
หนึ่งในงานสำคัญที่รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ดำเนินการอย่างแข็งขันคือ การปราบปรามผู้อพยพ ข้อมูลจากสำนักข่าว CBS News วันที่ 16 มกราคมกล่าวว่า มีผู้อพยพถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หรือ ICE ควบคุมตัวอยู่ 73,000 คน มากกว่าเดือนมกราคม 2025 ถึง 84% และเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์การทำงาน 23 ปีของ ICE หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง
ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ก่อนหน้านี้ไม่นาน สำนักข่าว CBP รายงานว่า จำนวนผู้อพยพที่ ICE ส่งตัวออกนอกประเทศนั้นมีมากกว่า 120,000 คนทีเดียว ไม่ใช่ผู้อพยพทุกคนจะถูกส่งกลับบ้าน แต่หลายคนถูกส่งไปที่จุดรับผู้อพยพ [stop over] อย่างในเอลซัลบาดอร์ และกัวเตมาลา ที่รับผู้อพยพทั้งชาติตัวเองและชาติอื่น โดยสหรัฐฯ จ่ายให้เอลซัลบาดอร์ถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
แน่นอนว่า กระบวนการจับกุม กักขัง และส่งกลับคนจำนวนมาก ในระยะเวลาอันสั้นย่อมสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจแน่นอน ยิ่งคำนึงว่า ผู้อพยพเป็นแรงงานจำนวนมากของสหรัฐฯ และสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจแล้วด้วย ผลกระทบคืออะไรกันแน่?
อ้างอิงตามข้อมูลสำนักงานสถิติแรงงานในสหรัฐฯ ปี 2024 แรงงานผู้อพยพ หรือคนที่มีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศมีจำนวนมากถึง 32.3 ล้านคน (ทั้งมีเอกสารและไม่มีเอกสาร) ในสหรัฐฯ หรือราว 19.2% ในตลาดแรงงานทั้งหมด (แรงงานปี 2024 ทั้งหมดมี 169 ล้านคน)
และตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา มีแรงงานผู้อพยพเข้าร่วมตลาดแรงงานมากขึ้นถึง 5.5 ล้านคน เป็นจำนวนที่นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายในธนาคารกลางสหรัฐฯ หลายคนเห็นตรงกันว่า มาช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน และการเติบโตค่าจ้างที่จำกัดได้
*สัดส่วนแรงงานผู้อพยพปี 2024: คนฮิสแปนิก 47.6%, คนเอเชียน 25.1%, คนขาว 15.3%, คนดำ 10.7%, และอื่น ๆ 1.3%
**แรงงานผู้อพยพไม่มีเอกสารราว 8.5 ล้านคน ส่วนมากอยู่ใน ภาคการก่อสร้าง (ร้อยละ 20),บริการที่พักและอาหาร (ร้อยละ 12), การผลิต (ร้อยละ 11), บริการด้านการบริหาร การสนับสนุน และการจัดการของเสีย (ร้อยละ 10) และการขายปลีก (ร้อยละ 8)--ข้อมูลเมษายน 2025 ชี้ว่า มี
แรงงานผู้อพยพมากขึ้นช่วงปีหลัง และแตะจุดพีคเมื่อปี 2024 โดยเฉพาะในภาคการก่อสร้าง การขนส่ง การสนับสนุนบริการการแพทย์ และการศึกษาที่มากขึ้นเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ผู้อพยพยังมีอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานมากกว่าคนสหรัฐฯ ที่เกิดในสหรัฐฯ เสียอีก
***อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน คือร้อยละของประชากรวัยแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในสถาบัน (เช่น เรือนจำหรือโรงพยาบาลจิตเวช) และไม่ใช่ทหาร ที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งกำลังทำงานอยู่หรือกำลังหางานทำอย่างจริงจัง
อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้อพยพคือ 67.0% เมื่อปี 2024 ขณะที่คนสหรัฐฯ นั้นอยู่ที่ 62.1% ในช่วงเวลาเดียวกัน และหากเรามองกราฟด้านล่างนี้ ก็จะสรุปความอย่างง่ายได้ว่า “สัดส่วนผู้อพยพที่ทำงานนั้นมากกว่าคนที่เกิดในสหรัฐฯ มาหลายปีแล้ว”
และสัดส่วนการว่างงานในคนสหรัฐฯ ที่เกิดในสหรัฐฯ นั้นมากกว่าผู้อพยพ (4.2% และ 4.3% ตามลำดับ)
ตามข้อมูลของ American Immigration Council ในปี 2023 แรงงานผู้อพยพก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พวกเขาจ่ายภาษีให้รัฐบาล (ทั้งรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง) 651,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
และแม้ฝ่ายต่อต้านผู้อพยพจะโต้แย้งว่า ผู้อพยพไม่มีเอกสาร ที่ไม่มีเอกสาร (Undocumented immigrants) นั้นเป็นภาระสุทธิ (Net drain) ให้รัฐบาลท้องถิ่น โดยเฉพาะด้านการศึกษา และสาธารณสุข ข้อมูลในปี 2023 ชี้ว่า ผู้อพยพไม่มีเอกสารสร้างการจับจ่ายกว่า 299,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างรายได้ 389,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจ่ายภาษีเกือบ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยสรุปคือ ก่อนสมัยของประธานาธิบดีทรัมป์ มีการเติบโตของผู้อพยพมาก ถึงจุด “พีค”ทั้งกลุ่มมีและไม่มีเอกสาร นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่า เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะช่วยขยายตลาดแรงงาน ไม่ได้ส่งผลต่อค่าแรงของแรงงานคนสหรัฐฯ โดยกำเนิด และช่วยสร้างการจับจ่ายในประเทศ แต่ก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับแรงงานไร้ฝีมือ และการเพิ่มขึ้นขชองแรงงานอย่างมาก และไว ก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคม เช่น ปลุกกระแสชาตินิยม และต่อต้านผู้อพยพ
การปราบปราม จับกุม ส่งกลับผู้อพยพคือ หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดที่ทรัมป์สร้างในสมัยที่ 2 ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ ณ ปัจุบันผลกระทบที่เกิดต่อเศรษฐกิจมหภาคยังไม่ชัดเจน แต่รายงานของ Oxford Economics ของเบอร์นาร์ด เยรอส (Bernard Yaros) นักเศรษฐศาสตร์ประมาณการว่า การปราบกรามผู้อพยพของ ICE จะทำให้ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) ของสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 0.25 ในระยะยาว
ส่วนผลลัพธ์ระยะสั้นที่เราเห็นได้เลยคือ ความเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงแรงงานผู้อพยพ ซึ่งกำลังอยู่ในจุด “เปราะบาง”
ตัวอย่างหนึ่งคือ อุตสาหกรรมการเกษตรในเมืองอ็อกนาร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเราเห็นได้จากรายงาน Quantifying the Economic Impact of 2025 ICE Raids on California’s Agricultural Industry: A Case Study of Oxnard ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2025
“ในปี 2025 การบุกตรวจค้นอย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ในเมืองออกซ์นาร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับอุตสาหกรรมเกษตรกรรมของรัฐที่มีมูลค่ากว่า 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญที่ป้อนผลไม้และถั่วถึงร้อยละ 75 และผักอีก 1 ใน 3 ของปริมาณทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา” รายงานระบุ
จากการจับกุมผู้อพยพในรัฐแคลิฟอร์เนียที่เพิ่มจาก 699 คนในเดือนพฤษภาคม 2025 สู่เกือบ 2,000 คนในเดือนต่อมา แรงงานถูกดึงหายจากที่ทำงาน สวน ไร่ ไซต์ก่อสร้างแบบที่ไม่มีใครตั้งตัวทัน
รายงานพบว่า แรงงานภาคการเกษตรในเมืองอ็อกนาร์ดหายไปราว 20-40% นำไปสู่ความสูญเสียของผลผลิตทางการเกษตรมูลค่า 3–7 พันล้านดอลลาร์ และส่งผลให้ราคาพืชผักผลไม้ (Produce prices) พุ่งสูงขึ้นร้อยละ 5–12
เพื่อป้องกันการหยุดชะงักในกระบวนการผลิตมากไปกว่านี้ รายงานแนะนำให้ขยายโครงการวีซ่า H-2A และการทำให้แรงงานที่ไม่มีเอกสารกลายเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย เพื่อสร้างเสถียรภาพในอุตสาหกรรม
อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการดำเนินงานของ ICE คือที่รัฐมินนิโซตา ซึ่งในขณะนี้ (มกราคม 2026) มีการประท้วงต่อเนื่องจากกรณีการสังหารเรเน่ กู๊ดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 โดยเจ้าหน้าที่ ICE โจนาธาน รอสส์
Fact sheet ที่เผยแพร่ใน North Star Policy เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2026 อธิบายผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุการปราบปรามและความวุ่นวายดังกล่าวในมินนิโซตา อาทิ การปิดกิจการ, จำนวนลูกค้าที่ลดลง, ความไม่มั่นคงในภาคแรงงาน
แต่เดิมรัฐมินนิโซตาเป็นรัฐที่มีสัดส่วนผู้อพยพพอควร คือ 1 ใน 12 ของประชากรทั้งหมด และ 1 ใน 9 ของแรงงานทั้งหมด ส่วนใหญ่ทำงานในภาคบริการสุขภาพ, การดูแลเด็ก, ก่อสร้าง, การผลิตอาหาร, อุตสาหกรรม และบริการ รวมถึงจำนวนมากมีธุรกิจของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่การปราบปรามผู้อพยพโดย ICE ความหวาดกลัวทำให้ธุรกิจที่ผู้อพยพเป็นเจ้าของต้องปิดตัวลงชั่วคราว หรือหากผู้อพยพเป็นลูกจ้าง ก็ขาดแคลนแรงงานกะทันหัน ในเมืองเซนต์พอล ธุรกิจที่ผู้อพยพเป็นเจ้าของประมาณ 80% ปิดตัวลงภายในสัปดาห์เดียว โดยหลายแห่งรายงานยอดขายลดลง 50-100%
ร้านอาหารในเมืองโรเชสเตอร์ต้องจำกัดเวลาให้บริการหรือปิดตัวลง เพราะขาดแคลนพนักงานและความหวาดกลัว
ขณะเดียวกันในเมืองเซนต์คลาวด์ ธุรกิจที่มีเจ้าของเป็นชาวโซมาลีต้องเผชิญกับจำนวนลูกค้าที่ลดลงอย่างมาก หลังเกิดเหตุเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ ICE
แมตต์ วาริเลก อธิบดีกรมการจ้างงานและการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งรัฐมินนิโซตา (DEED) ยืนยันว่าการดำเนินการของ ICE กำลังส่งผลกระทบเชิงลบต่อ 'ธุรกิจทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่'
เขาระบุว่า ทางกรมฯ ได้รับข้อมูลว่าธุรกิจบางแห่ง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีเจ้าของเป็นกลุ่มคนผิวสีตกเป็นเป้าหมายของการดำเนินการจากรัฐบาลกลาง ทำให้การจ่ายเงินเดือนพนักงานในอีกไม่กี่สัปดาห์ที่จะถึงนี้เป็นเรื่องยากลำบาก
อ้างอิง: Axios, CMSNY, FRED, American Immigration Council, CFR