
ก่อนที่โลกจะสั่นสะเทือนด้วยแรงปะทะจากสงครามตะวันออกกลาง ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีประเทศอิหร่าน โลกเคยปั่นป่วนอย่างหนักจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน
แต่ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าพบปะหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน หลายฝ่ายจับตามองไปที่ข้อเสนอการจัดตั้ง “คณะกรรมการการค้า” หรือ “Board of Trade” ระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพราะคำถามสำคัญก็คือ บอร์ดที่ว่านี้จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองชาติได้หรือไม่
เหล่านักวิเคราะห์เปิดเผยว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อน “การเปลี่ยนแปลงเชิงลึก” ในแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ จากเดิมที่พยายามผลักดันให้จีนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่การ “ต่อรองเงื่อนไขทางการค้าโดยตรง” มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายจะซื้อหรือขายสินค้าอะไร รวมถึงปริมาณการค้าระหว่างกัน
เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ระบุว่า กลไกดังกล่าวจะช่วยสร้างช่องทางอย่างเป็นทางการ สำหรับกำหนดรูปแบบและประเภทสินค้าที่มีการซื้อขายระหว่างสองมหาอำนาจคู่แข่ง
นอกจากนี้ เขายังเปิดเผยว่า มีการหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง “คณะกรรมการการลงทุน” หรือ “Board of Investment” ระหว่างสหรัฐฯ-จีน เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการลงทุน เช่น อุปสรรคที่บริษัทบางแห่งเผชิญ เมื่อต้องการเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ หรือจีนด้วย
เกรียร์เคยเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้หารือเกี่ยวกับคอนเซปต์เรื่องนี้กับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีของจีนเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โดยอธิบายว่า นี่คือเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า ทั้งสองฝ่ายได้มีการหารืออย่างตรงไปตรงมา เชิงลึก และสร้างสรรค์” กับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ขณะที่จีนได้แสดงความกังวลอย่างจริงจัง” ต่อมาตรการจำกัดทางการค้าล่าสุดของสหรัฐฯ
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเพิ่มฉันทามติ บริหารจัดการความแตกต่าง และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงแนวคิดการจัดตั้ง “คณะกรรมการการค้า” แต่อย่างใด
กลไกดังกล่าวอาจถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในการพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยังดำรงตำแหน่ง นับตั้งแต่การเยือนอย่างเป็นทางการของทรัมป์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2017
แต่นักวิเคราะห์บอกกับสำนักข่าว CNA ว่า คณะกรรมการทั้งสองที่มีการนำเสนอนั้น แต่ละฝ่ายก็อาจจะมีมุมมองและตีความหมายที่แตกต่างกันออกไป
.
สำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ ข้อเสนอดังกล่าวอาจจะมีเป้าหมายเพื่อจัดการการค้าในภาคส่วนอุตสาหกรรมที่ไม่อ่อนไหว เช่น สินค้าบริโภคและสินค้าเกษตร และไม่รวมอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญกว่านี้
สำหรับรัฐบาลจีน ดูเหมือนว่า เสน่ห์ของแนวคิดนี้อาจอยู่ในมิติทางยุทธศาสตร์มากกว่า นั่นคือการสร้างความคาดการณ์ได้ ลดความผันผวนของมาตรการภาษี และมีช่องทางทวิภาคีเฉพาะ ที่จีนเชื่อว่าตนเองมีอำนาจต่อรองมากพอที่จะเจรจากับสหรัฐฯ ได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น
โรเบิร์ตส์มองว่า ข้อเสนอเรื่อง “คณะกรรมการการค้า” ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากแนวนโยบายเดิมของสหรัฐฯ พร้อมระบุว่า ปักกิ่งกำลังมองว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งผู้คุมเกมมากขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ไม่น้อย โดยหวัง ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายจีนของ Eurasia Group ตั้งคำถามว่า ปักกิ่งจะยอมรับกรอบแนวคิด “คณะกรรมการการค้าสหรัฐฯ-จีน” หรือไม่
“การที่จีนมีช่องทางเจรจากับสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องดี แต่ฉันไม่คิดว่าจีนจะยอมรับคณะกรรมการเหล่านี้ในรูปแบบที่สหรัฐฯ เสนอมาโดยตรง” หวังกล่าว พร้อมย้ำว่า “เส้นแดง” ของจีนคือ กลไกดังกล่าวจะต้องไม่กระทบต่อผลประโยชน์ทางการค้าของจีน
นักวิเคราะห์เตือนว่า กลไกทวิภาคีลักษณะนี้อาจเปราะบางและไม่ยั่งยืน โดยชี้ให้เห็นถึงบทเรียนในอดีต
หลังการพบกันครั้งแรกระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง เมื่อปี 2017 ทั้งสองประเทศเคยเปิดตัวกรอบการหารือ 4 ด้าน แต่ท้ายที่สุดก็ล่มสลายภายในเวลาไม่ถึง 18 เดือน หลังถูกกระแสสงครามการค้ากลบจนหมด
นักวิเคราะห์ระบุว่า ข้อตกลงทวิภาคีนั้นไม่มีแรงผูกพันที่แข็งแกร่ง และข้อตกลงระหว่างมหาอำนาจสามารถถูกฉีกทิ้งได้ทุกเมื่อ
การประชุมสุดยอดที่กรุงปักกิ่งในสัปดาห์นี้ เกิดขึ้นหลังจากหลายปีแห่งการขึ้นภาษีตอบโต้กัน การบรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าบางส่วนที่เมืองปูซานเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และการเจรจาต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ภูมิทัศน์ด้านภาษีของสหรัฐฯ ก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่า กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีนำเข้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อฐานกฎหมายของมาตรการภาษีบางส่วนที่ทรัมป์เคยใช้
อย่างไรก็ตาม อัตราภาษียังคงอยู่ในระดับสูง โดยข้อมูลจาก Congressional Research Service ระบุว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเฉลี่ยราว 34% ขณะที่จีนเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ เฉลี่ยประมาณ 31%