Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
อินโดนีเซียเตรียมส่งทหาร 8,000 นายไปกาซา เดินเกมสู่มหาอำนาจระดับกลาง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

อินโดนีเซียเตรียมส่งทหาร 8,000 นายไปกาซา เดินเกมสู่มหาอำนาจระดับกลาง

11 ก.พ. 69
10:47 น.
แชร์

อินโดนีเซียเตรียมส่งทหาร 8,000 นายไปกาซา

อินโดนีเซียเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเตรียมพร้อมที่จะส่งทหารจำนวนสูงสุดถึง 8,000 นายไปยังฉนวนกาซา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังรักษาสันติภาพภายใต้แผนจัดการตะวันออกกลางของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยผู้บัญชาการทหารบกอินโดนีเซียระบุว่า "กองกำลังรักษาสันติภาพ" ของอินโดนีเซียชุดนี้ จะเป็นกองกำลังจากภายนอกกลุ่มแรกที่จะเข้าไปประจำการในกาซาในรอบ 60 ปี

การประกาศโดย พลเอก มารูลี สิมันจุนตัก ผู้บัญชาการทหารบก ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศแรกที่ให้คำมั่นสัญญาอย่างเป็นรูปธรรมต่อกองกำลังสร้างเสถียรภาพนานาชาติ หรือ ISF ซึ่งถูกวางไว้เป็นส่วนหนึ่งของระยะที่สองในแผนการของทรัมป์

วิทยุสาธารณะของอิสราเอลรายงานเมื่อเช้าวันอังคารที่ 10 ก.พ. ว่า มีการกำหนดพื้นที่ในตอนใต้ของกาซา ระหว่างเมืองราฟาห์ และเมืองข่าน ยูนิส เพื่อใช้เป็นค่ายทหารสำหรับกองกำลังอินโดนีเซีย

การมาถึงของกองกำลังรักษาสันติภาพอินโดนีเซียในกาซาจะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นกองกำลังภายนอกกลุ่มแรกที่เข้าไปในดินแดนดังกล่าวนับตั้งแต่ปี 1967 นอกจากนี้ ยังถือเป็นการวางตำแหน่งประเทศมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุดในโลกให้เป็นหัวใจสำคัญของความขัดแย้งที่แก้ไขยากที่สุดในตะวันออกกลาง

พลเอกมารูลีกล่าวว่า เขาคาดหวังว่าจะมีการส่งกองพลทหารบก ซึ่งมีจำนวนระหว่าง 5,000 ถึง 8,000 นายไปประจำการ แต่ได้เน้นย้ำว่า ภารกิจนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน ทุกอย่างยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา ยังไม่มีความแน่นอน ดังนั้นจึงยังไม่มีความชัดเจนเรื่องจำนวนทหารจนถึงขณะนี้

ความเคลื่อนไหวของอินโดนีเซียในครั้งนี้ ถูกตีความจากผู้เชี่ยวชาญว่า เป็นการเดินเกมรุกของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่จะผลักดันให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศมหาอำนาจระดับกลาง 

ภารกิจประวัติศาสตร์กาซา หนุนมหาอำนาจ

การเตรียมส่งทหารรักษาสันติภาพของอินโดนีเซียจำนวนสูงสุดถึง 8,000 นาย ถือเป็นก้าวย่างทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากจะเป็นกองกำลังจากภายนอกกลุ่มแรกที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ฉนวนกาซานับตั้งแต่สงครามหกวันในปี 1967 โดยพลเอกมารูลี สิมันจุนตัก ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่า ขณะนี้ได้เริ่มกระบวนการฝึกซ้อมหน่วยเฉพาะกิจเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าแล้ว โดยเน้นไปที่หน่วยวิศวกรรมและหน่วยสาธารณสุขเพื่อทำหน้าที่ในบทบาทสนับสนุนเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้ยังคงตั้งอยู่บนความคลุมเครือของแผนสันติภาพที่โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แม้ว่าอินโดนีเซียจะแสดงความมุ่งมั่นอย่างเป็นรูปธรรมเป็นชาติแรก แต่ในเชิงลึกรัฐบาลจาการ์ตายังคงมีความลังเลที่จะให้กองกำลังของตนต้องรับหน้าที่ "ปลดอาวุธกลุ่มฮามาส" ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยากลำบากและเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการทำงานรับใช้ผลประโยชน์ของอิสราเอลแทนที่จะเป็นการรักษาสันติภาพอย่างแท้จริง

สถานการณ์ในพื้นที่จริงยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะแม้จะมีการประกาศหยุดยิงตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีการทิ้งระเบิดจากฝ่ายอิสราเอลเกิดขึ้นเกือบทุกวัน ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไปแล้วกว่า 500 รายในช่วงเวลาดังกล่าว ความรุนแรงที่ยังไม่ยุติลงอย่างเด็ดขาดนี้ ทำให้ภารกิจส่งทหาร 8,000 นายของอินโดนีเซียต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง ทั้งในแง่ความปลอดภัยของกำลังพลและสถานะความน่าเชื่อถือในโลกอิสลาม

เกมรุกทางการทูต: การทะยานสู่มหาอำนาจระดับกลาง

ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต อินโดนีเซียกำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การตอบรับร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ "คณะกรรมการสันติภาพ" (Board of Peace) ของทรัมป์ ไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่รักษาสันติภาพทั่วไป แต่คือยุทธศาสตร์การพาอินโดนีเซียก้าวขึ้นสู่การเป็น "มหาอำนาจระดับกลาง" ที่มีอำนาจต่อรองในระดับสากลและสามารถแสดงบทบาทผู้นำในเวทีการเมืองโลกได้อย่างเต็มตัว

ปราโบโว ซึ่งเป็นอดีตนายพลผู้มีความหลงใหลในด้านภูมิรัฐศาสตร์ พยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอินโดนีเซียจากประเทศที่เน้นการทูตเชิงรับ มาเป็นการเป็น "ผู้สร้างสะพานเชื่อม" ระหว่างชาติตะวันตกและโลกมุสลิม การเสนอตัวส่งทหารจำนวนมหาศาลนี้เป็นการแสดงขีดความสามารถว่า อินโดนีเซียมีทั้งทรัพยากร กำลังพล และความกล้าหาญทางการเมืองที่จะเข้าไปจัดการกับความขัดแย้งที่ซับซ้อนที่สุดของโลก

เป้าหมายสูงสุดของเกมรุกนี้คือการทำให้รัฐบาลจาการ์ตากลายเป็นตัวแสดงที่ "ขาดไม่ได้" ในระเบียบโลกใหม่ หากอินโดนีเซียสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ในกาซาได้สำเร็จผ่านคณะกรรมการสันติภาพ จะถือเป็นการประกาศศักดาความน่าเชื่อถือในฐานะมหาอำนาจที่เปี่ยมด้วยจริยธรรมและ Soft Power ซึ่งจะช่วยยกระดับสถานะของประเทศให้ทัดเทียมกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจระดับกลางอื่น ๆ เช่น ออสเตรเลีย หรือตุรกี ในทันที

แรงต้านภายในอิสราเอลและการเดิมพันบนความเสี่ยง

แม้แผนการนี้จะดูมีความหวังในเชิงโครงสร้าง แต่กลับต้องเผชิญกับแรงต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มขวาจัดในรัฐบาลผสมของเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งมองว่า การขยายบทบาทของอินโดนีเซียและกองกำลังจากประเทศมุสลิม คือก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างถาวร กลุ่มสุดโต่งเหล่านี้ยังมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนประชากรปาเลสไตน์ออกไปและสร้างนิคมชาวยิวขึ้นมาแทน ซึ่งเป็นแนวทางที่ขัดแย้งกับหลักการของอินโดนีเซียอย่างสิ้นเชิง

ความท้าทายนี้ทำให้การเยือนวอชิงตันของเนทันยาฮูเพื่อหารือกับทรัมป์กลายเป็นจุดชี้ขาดสำคัญว่า แผนสันติภาพที่มีความทะเยอทะยานนี้จะถูกนำไปปฏิบัติได้จริงอย่างไร ท่ามกลางตัวแสดงที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในพื้นที่ ขณะที่รัฐบาลจาการ์ตาเองก็ถูกจับตามองจากผู้เชี่ยวชาญว่าการเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพครั้งนี้อาจเป็นการ "เดิมพันทางการทูต" ที่เสี่ยงเกินไปหากไม่สามารถควบคุมทิศทางของแผนการให้เป็นธรรมต่อชาวปาเลสไตน์ได้

สุดท้ายแล้ว บทวิเคราะห์จากสื่อชั้นนำอย่าง จาการ์ตา โกลบ ย้ำเตือนว่า ความสำเร็จของอินโดนีเซียไม่ได้วัดที่จำนวนทหารหรือการได้ร่วมโต๊ะกับผู้นำโลกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าจาการ์ตาจะรักษาความเป็นอิสระทางการทูตไว้ได้หรือไม่ หากอินโดนีเซียไม่สามารถแสดงอิทธิพลที่แท้จริงและถูกใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้อื่น อินโดนีเซียก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทางการทูตที่ซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยตนเอง


แชร์
อินโดนีเซียเตรียมส่งทหาร 8,000 นายไปกาซา เดินเกมสู่มหาอำนาจระดับกลาง