Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สงครามเดือด ธุรกิจไทยอ่วม ท่องเที่ยวรายได้จ่อหาย8หมื่นล้านบาท SMEsเจ็บ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สงครามเดือด ธุรกิจไทยอ่วม ท่องเที่ยวรายได้จ่อหาย8หมื่นล้านบาท SMEsเจ็บ

19 มี.ค. 69
16:58 น.
แชร์

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้น กำลังส่งแรงกระแทกเป็นลูกโซ่สู่เศรษฐกิจโลก และเริ่มสะท้อนชัดเจนมายังภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ เผชิญความเสี่ยงสูญเสียรายได้สูงถึง 80,000 ล้านบาท ท่ามกลางข้อจำกัดด้านการเดินทางระหว่างประเทศ ต้นทุนการบินที่พุ่งขึ้น และความไม่แน่นอนของเส้นทางการบินข้ามทวีป

นอกจากนี้ แรงกดดันดังกล่าวยังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคการท่องเที่ยว แต่กำลังลุกลามไปยังภาคธุรกิจในวงกว้าง ตั้งแต่ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาห่วงโซ่อุปทานสะดุด ไปจนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแรงลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญ “แรงบีบสองด้าน” ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและรายได้ที่ชะลอตัว พร้อมกันนี้ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกประเมินว่าได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด จากข้อจำกัดในการบริหารต้นทุนและความยืดหยุ่นทางการเงินที่ต่ำกว่า

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อปัจจัยเสี่ยงภายนอกในช่วงเวลาที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบลุกลามจากภาคท่องเที่ยวและธุรกิจ ไปสู่มิติที่ลึกขึ้น ทั้งด้านการจ้างงาน การลงทุน และเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะถัดไป

ศึกตะวันออกกลางปะทุ กดดันบินระยะไกล ฉุดท่องเที่ยวไทยเสี่ยงสูญ 8 หมื่นล้าน

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงผลกระทบของสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางว่า หนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศในเส้นทางระยะไกล (long-haul) ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยลบหลัก 3 ประการ

ปัจจัยแรกคือข้อจำกัดด้านเส้นทางการบินที่หดแคบลง โดยก่อนหน้านี้เส้นทางการบินทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ไม่สามารถใช้เส้นทางผ่านน่านฟ้าทางเหนือได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว ล่าสุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ในอิหร่าน สายการบินจึงเร่งหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางหรือการแวะเปลี่ยนเครื่อง (transit) ในตะวันออกกลาง เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย ทั้งในระดับสนามบินและสถานการณ์โดยรวมในพื้นที่ เช่น สนามบินที่โดฮาและดูไบ ซึ่งยังคงมีความไม่แน่นอน เนื่องจากเหตุการณ์ยังไม่ยุติ ส่งผลให้สายการบินต้องปรับเส้นทางไปใช้ทางเลือกอื่น เช่น การบินผ่านอาเซอร์ไบจาน จอร์เจีย อิสตันบูล ซาอุดีอาระเบีย หรืออียิปต์แทน

ปัจจัยที่สองคือราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ระบุว่า ภายในระยะเวลาเพียงสองสัปดาห์หลังเกิดเหตุการณ์ ราคาน้ำมัน Jet Fuel ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 80% และยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย 

ทั้งนี้ น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานมีข้อจำกัดเฉพาะด้านการจัดเก็บและการสำรอง ทำให้การบริหารสต๊อกทำได้ยากกว่าน้ำมันประเภทอื่น ส่งผลให้ราคามีความผันผวนสูงและปรับตัวขึ้นแรงกว่าน้ำมันทั่วไป

ปัจจัยที่สามคือการที่สายการบินปรับลดจำนวนเที่ยวบินและที่นั่งลง เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและบริหารจัดการเส้นทางการบินที่มีข้อจำกัดมากขึ้น ส่งผลให้การจัดสรรเที่ยวบินไม่สอดคล้องกับความต้องการเดินทางที่ยังมีอยู่หรือเร่งตัวขึ้นในบางช่วง ทำให้เกิดภาวะอุปสงค์และอุปทานไม่สมดุล และเป็นแรงกดดันให้ราคาค่าโดยสารหรือราคาตั๋วเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งสามปัจจัยดังกล่าวเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการเดินทางข้ามทวีปและภาคการท่องเที่ยวโดยรวม ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบางส่วนที่ช่วยประคองสถานการณ์อยู่บ้าง โดยในช่วงปัจจุบันยังถือเป็นช่วงโลว์ซีซันของตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลและตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมักเดินทางในช่วงไตรมาส 3 เนื่องจากต้องการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศในฤดูฝน ขณะที่ตลาดระยะไกลอื่นจะกลับมาเป็นช่วงไฮซีซันในไตรมาส 4 หรือช่วงปลายปี ดังนั้น ในระยะสั้นผลกระทบอาจยังไม่รุนแรงมากนัก แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงช่วงที่นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวเริ่มกลับมาเดินทาง ผลกระทบจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อีกประการหนึ่ง ไทยอาจได้รับอานิสงส์บางส่วนในฐานะจุดหมายปลายทางทางเลือก โดยนักท่องเที่ยวบางกลุ่มอาจหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังตะวันออกกลาง และเลือกเดินทางในระยะใกล้มากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกทั้งสองประการนี้ยังมีข้อจำกัด และไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด

สำหรับการประเมินผลกระทบ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้พิจารณาแยกตามตลาดระยะไกลและตลาดระยะใกล้ โดยนิยามตลาดระยะไกลว่าเป็นการเดินทางที่ใช้เวลาบินมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อทริป โดยภายใต้สมมติฐานสถานการณ์ (scenario) ที่มีการประเมินไว้ 2 กรณี เบื้องต้นในกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อ คาดว่าจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลหายไปประมาณ 1 ล้านคน หรือมากกว่านั้น ซึ่งถือเป็นค่าเสียโอกาสของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการบิน โรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก

ในเชิงมูลค่า ผลกระทบดังกล่าวคิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 80,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นรายได้ที่หายไปจากการคาดการณ์เดิม โดยก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 34.1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมี downside เพิ่มขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวอาจอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ สถานการณ์ยังไม่สิ้นสุดและยังมีความไม่แน่นอนสูง จำเป็นต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะระยะเวลาการยืดเยื้อของเหตุการณ์ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดขนาดของผลกระทบในท้ายที่สุด ขณะที่ปัจจัยบวกที่มีอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด และอาจไม่เพียงพอในการประคองภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้มากนัก

ต้นทุนพลังงานพุ่ง-กำลังซื้อหด กดดันมาร์จิ้นธุรกิจและซัพพลายเชนทั่วระบบ

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หากขยับมาพิจารณาผลกระทบในภาคธุรกิจอื่นนอกเหนือจากภาคท่องเที่ยว จะพบว่าแทบทุกธุรกิจได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยมีปัจจัยกดดันหลัก 5 ประการ 

ประการแรกคือ ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ธุรกิจที่พึ่งพาการใช้พลังงานในสัดส่วนสูงได้รับผลกระทบโดยตรง ประการที่สองคือ ปัญหาสินค้าขาดแคลน การส่งมอบล่าช้า และประการที่สามคือ การหยุดชะงักในกระบวนการผลิตจากความติดขัดในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งทั้งสามองค์ประกอบนี้ถือเป็นแรงกดดันด้านต้นทุนของภาคธุรกิจโดยตรง

นอกจากนั้น ยังมีแรงกดดันด้านรายได้จากฝั่งอุปสงค์ เนื่องจากครัวเรือนมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น จากราคาสินค้าโดยรวมที่มีโอกาสปรับสูงขึ้น หลังผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนไว้ได้ทั้งหมดและเริ่มทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้า

ข้อมูลสะท้อนว่า ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและพลังงานคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 16% ของรายจ่ายครัวเรือน ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นทันที และหากราคาสินค้าจำเป็นอื่น ๆ ปรับสูงขึ้นพร้อมกัน ครัวเรือนจำเป็นต้องปรับพฤติกรรม ลดการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็นลง

ผลลัพธ์คือ รายได้หรือยอดขายของภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบตามมา ทำให้โดยรวมแล้วธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันทั้งในมิติของต้นทุนที่สูงขึ้น และรายได้ที่ชะลอลง ส่งผลให้ส่วนต่างกำไร (margin) ลดลง โดยผู้ประกอบการมีข้อจำกัดเชิงกลยุทธ์ กล่าวคือ หากปรับขึ้นราคาสินค้า (pass-through ต้นทุน) อาจทำให้ยอดขายลดลง แต่หากเลือกตรึงราคาไว้ ก็จะต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและทำให้ margin แย่ลง ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ล้วนกระทบต่อผลประกอบการ

สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ พลังงาน การขนส่ง ปุ๋ย และพลาสติก ซึ่งครอบคลุมทั้งเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยเมื่อพิจารณาสัดส่วนต้นทุนของธุรกิจ SMEs ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทั้ง 4 รายการนี้ พบว่า ค่าเฉลี่ยของธุรกิจโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 11% ของต้นทุนรวม อย่างไรก็ตาม มีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่มีสัดส่วนต้นทุนจากปัจจัยดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยบางธุรกิจมีสัดส่วนสูงถึงเกือบ 40% สะท้อนระดับความเปราะบางที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ในบริบทนี้ ธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเคมี พลังงาน และการขนส่งในระดับสูง จะเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของต้นทุนมากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและความยืดหยุ่นในการดูดซับต้นทุน (absorb cost) ที่ต่ำกว่า ส่งผลให้มีทางเลือกจำกัดในการรับมือกับแรงกดดันดังกล่าว

ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า จำนวน SMEs ที่ได้รับผลกระทบมีอยู่ในระดับสูง เช่น ธุรกิจขนส่งที่มีผู้ประกอบการมากกว่า 40,000 ราย รวมถึงภาคประมงและเกษตรกรรม ซึ่งแม้แต่ละธุรกิจจะมีโครงสร้างต้นทุนและระดับการพึ่งพาปัจจัยการผลิตแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วล้วนได้รับผลกระทบ และผลกระทบดังกล่าวยังส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจอื่นในระบบเศรษฐกิจ

ในภาพรวม SMEs จึงถูกประเมินว่ามีความเปราะบางสูง โดยหากพิจารณาสถานการณ์ราคาดีเซลที่ปรับเพิ่มจาก 30 บาทต่อลิตร ไปสู่ 33 บาท และ 35 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นลักษณะการปรับขึ้นแบบขั้นบันไดเช่นเดียวกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะคิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 10-17% เมื่อคำนวณจากสมมติฐานที่ต้นทุนกลุ่มพลังงานและที่เกี่ยวข้องคิดเป็น 11% ของต้นทุนรวม จะทำให้ส่วนต่างกำไรของธุรกิจมีแนวโน้มลดลงในระดับใกล้เคียงกันราว 17% ภายใต้เงื่อนไขที่ยอดขายทรงตัว

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์จริง ยอดขายไม่ได้คงที่ และมีแนวโน้มลดลงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง ดังนั้น ผลกระทบต่อธุรกิจจึงมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่คำนวณในเบื้องต้น และเมื่อภาคธุรกิจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง ก็อาจนำไปสู่ผลกระทบในระยะถัดไป ทั้งในด้านการจ้างงานและการลงทุนของภาคเอกชนได้เช่นกัน



แชร์
สงครามเดือด ธุรกิจไทยอ่วม ท่องเที่ยวรายได้จ่อหาย8หมื่นล้านบาท SMEsเจ็บ