
เมื่อการประชุมประจำปี World Economic Forum มาถึง รายงาน Chief Economists’ Outlook ของ World Economic Forum เป็นหนึ่งในสาระสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายและภาคธุรกิจควรสนใจ เพราะรายงานนี้สะท้อนมุมมองของหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำจากทั่วโลกต่อแนวโน้มและความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก
รายงาน Chief Economists’ Outlook ฉบับล่าสุดเผยให้เห็นว่า หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ยังมีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจเอนเองไปในทางลบ แม้ว่าจะมีมุมมองที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการประเมินในปีก่อนหน้า โดย 53% คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2026 นี้จะอ่อนแอลง ขณะที่ 28% มองว่าสถานการณ์จะไม่เปลี่ยนแปลง และ 19% เชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น
โฟกัสลงไปที่มุมมองต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจ รายงานนี้ระบุถึงความเสี่ยงที่สำคัญ คือ ราคาสินทรัพย์ที่พุ่งขึ้นสูง แรงกดดันจากระดับหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง ซึ่งกำลังเปลี่ยนทิศทางของการค้าและการลงทุนทั่วโลก ส่วนในระยะกลาง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์มองว่า การผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับระบบเศรษฐกิจ เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก
หากจัดลำดับความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า ความเสี่ยงที่ฟองสบู่สินทรัพย์จะแตก และแรงกดดันด้านหนี้สินที่เพิ่มขึ้น เป็นพัฒนาการทางเศรษฐกิจมหภาคที่น่ากังวลที่สุด
ในปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดทุนโลกถูกขับเคลื่อนโดยความเฟื่องฟูของตลาดหุ้นสหรัฐฯที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ราคาหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven (เจ็ดนางฟ้า) จะยังไม่สูงเท่ายุคฟองสบู่ดอทคอม แต่ก็พุ่งขึ้นมาอยู่ในระดับที่แพงสูงสุด 10% แรกของสถิติในประวัติศาสตร์แล้ว และมีสัดส่วนเกือบ 35% ของมูลค่าตลาดรวม จากที่เคยมีสัดส่วน 20% ในปลายปี 2022 สะท้อนถึงภาวะราคาที่ตึงตัวและแรงกดดันด้านการประเมินมูลค่าที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน สินทรัพย์อื่นก็เคลื่อนไหวอย่างน่าทึ่งเช่นกัน บิตคอยน์และคริปโตเคอร์เรนซีร่วงลง แต่ทองคำพุ่งขึ้นถึง 60% ในปีเดียว เป็นผลจากความไม่แน่นอนที่สูงและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเข้าซื้อของบรรดาธนาคารกลาง ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็หยุดการอ่อนค่าที่เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน และกลับมาแข็งค่าขึ้นแล้วเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ
สำหรับปี 2026 หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ 52% คาดว่าราคาหุ้นสหรัฐฯที่เชื่อมโยงกับ AI จะปรับตัวลง และ 9% คาดว่าจะลดลงอย่างมาก ขณะที่ 40% ยังมองว่าจะยังปรับขึ้นอีก ส่วนหุ้นสหรัฐฯอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI ถูกมองในเชิงบวกมากกว่าเล็กน้อย แต่ 58% ก็ยังเห็นว่ามีโอกาสทรงตัวหรือปรับลง
ต่างจากหุ้นจีนที่นักเศรษฐศาสตร์กว่า 2 ใน 3 คาดว่าหุ้นจีนที่เกี่ยวกับ AI จะปรับตัวขึ้น ส่วนหุ้นจีนอื่น ๆ นักเศรษฐศาสตร์มีมุมมองแตกต่างกัน โดย 45% คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนหุ้นยุโรปที่ทำผลงานได้ดีในปี 2025 นั้น นักเศรษฐศาสตร์ 59% คาดว่า ราคาจะเพิ่มขึ้นต่อในปีนี้
ส่วนทองคำ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ 54% มองว่าราคาทองคำแตะจุดสูงสุดแล้ว แต่ 46% ยังเชื่อว่าจะขึ้นต่อ
ด้านคริปโตเคอร์เรนซีถูกมองในทางลบอย่างชัดเจน โดยหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ 62% คาดว่าราคาคริปโตฯจะปรับตัวลงอีกในปี 2026 หลังการพังทลายของตลาดในเดือนตุลาคม 2025 โดยบิตคอยน์สูญเสียมูลค่าไปถึงราว 25% ภายในเวลาสองเดือน ซึ่งเผยให้เห็นจุดอ่อนในโครงสร้างพื้นฐานของสกุลเงินดิจิทัลโดยรวม
สำหรับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่ตอบแบบสอบถาม 54% คาดว่า สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะกลับมาอ่อนค่าลงอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่องบดุลของผู้กู้และนักลงทุนต่างชาติ และอาจช่วยลดภาระหนี้ของประเทศตลาดเกิดใหม่
ทั้งนี้ การประเมินมูลค่าและพฤติกรรมของนักลงทุนทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ต่างก็เตือนถึงความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่ของสินทรัพย์ ซึ่งอาจเกิดการปรับตัวลงอย่างรุนแรง ขณะที่ อีกฝั่งหนึ่งโต้แย้งว่า AI ไม่ใช่ฟองสบู่แบบยุคดอทคอม เพราะบริษัทมีกำไรจริงและมีการลงทุนจำนวนมากในดาตาเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
นอกจากนั้น การสำรวจของ World Economic Forum ได้ขอให้หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประเมินขอบเขตผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก หากมูลค่าสินทรัพย์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ 74% มองว่า หากมูลค่าหุ้น AI สหรัฐฯร่วงลง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นวงกว้าง ขณะที่ผลกระทบจากการร่วงลงของหุ้นอื่น ๆ ของสหรัฐฯ ทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี หรือหุ้นจีนและหุ้นยุโรป จะจำกัดกว่า
ทั้งนี้ บางการประมาณการชี้ว่า การที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯตกต่ำอย่างรุนแรง อาจก่อให้เกิดความสูญเสียได้มากถึง 35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ 2 ใน 3 ของหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่ตอบแบบสำรวจคาดการณ์ว่า จะมีผลกระทบในวงกว้าง หากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และ 56% มองว่า การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะมีผลกระทบในระยะยาว ส่วนการลดลงของสินทรัพย์อื่น ๆ คาดว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะสั้น
ประเด็นเรื่องหนี้สิน ทั้งหนี้ภาครัฐ หนี้ธุรกิจ และหนี้ครัวเรือน เป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ ต้องเผชิญกับมรดกการกู้ยืมที่ยาวนานและการบริหารจัดการระดับหนี้ที่สูงขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการประเมินแนวทางนโยบายการคลังใหม่
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประเมินความเป็นไปได้ที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจมหภาคในปีนี้ ซึ่งรวมถึงวิกฤตหนี้สาธารณะ วิกฤตค่าเงิน วิกฤตหนี้ภาคเอกชน วิกฤตธนาคาร และวิกฤตหนี้ครัวเรือน โดยรวมแล้ว หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าวิกฤตการณ์เหล่านี้ ไม่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น แต่ก็มองว่าความเสี่ยงในประเทศตลาดเกิดใหม่สูงกว่าในประเทศพัฒนาแล้ว
ทั้งนี้ หนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 102 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100% ของ GDP ภายในปี 2029 แม้ว่าหนี้ในประเทศกำลังพัฒนาจะมีสัดส่วนน้อยกว่า 1 ใน 3 ของหนี้ทั่วโลก แต่ก็เพิ่มขึ้นเร็วกว่าถึงสองเท่าตั้งแต่ปี 2010
สำหรับการใช้จ่ายของภาครัฐ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์มองว่า แนวโน้มการลดรายจ่ายภาครัฐเพื่อรักษาเสถียรภาพการคลังมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีภาระงบประมาณคงที่สูง เช่น ด้านกลาโหมและการชำระหนี้ สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ 1 ใน 3 เท่านั้นที่มองว่า การลดค่าใช้จ่ายภาครัฐเป็นกลยุทธ์ที่เป็นไปได้
รัฐบาลทั่วโลกต้องเผชิญภาระหนี้ที่สูงขึ้นและต้องเผชิญความยากลำบากในการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณ โดยค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ 97% คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น และ 74% คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมในประเทศตลาดเกิดใหม่จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มีหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ 77% คาดว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว และ 71% คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในประเทศตลาดเกิดใหม่ ส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการขยายตัวของ AI และดาตาเซ็นเตอร์
การใช้จ่ายด้านการทหารทั่วโลกที่พุ่งสูงเกิน 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ประกอบกับความต้องการทางเศรษฐกิจ กำลังเบียดบังงบประมาณในด้านอื่น ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าในระยะ 5 ปีข้างหน้า จะไม่มีการเพิ่มงบประมาณในด้านการวิจัย การศึกษา การขนส่ง และการปกป้องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากข้อจำกัดด้านรายได้ภาครัฐที่ถูกดึงไปใช้ในภาคส่วนที่มีความจำเป็นเร่งด่วนกว่า
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ (เป็นสังคมสูงวัย) จะสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อระบบการดูแลสุขภาพของหลาย ๆ ประเทศในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า โดยประเทศพัฒนาแล้วจะเผชิญกับปัญหานี้ก่อนประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เกือบครึ่งหนึ่ง (44%) คาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายด้านประกันสังคมในประเทศพัฒนาแล้ว และ 53% คาดว่าจะมีการใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนในประเทศตลาดเกิดใหม่ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ 58% ไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในการใช้จ่ายด้านสุขภาพ และ 61% ไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในการใช้จ่ายด้านประกันสังคม