
เศรษฐกิจไทยเริ่มต้นปีด้วยสัญญาณบวกจากตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ที่ขยายตัว 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ และเร่งตัวอย่างชัดเจนจากไตรมาสก่อนหน้า ภาพดังกล่าวทำให้ สศช. ปรับเพิ่มกรอบคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็น 1.5-2.5% ท่ามกลางนโยบายการเงินที่ยังผ่อนคลาย หลังอัตราดอกเบี้ยนโยบายถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.25%
อย่างไรก็ตาม การเร่งตัวของเศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนสมมติฐานของตลาด จากเดิมที่คาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง สู่มุมมองที่ว่า ธปท. อาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ยังถกเถียงกันว่าแรงส่งระยะสั้นจากการส่งออก การท่องเที่ยว และเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง จะเพียงพอหรือไม่ในการพยุงเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป ท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่
สศช. รายงานว่า GDP ไทยในช่วงสามเดือนถึงเดือนธันวาคมขยายตัวถึง 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าประมาณการสูงสุดจากการสำรวจของ Bloomberg News ที่ 1.9% และเร่งตัวจาก 1.2% ในไตรมาสที่สามอย่างชัดเจน ขณะที่เมื่อพิจารณาในเชิงไตรมาสต่อไตรมาส เศรษฐกิจขยายตัวถึง 1.9% ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบสี่ปี และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เพียง 0.6% อย่างมีนัยสำคัญ
การเติบโตในไตรมาสสุดท้ายช่วยให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัว 2.4% และเพียงพอให้ สศช. ปรับเพิ่มกรอบคาดการณ์การเติบโตในปี 2569 เป็น 1.5-2.5% จากเดิมที่ประเมินไว้ 1.2-2.2% โดยมองว่าปัจจัยหนุนสำคัญในปีหน้าจะมาจากการผ่อนคลายข้อจำกัดทางการค้า ซึ่งจะช่วยยกระดับการส่งออกสินค้า ขณะที่การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะสนับสนุนการส่งออกภาคบริการ แม้การส่งออกสินค้าและบริการรวมจะชะลอลงเหลือการเติบโต 2.1% จาก 9.2% ในปี 2568 แต่ก็ยังสูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 1.1%
ในประเทศ ภาพการฟื้นตัวยังสะท้อนผ่านองค์ประกอบสำคัญหลายด้าน โดยข้อมูลระบุว่า การลงทุนในไทยขยายตัวถึง 8.1% ในไตรมาสที่สี่ จากเพียง 1.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 3.3% ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐพลิกกลับมาเติบโต 1.3% หลังจากหดตัวในไตรมาสที่สาม สศช. ระบุว่าแรงส่งดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเดิม รวมถึงการใช้จ่ายที่เร่งตัวขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
ด้านเสถียรภาพราคา เงินเฟ้อทั่วไปซึ่งติดลบต่อเนื่องมาแล้ว 10 เดือน ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ในช่วง -0.3% ถึง 0.7% ในปี 2569 ปัจจัยนี้ช่วยประคองกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และเปิดพื้นที่ให้นโยบายการเงินสามารถดำเนินไปในทิศทางผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจต่อไป
ตลาดการเงินตอบรับข้อมูล GDP ล่าสุดในเชิงบวก ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นทันที โดยดัชนี SET ขยับขึ้นได้สูงสุดราว 1.2% แตะระดับประมาณ 1,447 จุด ก่อนจะลดช่วงบวกลง ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 0.2% มาอยู่ใกล้ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม แรงเคลื่อนไหวยังค่อนข้างจำกัดจากสภาพคล่องที่บาง เนื่องจากศูนย์กลางการเงินสำคัญในเอเชียหลายแห่ง รวมถึงจีน ปิดทำการในช่วงวันหยุดตรุษจีน
ในเชิงนโยบายการเงิน Tamara Mast Henderson นักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg Economics ประเมินว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด อาจกลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเลือก คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ใช้นโยบายผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วถึงห้าครั้ง นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 จนลงมาอยู่ที่ระดับ 1.25% เพื่อประคองเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบางอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg ยังคาดว่า ธปท. อาจลดดอกเบี้ยอีกครั้งภายในไตรมาสนี้ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงพักการปรับนโยบาย เนื่องจากพื้นที่นโยบายเริ่มจำกัด
ทั้งนี้ แม้ตัวเลข GDP ระยะสั้นของไทยจะสะท้อนการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น แต่มุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในระยะกลางยังเต็มไปด้วยความระมัดระวัง นักวิเคราะห์จาก Capital Economics ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง พื้นที่การคลังที่จำกัด และโครงสร้างการผลิตที่เชื่อมโยงกับกระแสการเติบโตใหม่ของโลก เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ค่อนข้างน้อย ทำให้ศักยภาพการเติบโตยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการเลือกตั้งยังถูกจับตามอง โดยเฉพาะความเสี่ยงที่การจัดทำงบประมาณสำหรับปีงบประมาณใหม่ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม อาจล่าช้า หากการจัดตั้งรัฐบาลหรือกระบวนการนโยบายใช้เวลานานเกินคาด ซึ่งอาจกระทบต่อการลงทุนภาครัฐและความเชื่อมั่นโดยรวม
แม้รัฐบาลจะตั้งเป้า GDP “สูง” ให้เศรษฐกิจเติบโตมากกว่า 3% แต่ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์บางราย ไทยยังมีแนวโน้มทำผลงานต่ำกว่าภูมิภาค และการฟื้นตัวรอบนี้ยังต้องพิสูจน์ว่าจะยั่งยืนเพียงพอหรือไม่ในการพาประเทศหลุดพ้นจากวงจรการเติบโตต่ำที่ดำเนินมายาวนานกว่าสองทศวรรษ
ที่มา: Bloomberg