Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ไทยแลนด์แดนคนทุจริต CPI ร่วง แพ้ลาว-เวียดนาม ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ไทยแลนด์แดนคนทุจริต CPI ร่วง แพ้ลาว-เวียดนาม ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

11 ก.พ. 69
13:06 น.
แชร์

การประกาศผลดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ล่าสุดสะท้อนทิศทางที่น่ากังวลของประเทศไทย เมื่อไทยได้คะแนน 33 จาก 100 คะแนน จัดอยู่อันดับที่ 116 จากทั้งหมด 180 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ลดลงทั้งคะแนนและอันดับจากปีก่อนหน้า และเป็นระดับคะแนนต่ำสุดในรอบกว่าสิบปี 

ในเชิงเปรียบเทียบระดับภูมิภาค คะแนน CPI ของไทยอยู่ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยมาเลเซียได้ 52 คะแนน อยู่อันดับที่ 54 ของโลก ขณะที่เวียดนามได้ 41 คะแนน อันดับที่ 81 ส่วนอินโดนีเซียและ สปป.ลาว ได้ 34 คะแนน เท่ากันและอยู่อันดับที่ 109 

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบด้านธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค โดยการถดถอยดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านภาพลักษณ์ หากแต่ส่งผลเชิงโครงสร้างต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความน่าสนใจในการดึงดูดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงเชิงสถาบันในระยะยาว

CPI ไทยร่วง คะแนนต่ำสุดในรอบทศวรรษ สะท้อนวิกฤตความเชื่อมั่นรัฐ

ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา องค์กรสากล Transparency International (TI) ได้ประกาศผลดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 ซึ่งประเมินประเทศและเขตเศรษฐกิจรวม 180 แห่ง โดยให้คะแนนตั้งแต่ 0-100 คะแนน (คะแนนยิ่งสูงสะท้อนการรับรู้ว่าภาครัฐมีความโปร่งใสมากขึ้น)

ผลการประเมินระบุว่า ประเทศไทยได้ 33 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก ลดลงจากปีก่อนซึ่งได้ 34 คะแนน และอยู่อันดับที่ 107 สะท้อนการถดถอยทั้งในเชิงคะแนนและอันดับอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในเอเชียที่มีพัฒนาการด้านธรรมาภิบาลชัดเจนกว่า 

รายงานชี้ว่าการลดลงของคะแนนไทยในปีนี้มีที่มาสำคัญจากการรับรู้ของภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในมิติการแข่งขันและประสิทธิภาพของภาครัฐ อ้างอิงจากดัชนีต้นทางอย่าง IMD World Competitiveness Yearbook ซึ่งคะแนนของไทยในหมวดดังกล่าวลดลงถึง 10 คะแนนภายในปีเดียว สะท้อนความกังวลต่อกติกา การบังคับใช้กฎหมาย และความสามารถในการคาดการณ์นโยบายของรัฐ

สำหรับประเทศในเอเชีย สิงคโปร์ยังคงเป็นประเทศที่ได้คะแนน CPI สูงที่สุดในภูมิภาค ด้วยคะแนน 84 คะแนน และอยู่ในอันดับ 3 ของโลก สะท้อนระบบราชการที่มีประสิทธิภาพสูง การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง และต้นทุนคอร์รัปชันที่ต่ำมากในเชิงโครงสร้าง ขณะที่ฮ่องกงอยู่อันดับที่ 12 ด้วยคะแนน 72 คะแนน และภูฏาณอยู่อันดับที่ 18 ด้วยคะแนน 71 คะแนน

ในกลุ่มอาเซียน มาเลเซียได้ 52 คะแนน สูงกว่าไทยเกือบ 20 คะแนน อยู่อันดับที่ 54 ของโลก ขณะที่เวียดนามได้ 41 คะแนน อยู่อันดับที่ 81 ส่วนอินโดนีเซียและ สปป.ลาว ได้ 34 คะแนนเท่ากัน อยู่อันดับที่ 109

ประเทศที่มีคะแนนใกล้เคียงกับไทย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ซึ่งได้ 32 คะแนน อยู่อันดับที่ 120 ขณะที่ประเทศในอาเซียนที่ได้คะแนนต่ำกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ คือ กัมพูชา ได้ 20 คะแนน อยู่อันดับที่ 163 และเมียนมา ได้เพียง 16 คะแนน อยู่อันดับที่ 169 สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างด้านหลักนิติธรรมและเสถียรภาพทางการเมืองอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ หากพิจารณาสถิติ CPI ย้อนหลังจะพบว่า ประเทศไทยเข้าร่วมการจัดอันดับดัชนีนี้มาตั้งแต่ปี 2538 แต่ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยทำคะแนนได้เกิน 38 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 เลย ขณะที่แนวโน้มในช่วงทศวรรษหลังสะท้อนภาวะ “การติดกับดักคะแนนต่ำ” อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ คะแนนไม่เพียงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ หากยังขยับลดลงมากกว่าฟื้นตัว

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการจัดตั้งองค์กรอิสระและกลไกต่อต้านคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี มาตรการเหล่านี้ยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นการยกระดับการรับรู้ของภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างด้านการบังคับใช้กฎหมาย ความสม่ำเสมอของนโยบาย และความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลภาครัฐโดยรวม

ทั้งนี้ สำหรับสถิติคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยย้อนหลัง สามารถสรุปคะแนนและอันดับในแต่ละปีได้ดังนี้

  • 2555: 37 คะแนน อันดับ 88
  • 2556: 35 คะแนน อันดับ 102
  • 2557: 38 คะแนน อันดับ 85
  • 2558: 38 คะแนน อันดับ 76
  • 2559: 35 คะแนน อันดับ 101
  • 2560: 37 คะแนน อันดับ 96
  • 2561: 36 คะแนน อันดับ 99
  • 2562: 36 คะแนน อันดับ 101
  • 2563: 36 คะแนน อันดับ 104
  • 2564: 35 คะแนน อันดับ 110
  • 2565: 36 คะแนน อันดับ 101
  • 2566: 35 คะแนน อันดับ 108
  • 2567: 34 คะแนน อันดับ 107
  • 2568: 33 คะแนน อันดับ 116

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะยังไม่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในเอเชีย แต่กำลังถูกทิ้งห่างออกไปอย่างต่อเนื่องจากประเทศที่เป็น “ผู้นำด้านความโปร่งใส” รวมถึงจากประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่เดินหน้าปฏิรูปเชิงสถาบันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนสามารถยกระดับทั้งคะแนนและความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติได้อย่างชัดเจนกว่าไทย

Corruption Perceptions Index (CPI) ต่ำแล้วส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

ดัชนี Corruption Perceptions Index (CPI) ของ Transparency International ถูกใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์และการเงินระหว่างประเทศในฐานะ “ตัวแปรเชิงสถาบัน” ที่มีความหมายเชิงพฤติกรรม กล่าวคือ แม้ CPI จะเป็นดัชนีที่อิงการรับรู้ (perception-based) ไม่ใช่การนับจำนวนคดีทุจริต แต่ในโลกเศรษฐกิจจริง การตัดสินใจลงทุน การให้กู้ และการจัดสรรเงินทุน ล้วนตั้งอยู่บน “ความเชื่อมั่นและความคาดหวัง” เป็นหลัก 

การรับรู้ว่าประเทศหนึ่งมีการทุจริตสูงจึงทำหน้าที่เสมือนข้อมูลสรุปย่อเกี่ยวกับคุณภาพของรัฐ กติกา และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งนักลงทุนและสถาบันการเงินใช้ประเมินความเสี่ยงโดยตรง Transparency International เองก็ระบุชัดในเอกสารระเบียบวิธีว่า CPI สะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและภาคธุรกิจต่อการใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบ ความโปร่งใสของระบบราชการ และความเป็นอิสระของกลไกกำกับดูแล ซึ่งทั้งหมดคือหัวใจของ “institutional quality” ที่นักลงทุนให้ความสำคัญ

เมื่อ CPI ต่ำ ภาพที่นักลงทุนเห็นไม่ใช่เพียงการทุจริตเชิงศีลธรรม แต่คือระบบที่กติกาไม่แน่นอน ผลลัพธ์ทางนโยบายคาดเดาได้ยาก และต้นทุนการทำธุรกรรมสูงกว่าที่ควรจะเป็น ในกรอบคิดของเศรษฐศาสตร์สถาบัน คอร์รัปชันทำหน้าที่คล้าย “ภาษีแฝง” (implicit tax) ต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภาคเอกชนต้องเผชิญค่าใช้จ่ายที่ไม่ปรากฏในบัญชี เช่น ค่าสินบน ค่าดำเนินการพิเศษ ความล่าช้าเชิงระบบ และความเสี่ยงจากการถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ลดอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของการลงทุนลงโดยอัตโนมัติ 

งานวิเคราะห์ของ International Monetary Fund ชี้ว่าคอร์รัปชันบ่อนทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการกดการลงทุนภาคเอกชน ลดประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ซึ่งทั้งหมดทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพในระยะยาว

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่มักถูกอ้างถึงคือผลงานคลาสสิกของ Paolo Mauro ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคอร์รัปชัน การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ และพบว่า ประเทศที่ถูกประเมินว่ามีคอร์รัปชันสูงมีสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และความแตกต่างด้านการลงทุนนี้อธิบายอัตราการเติบโตที่ต่ำลงได้ในระดับมาก 

งานวิจัยดังกล่าวมีความสำคัญเพราะแสดงให้เห็นกลไกเชิงสาเหตุว่า คอร์รัปชันไม่ได้ทำลายเศรษฐกิจโดยตรงเพียงผ่าน “เงินที่หายไป” แต่ผ่านการทำให้การตัดสินใจลงทุนลดลงและเบี่ยงเบนจากกิจกรรมที่เพิ่มผลิตภาพจริงไปสู่กิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนจากเส้นสายและอำนาจรัฐ

ในบริบทของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) CPI ต่ำทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนว่า สิทธิในทรัพย์สินอาจไม่มั่นคง การบังคับใช้สัญญาอาจขึ้นกับดุลพินิจ และการแข่งขันอาจไม่เป็นธรรม นักลงทุนข้ามชาติซึ่งมีทางเลือกในการเคลื่อนย้ายเงินทุนมักหลีกเลี่ยงประเทศที่มีภาพลักษณ์คอร์รัปชันสูง หรือหากเข้ามาลงทุนก็จะจำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาความสัมพันธ์กับรัฐเป็นหลัก เช่น สัมปทาน ทรัพยากร หรือโครงการผูกขาด ซึ่งไม่ได้ช่วยยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจโดยรวมเท่าการลงทุนในภาคการผลิต เทคโนโลยี หรือบริการมูลค่าสูง

ผลกระทบของ CPI ต่ำยังสะท้อนอย่างชัดเจนผ่านต้นทุนทางการเงินทั้งระบบ ในตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ “ธรรมาภิบาล” เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการประเมินความเสี่ยงประเทศ เมื่อประเทศถูกมองว่ามีคอร์รัปชันสูง นักลงทุนและเจ้าหนี้จะเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนเชิงสถาบัน 

งานของ IMF ระบุว่าคอร์รัปชันสัมพันธ์กับต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น เพราะความไม่โปร่งใสทำให้การประเมินความเสี่ยงของกระแสเงินสดในอนาคตทำได้ยากขึ้น ในทางปฏิบัติ สิ่งนี้หมายถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้น การเข้าถึงแหล่งทุนที่จำกัดลง โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และในระดับรัฐอาจสะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้นเมื่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง ซึ่งกระทบเสถียรภาพการคลังในระยะยาว

อีกกลไกหนึ่งที่สำคัญคือคุณภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ งานของ World Bank และงานศึกษาที่เกี่ยวข้องชี้ว่า ประเทศที่มีคอร์รัปชันสูงมักมีประสิทธิภาพการลงทุนภาครัฐต่ำ แม้งบประมาณการลงทุนจะอยู่ในระดับสูง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพต่ำ โครงการล่าช้า หรือสินทรัพย์สาธารณะที่เสื่อมโทรมเร็ว เนื่องจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการกำกับดูแลอ่อนแอ 

ด้าน IMF ในงานของ Tanzi และ Davoodi อธิบายว่า คอร์รัปชันทำให้การตัดสินใจใช้งบประมาณเบี่ยงเบนไปสู่โครงการที่เอื้อต่อการแสวงหาค่าเช่าทางการเมือง มากกว่าโครงการที่เพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจจริง ผลคือแม้รัฐจะ “ลงทุนมาก” แต่ผลตอบแทนต่อเงินลงทุนหนึ่งหน่วยกลับต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในมิติการคลัง คอร์รัปชันบ่อนทำลายฐานรายได้ของรัฐผ่านการหลีกเลี่ยงภาษี การใช้ดุลพินิจแบบเลือกปฏิบัติ และการรั่วไหลในกระบวนการจัดเก็บ เมื่อรายได้รัฐต่ำกว่าศักยภาพ พื้นที่การคลังสำหรับการลงทุนด้านการศึกษา สาธารณสุข และการพัฒนาทุนมนุษย์จะถูกจำกัด งานของ IMF ชี้ว่ากลไกนี้ทำให้ประเทศที่มีคอร์รัปชันสูงเผชิญวงจรที่ยากจะหลุดพ้น คือรัฐอ่อนแอ บริการสาธารณะคุณภาพต่ำ ทุนมนุษย์ด้อยคุณภาพ และศักยภาพการเติบโตระยะยาวถูกกดทับอย่างต่อเนื่อง

ในระดับโครงสร้างตลาด คอร์รัปชันทำให้การแข่งขันบิดเบือน เพราะความสำเร็จของธุรกิจขึ้นกับความใกล้ชิดกับอำนาจรัฐมากกว่าประสิทธิภาพและนวัตกรรม ทรัพยากรถูกจัดสรรไปยังบริษัทหรือกิจกรรมที่มีอิทธิพลทางการเมือง ไม่ใช่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด ส่งผลให้ผลิตภาพรวมของประเทศเติบโตช้าลง 

งานของ World Bank อธิบายว่า ภาคธุรกิจในประเทศที่คอร์รัปชันสูงต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากไปกับการบริหารความสัมพันธ์และการวิ่งเต้น แทนที่จะลงทุนในเทคโนโลยี การวิจัย และการยกระดับทักษะแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการเติบโตในระยะยาว

โดยสรุป ในกรอบคิดเศรษฐศาสตร์มหภาคและเศรษฐศาสตร์สถาบัน CPI ที่ต่ำไม่ได้เป็นเพียงปัญหาภาพลักษณ์ แต่เป็นตัวสะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของรัฐที่ส่งผลจริงต่อเศรษฐกิจ ผ่านการลดการลงทุน การเพิ่มต้นทุนเงินทุน การทำให้การใช้จ่ายภาครัฐด้อยประสิทธิภาพ การบ่อนทำลายฐานะการคลัง และการกดทับผลิตภาพในระยะยาว

แม้ CPI จะวัด “การรับรู้” แต่ในระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นและความคาดหวัง การรับรู้นี้เองคือกลไกสำคัญที่เชื่อมภาพลักษณ์การทุจริตเข้ากับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


อ้างอิง: Transparency International, IMF, IMF 2, World Bank, World Bank 2, Oxford Academic

แชร์
ไทยแลนด์แดนคนทุจริต CPI ร่วง แพ้ลาว-เวียดนาม ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร?