox วงเงิน 300,000 ล้านบาท โดยการออกพันธบัตรดอกเบี้ย 3% ระดมเงินฝากจากธนาคารมาปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย
2. ปฏิรูปกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
3. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดต้นทุนพลังงานสะอาดให้ SME
4. เปลี่ยนบทบาทรัฐจาก ‘ผู้ควบคุม’ เป็น ‘ผู้สนับสนุน’ ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุนแฝง
.
ที่มา: ค้นจากเว็บไซต์และเฟซบุ๊กแฟนเพจของพรรค ณ วันที่ 22 มกราคม 2569