
ปี 2026 ถูกประเมินว่าเป็นปีที่นักลงทุนต้องเล่น “เกมระยะยาว” และการปกป้องพอร์ตมีความสำคัญไม่แพ้การสร้างผลตอบแทน เนื่องจากมีแรงกดดันรอบด้านตั้งแต่ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ความเปราะบางของฐานะการคลังสหรัฐฯ ที่เสี่ยงจุดชนวนเงินเฟ้อ ไปจนถึงทิศทางของเงินดอลลาร์ที่ยังมีแนวโน้มจะอ่อนค่าต่อไป
เวย์ ฟุก โหว (Wey Fook Hou) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน (Chief Investment Officer: CIO) ของธนาคารดีบีเอส (DBS Bank) จากสิงคโปร์ เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีมุมมองดังกล่าวนี้ ซึ่งเขาได้ให้ข้อมูลในงาน “DBS 1Q26 Insights: The Long Game” ซึ่งจัดโดย บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้
CIO ของ DBS Bank กล่าวว่า ปี 2025 เป็นปีที่ทดสอบความเชื่อมั่นและให้ผลตอบแทนแก่ความมีวินัยของนักลงทุน ตลาดแสดงผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งแม้ว่าจะไม่ทั่วถึงทุกเซกเตอร์ สำหรับปี 2026 นี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มีความเสี่ยงของฐานะการคลัง (fiscal dominance) อย่างชัดเจน ขณะที่การขาดดุลงบประมาณที่ดำรงอยู่ต่อเนื่อง และระดับหนี้สาธารณะที่เร่งตัวขึ้น ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าการจัดหาเงินทุนของภาครัฐอาจเข้ามาบดบังบทบาทของนโยบายการเงิน
นอกจากนี้ การบั่นทอนความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงการรับรู้ของตลาด ก็อาจจุดชนวนความกังวลด้านเงินเฟ้อขึ้นอีกครั้ง และผลักดันให้นักลงทุนเรียกร้อง risk premium ที่สูงขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักของเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นนี้ไม่ได้มาจากภาษีนำเข้าหรือข้อจำกัดด้านอุปทาน แต่มาจากการขาดกรอบวินัยทางการคลังในการควบคุมหนี้สาธารณะ
สำหรับนักลงทุน CIO ของ DBS แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ปกป้องมูลค่าพอร์ต โดยจำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์จริง ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และโลหะมีค่า ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าในวัฏจักรเงินเฟ้อ
CIO ของ DBS บอกว่า เมื่อ Fed ปรับทิศทางสู่วัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ยภายใต้สภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย จะส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ทำให้สินทรัพย์จริงยังคงเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้ออันยืดเยื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานสัมพันธ์ของเงิน (Silver) และ S&P 500 ซึ่งใช้เป็นตัวแทนของสินทรัพย์จริงและสินทรัพย์ทางการเงินในวงกว้างตามลำดับ จะเห็นว่าการจัดวางสถานะของนักลงทุนอยู่ในระดับที่ตึงตัวมาก สร้างโอกาสสำหรับการกระจายความเสี่ยง กล่าวโดยสรุปการเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์จริงที่จับต้องได้ไม่ใช่เพียงการตั้งรับแต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
CIO ของ DBS กล่าวว่า เงินเฟ้อไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพียงประการเดียวที่กำลังกำหนดทิศทางตลาด แต่กระแส deglobalisation ที่เร่งตัวขึ้นจากนโยบายเชิงปกป้องอย่าง America First ได้สร้างแรงฉุดสองด้านพร้อมกัน ทั้งการค้าโลกที่อ่อนแรงลงและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงต้านเหล่านี้ โมเมนตัมทางเศรษฐกิจโดยรวมยังคงมีความแข็งแรงจากแรงหนุนของ Capex supercycle ที่ทรงพลัง โดยมี AI และการใช้จ่ายด้านกลาโหมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
DBS ประเมินว่าเฉพาะกลุ่ม Hyperscalers จะทุ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI สูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025-2027 ขณะที่งบประมาณกลาโหมของ NATO มีแนวโน้มเพิ่มจาก 2% เป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 ความมุ่งมั่นเหล่านี้สะท้อนแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่อาจพลิกโฉมภูมิทัศน์ ทางอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีในระยะยาว
แม้การลงทุนด้าน AI จะมีศักยภาพสูง แต่ เวย์ ฟุก โหว แสดงความเห็นว่า ทุกโอกาสย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง ซึ่งการบูมของ AI แสดงสัญญาณความร้อนแรงทั้งในแง่ระดับมูลค่าที่พุ่งสูง ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว และพฤติกรรมเชิงเก็งกำไร อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับฟองสบู่ดอทคอม สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคและการสนับสนุนเชิงนโยบายในปัจจุบันมีความแข็งแรงกว่ามาก
ส่วนแผนการลงทุนของ Big Tech แม้มีขนาดใหญ่ แต่ยังคงอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับ GDP แต่ DBS ยังคงตระหนักว่าความประมาทอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม การเพิ่มขึ้นของแนวโน้ม การระดมทุนแบบหมุนเวียน หรือ circular financing โดยบริษัทต่าง ๆ ได้สนับสนุนเงินทุนซึ่งกันและกัน สะท้อนภาพคล้ายกับ vendor financing ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในแง่ของความเปราะบางเชิงระบบ
CIO ของ DBS สรุปมุมมองทิศทางการลงทุนว่า “คุณภาพ” คือหัวใจสำคัญในระยะต่อไป หลังจากที่กระแสเงินเชิงเก็งกำไรหลัง Liberation Day ไหลเข้าสู่หุ้น AI และเทคโนโลยีได้ผลักดันหุ้น High Beta ขึ้นสู่ระดับที่ร้อนแรงอย่างยิ่งในปีที่ผ่านมา เช่นกันกับตลาดตราสารหนี้ที่สะท้อนภาพในทิศทางเดียวกัน โดยการ outperformance ของ High Yield ขยายตัวจนเข้าใกล้ขีดจำกัด
“สำหรับไตรมาสข้างหน้า ความแข็งแกร่งของพอร์ตจะมาจากการยึดมั่นในคุณภาพ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ให้ความสำคัญกับหุ้นคุณภาพ และตราสารหนี้ระดับ Investment Grade”
CIO ของ DBS แนะกลยุทธ์การลงทุนว่า ภายใต้สถานการณ์ธนาคารกลางหันมาเพิ่มสภาพคล่อง เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ทำให้การถือเงินสดไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม การรับมือปี 2026 ต้องอาศัย 4 แนวทางหลัก ได้แก่
1. โต้คลื่น AI ผ่านกลุ่ม Adapters โดยให้ความสำคัญกับบริษัทที่นำ AI ไปใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ หลีกเลี่ยงการลงทุน Hyperscaler เพื่อเลี่ยงความเสี่ยง capex–revenue mismatch และมูลค่าที่ตึงตัว
2. บริหารเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อด้วยการลงทุนในสินทรัพย์จริง เนื่องจากการลดดอกเบี้ยของ Fed ภายใต้ เศรษฐกิจที่ไม่ถดถอยมีแนวโน้มจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ดังนั้น ควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และโลหะมีค่า ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันเงินเฟ้อ
3. มองหามูลค่าในหุ้น Asia ex-Japan ซึ่งปัจจุบันซื้อขายด้วยส่วนลดราว 32.4% เมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว และคาดว่ากำไรปี 2026 จะเติบโต 18.9%
4. เน้นลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพ โดยเลือกลงทุนในหุ้นคุณภาพและตราสารหนี้ Investment Grade มากกว่ากลุ่ม High Yield