
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะเข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ณ ประเทศจีน ในวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้ หลังจากที่ต้องเลื่อนการเดินทางเยือนจีนออกไป เนื่องจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่เกิดขึ้นในขณะนี้
หากการเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนประเทศจีน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีกำหนดการที่จะเปิดทำเนียบขาวต้อนรับสี จิ้นผิง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงปลายปีนี้ด้วย โดยเขาระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมาว่า เจ้าหน้าที่กำลัง "เตรียมการขั้นสุดท้ายสำหรับการเยือนครั้งประวัติศาสตร์ในปีนี้"
ฝั่งจีนว่าอย่างไร? ตอบรับหรือนิ่งเงียบเหมือนครั้งก่อน ขณะที่ทั่วโลกจับตาการเจอกันของสองมหาอำนาจ จะช่วยแก้วิกฤตพลังงานที่กำลังตึงเครียดอยู่ได้หรือไม่?
แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้ยืนยันวันเดินทางเยือนของทรัมป์ พร้อมบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ประธานาธิบดีสีเข้าใจและยอมรับคำขอในการเลื่อนการเดินทางในครั้งนี้ ลีวิตต์กล่าวในงานแถลงข่าวระบุว่า "ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเข้าใจดีว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ท่านประธานาธิบดีทรัมป์ จะต้องพำนักอยู่ที่สหรัฐฯ ตลอดช่วงระยะเวลาของการปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้"
อย่างไรก็ตาม ทางด้านรัฐบาลปักกิ่งยังไม่มีการตอบรับต่อวันที่ทรัมป์ระบุไว้ ซึ่งโดยปกติแล้วทางการจีนมักจะไม่เปิดเผยกำหนดการของสี จิ้นผิง ล่วงหน้านานขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้แถลงเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า กำลังอยู่ในระหว่างการหารือกับรัฐบาลวอชิงตันเกี่ยวกับช่วงเวลาในการเยือนของทรัมป์
เดิมทีการเดินทางครั้งนี้ถูกกำหนดไว้ในวันที่ 31 มีนาคม แต่ต้องถูกเลื่อนออกไปหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนที่แล้ว ส่งผลให้ซึ่งทำให้อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต
เพื่อเป็นการตอบโต้ อิหร่านได้โจมตีอิสราเอลและรัฐพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย พร้อมทั้งทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก ส่งผลให้เกิดวิกฤตเชื้อเพลิงไปทั่วโลก
ทรัมป์ได้เรียกร้องให้พันธมิตรของสหรัฐฯ ช่วยกันเปิดเส้นทางในช่องแคบดังกล่าว นอกจากนี้ เขายังขู่ว่า จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตพลังงานของอิหร่าน หากอิหร่านไม่อนุญาตให้มีการเข้าถึงเส้นทางเดินเรือดังกล่าวอย่างเต็มที่
เมื่อถูกถามว่า สงครามอิหร่านจะลดระดับความรุนแรงลงทันช่วงเวลาที่ทรัมป์ไปเยือนจีนหรือไม่ ลีวิตต์ตอบว่า ทางรัฐบาล "คาดการณ์ไว้เสมอว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ดังนั้นคุณลองคำนวณตัวเลขดูได้"
ครั้งล่าสุดที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนจีนคือในเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 ซึ่งขณะนั้น โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ส่วนครั้งล่าสุดที่ทรัมป์และสี จิ้นผิง พบกันคือเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ ประเทศเกาหลีใต้ นอกรอบการประชุมสุดยอดเอเชียแปซิฟิก หรือ APEC
ประเด็นที่ถือเป็นหัวใจหลักของการพบกันครั้งนั้นคือ การตกลง "พักรบสงครามการค้า" ระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยุติการตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมชั่วคราว เพื่อลดแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวน นอกจากนี้ มีการหารือถึงการที่จีนจะกลับมานำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ และการสั่งซื้อชิ้นส่วนเครื่องบิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางการค้าระหว่างกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เรื่องความขัดแย้งทางการค้า การแข่งขันทางเทคโนโลยี ไปจนถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเยือนของทรัมป์ในครั้งนี้จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า จะมีสัญญาณใด ๆ ที่บ่งบอกถึงการผ่อนคลายความตึงเครียดหรือไม่
ก่อนการเยือนของทรัมป์ สื่อของรัฐบาลจีนได้สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เดินทางมาเยือนและมีปฏิสัมพันธ์กับคู่ค้าชาวจีน
บทบรรณาธิการของ Global Times ชี้ว่า การที่ประชาชนทั้งสองประเทศขาดการติดต่อสื่อกัน และการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้มาเยือนจีนเลยเป็นเวลานาน ถือเป็นเรื่องที่ 'ผิดปกติและไม่ควรเกิดขึ้น พร้อมย้ำว่า "ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างจะได้รับผลประโยชน์จากการร่วมมือกัน และจะสูญเสียหากเผชิญหน้ากัน"
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การประชุมที่จะเกิดขึ้น มีวาระเร่งด่วนคือการแก้ไขวิกฤตพลังงานโลก หลังจากสงครามในอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักวิเคราะห์จาก Reuters มองว่า ทรัมป์จำเป็นต้องพึ่งพาอิทธิพลของปักกิ่งในการกดดันให้เตหะรานยอมยุติการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก
ทางด้าน CNN ระบุว่า สถานการณ์ในขณะนี้เป็นบททดสอบสำคัญของมหาอำนาจทั้งสอง เนื่องจากจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกและได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น การเจรจาในกรุงปักกิ่งครั้งนี้จึงถูกคาดหวังว่า จะนำไปสู่ "ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวทางพลังงาน" โดยสหรัฐฯ อาจเสนอผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนหรือปรับลดกำแพงภาษีสินค้าบางประเภท เพื่อแลกกับการที่จีนจะเข้ามาเป็นตัวกลางช่วยคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ขณะที่ BBC ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากมิติทางทหาร ทรัมป์ยังต้องการใช้โอกาสนี้ในการ "รีเซ็ต" ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใหม่ หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ จำกัดอำนาจการใช้ภาษีศุลกากรของเขา โดยประเด็นการจัดหาพลังงานสำรองและการร่วมมือกันรักษาความปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือสากลจะถูกยกขึ้นมาเป็นหัวข้อหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตครั้งนี้ลุกลามกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกที่อาจรุนแรงกว่าช่วงวิกฤตน้ำมันในอดีต
ท้ายที่สุด ผลลัพธ์ของการเยือนจีนในรอบกว่า 8 ปีครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะกำหนดทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ยังจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงดุลอำนาจใหม่ในยุค "Trump 2.0" ที่ต้องเลือกระหว่างการเผชิญหน้าทางการค้าหรือการร่วมมือกันเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากนานาชาติที่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมเพื่อยุติการขาดแคลนเชื้อเพลิง ซึ่งกำลังคุกคามความมั่นคงของโลกอยู่ในขณะนี้