
ภาพจำของโลกที่ว่ากองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) จะเปิดฉากบุกยึดไต้หวันด้วยกำลังทหารภายในปี 2027 กำลังถูกท้าทายด้วยมุมมองใหม่จากประชาคมข่าวกรองของสหรัฐฯ โดยรายงานประเมินภัยคุกคามประจำปี 2026 ระบุชัดเจนว่า รัฐบาลปักกิ่ง "ไม่น่าจะ" ตัดสินใจรุกรานไต้หวันในปีหน้า ตามที่มีการคาดการณ์ไว้เดิม เนื่องด้วยปัจจัยทางยุทธศาสตร์การป้องกันของไต้หวันอาจรุนแรงเกินกว่าจะมองข้าม
เหตุผลสำคัญที่ทำให้พกองทัพจีนต้องทบทวนการใช้กำลังทหาร คือ "ต้นทุนมหาศาล" ที่อาจไม่คุ้มเสีย ทั้งแผนการบุกโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก ที่จีนประเมินแล้วว่าอาจล้มเหลว รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเปราะบาง โดยเฉพาะต้นทุนด้านเทคโนโลยีที่จะสูญเสียไปอย่างมหาศาล และระบบห่วงโซ่อุปทานของจีนที่ผลิตสินค้าป้อนความต้องการทั้งโลก ก็อาจจะถูกทำลาย และท้ายที่สุด ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จะสูญเสียไปทันทีหากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ
ด้วยเหตุนี้ ปักกิ่งจึงเลือกที่จะยกเลิกแผนการปะทะด้วยอาวุธ โดยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารโดยตรง แล้วหันมาใช้กลยุทธ์ที่แยบยลกว่า นั่นคือการพยายามสร้างเงื่อนไขอย่างรอบด้านเพื่อนำไปสู่การรวมชาติในท้ายที่สุด ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณว่า สงครามข้ามช่องแคบไต้หวันกำลังเริ่มต้นด้วยการบีบคั้นในรูปแบบอื่นที่โลกต้องจับตามอง
Spotlight เจาะลึกสถานการณ์ที่จีนกำลัง ‘ฉวยจังหวะวิกฤตการณ์โลก’ มาสร้างเงื่อนไขบีบบังคับ โดยเฉพาะการใช้ 'ความมั่นคงทางพลังงาน' เป็นตัวประกันเพื่อกดดันให้ไต้หวันยอมจำนน
ท่ามกลางภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ทำให้เส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตาย ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นและเกิดภาวะขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในหลายประเทศ รวมถึงไต้หวันที่ต้องพึ่งพาก๊าซจากประเทศกาตาร์ถึงหนึ่งในสามของความต้องการทั้งหมด
จีนได้ฉวยจังหวะนี้ยื่นข้อเสนอ "รวมชาติเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน" โดยอ้างว่า ภายใต้การปกครองของปักกิ่ง ไต้หวันจะได้รับความคุ้มครองด้านพลังงานจากมาตุภูมิที่เข้มแข็ง ภายใต้สิทธิประโยชน์มากมายเมื่อไต้หวันยอมเข้าร่วมแนวคิดหนึ่งประเทศ สองระบบ ไต้หวันจะได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจมหาศาลหากบริหารโดยกลุ่มผู้นำจากปักกิ่งผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่ารักชาติ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไต้หวันได้ประกาศปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยมองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสงครามจิตวิทยาแนวใหม่ ที่มุ่งกดดันทางความคิดและสร้างความหวั่นไหวให้แก่ประชาชน นายเหอ จินชาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวัน ยืนยันต่อรัฐสภาว่าสิ่งที่จีนเสนอนั้น "เป็นไปไม่ได้" พร้อมระบุว่า ไต้หวันได้เตรียมแผนสำรองและคลังพลังงานสำรองไว้เพียงพอสำหรับสถานการณ์วิกฤตแล้ว ซึ่งจะนำเข้าจากแหล่งอื่น โดยเฉพาะสหรัฐฯ ประเทศผู้เป็นพันธมิตร
ในขณะที่ปักกิ่งหยิบยื่นความช่วยเหลือด้านความมั่นคงทางพลังงานให้ไต้หวัน แต่ในความเป็นจริง จีนเองกลับสั่งระงับการส่งออกเชื้อเพลิงของตนเองมูลค่ากว่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนภายในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพยากร แต่คือการใช้ความเปราะบางของสถานการณ์โลกมาเป็นเครื่องมือบีบบังคับทางการเมือง
ปัจจัยสำคัญที่รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นคือบทบาทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ซึ่งมักอ้างถึง "สายสัมพันธ์อันยอดเยี่ยม" และความสนิทสนมส่วนตัวกับผู้นำจีนอย่าง สี จิ้นผิง ว่าเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดสงครามในระยะสั้น
ทรัมป์ถึงขั้นระบุว่า เขาได้รับคำมั่นสัญญาโดยตรงจากสี จิ้นผิง ว่าจะไม่มีการเปิดฉากโจมตีไต้หวันตราบใดที่เขายังอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดี แม้ว่าทางรัฐบาลปักกิ่งจะไม่เคยออกมาขยายความหรือยืนยันในประเด็นนี้อย่างเป็นทางการก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ฉากหน้าของการประนีประนอม นโยบายของสหรัฐฯ กลับดำเนินไปอย่างย้อนแย้งและเต็มไปด้วยความตึงเครียดในเชิงปฏิบัติ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์เพิ่งอนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงยุทโธปกรณ์ทันสมัยที่ทำให้ปักกิ่งมองว่าเป็นความพยายาม "เติมเชื้อไฟ" และขัดขวางกระบวนการรวมชาติ
สำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า การกระทำที่สวนทางกับวาทศิลป์ทางการเมืองนี้สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ ยังคงใช้ยุทธศาสตร์แบบสองหน้า ด้านหนึ่งคือการใช้การทูตระดับผู้นำเพื่อซื้อเวลา แต่อีกด้านหนึ่งคือการเร่งติดอาวุธให้ไต้หวันเพื่อเพิ่มต้นทุนหากจีนคิดจะใช้กำลัง
ความย้อนแย้งนี้ไม่ได้สร้างความไม่พอใจให้แค่ปักกิ่ง แต่ยังสร้างความกังวลให้แก่พันธมิตรอย่างญี่ปุ่น ที่เริ่มไม่แน่ใจว่าทรัมป์จะยอมผ่อนปรนการสนับสนุนไต้หวันในระยะยาวเพื่อแลกกับข้อตกลงทางการค้าที่เขาต้องการหรือไม่ รายงานข่าวกรองจึงสรุปภาพรวมว่า แม้ความสัมพันธ์ระดับผู้นำจะดูชื่นมื่น แต่โครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาคยังคงเปราะบาง เพราะปักกิ่งยังคงมองว่า สหรัฐฯ ว่ามีเจตนาปิดล้อมและสกัดกั้นการผงาดขึ้นของจีนอย่างเป็นระบบ
ยุทธศาสตร์การบีบบังคับของปักกิ่งไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ในช่องแคบไต้หวัน แต่ยังแผ่ขยายแรงกดดันอย่างหนักไปยังญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค โดยเฉพาะหลังจากที่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงทัศนะว่า การโจมตีไต้หวันอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารจากญี่ปุ่น
รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า จีนกำลังใช้ "แรงกดดันเชิงบังคับ" ในหลายมิติเพื่อลงโทษโตเกียวและข่มขู่ประเทศอื่น ๆ ไม่ให้ก้าวเข้ามาแทรกแซงวิกฤตไต้หวัน ขณะเดียวกัน ท่าทีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์กลับดูมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยมีรายงานว่าทรัมป์ได้เตือนผู้นำญี่ปุ่นเป็นการส่วนตัวไม่ให้ขยายความขัดแย้งกับปักกิ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนพันธมิตรและการหลีกเลี่ยงสงครามโดยตรง