
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบขยายวงมาถึงภาคสาธารณสุขของไทย หลังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทยอยออกมาตรการจำกัดการจ่ายยาและปรับรูปแบบการให้บริการ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรภายใต้ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การขยับตัวของโรงพยาบาลชั้นนำครั้งนี้สะท้อนความกังวลเชิงป้องกันต่อความเสี่ยงด้านการจัดหายาและเวชภัณฑ์ในระยะถัดไป แม้ทั้งสองสถาบันจะย้ำตรงกันว่ายังไม่มีภาวะขาดแคลนในปัจจุบัน แต่การเริ่มจำกัดการจ่ายยาและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบบริการถือเป็นสัญญาณของการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในระบบ
ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 โรงพยาบาลรามาธิบดีประกาศแจ้งผู้รับบริการว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลให้ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงภาคการรักษาพยาบาล จึงได้ปรับแนวทางการให้บริการเพื่อรองรับสถานการณ์
มาตรการสำคัญคือการเพิ่มสัดส่วนบริการตรวจรักษาทางไกล (Telemedicine) โดยผู้ป่วยสามารถแจ้งความประสงค์ผ่านหน่วยบริการของโรงพยาบาลหรือผ่าน RAMA App เพื่อลดความแออัดและเพิ่มความต่อเนื่องของการรักษา
ในด้านการจ่ายยา โรงพยาบาลกำหนดให้ผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ได้รับยาและเวชภัณฑ์ไม่เกิน 2 เดือนต่อครั้ง สำหรับผู้ที่มีนัดรักษาเกินกว่า 2 เดือน จะออกใบเติมยา (refill) สำหรับส่วนที่เหลือ โดยสามารถเลือกรับยาได้ทั้งทางไปรษณีย์หรือมารับที่โรงพยาบาล มาตรการดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
ด้านโรงพยาบาลศิริราชออกประกาศลงวันที่ 19 มีนาคม 2569 เช่นเดียวกัน ระบุว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โรงพยาบาลได้พิจารณาเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ให้มีความเหมาะสมและเพียงพอ
โดยกำหนดให้การจ่ายยาและเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ไม่เกินครั้งละ 1 เดือน พร้อมนัดรับยาเพิ่มเติมในส่วนที่เหลือผ่านระบบใบเติมยา ซึ่งผู้ป่วยสามารถเลือกรับยาได้ทั้งทางไปรษณีย์หรือมารับที่โรงพยาบาล มาตรการนี้เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569
ทั้งนี้ โรงพยาบาลศิริราชระบุว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการเชิงป้องกันเพื่อรองรับสถานการณ์ล่วงหน้า ปัจจุบันยังคงมียาและเวชภัณฑ์เพียงพอ ผู้ป่วยยังสามารถเข้ารับบริการและรับยาได้ตามปกติ โดยจะติดตามสถานการณ์และปรับมาตรการตามความเหมาะสมต่อไป