
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศจะตัดช่องทางการเงินของคิวบา ขู่จะไม่อนุญาตให้ส่งเงินสนับสนุนและน้ำมันจากเวเนซุเอลาไปยังคิวบาอีกต่อไป เพื่อกดดันให้รัฐบาบยอมเจรจาทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ
ทั้งนี้ เวเนซุเอลาเป็นผู้จัดส่งน้ำมันรายใหญ่ที่สุดให้กับคิวบา แต่จากข้อมูลการเดินเรือล่าสุด พบว่าไม่มีสินค้าถูกส่งออกจากท่าเรือของเวเนซุเอลาไปยังประเทศในแถบแคริบเบียนแห่งนี้เลย นับตั้งแต่ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ถูกกองกำลังสหรัฐฯ ควบคุมตัวเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ท่ามกลางการปิดล้อมทางน้ำมันอย่างเข้มงวดต่อประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปก
ทรัมป์เขียนข้อความลงบนแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า “จะไม่มีน้ำมันหรือเงินส่งไปถึงคิวบาอีกต่อไป – เป็นศูนย์! ผมขอแนะนำอย่างยิ่งให้พวกเขาทำข้อตกลง ก่อนที่จะสายเกินไป” ทรัมป์โพสต์เพิ่มเติมอีกว่า “คิวบาอยู่รอดมาได้หลายปีด้วยน้ำมันและเงินจำนวนมหาศาลจากเวเนซุเอลา”
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงที่เขาต้องการจากคิวบา แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้เริ่มใช้ถ้อยคำที่แข็งกร้าวต่อคิวบามากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังได้แชร์ข้อความบน Truth Social ที่เสนอแนะว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ อาจกลายเป็นประธานาธิบดีของคิวบาที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ โดยทรัมป์แชร์โพสต์ดังกล่าวพร้อมความเห็นว่า “ฟังดูดีสำหรับผม!”
ทางด้านประธานาธิบดี มิเกล ดิอาซ-กาเนล ของคิวบา ได้ปฏิเสธคำขู่ของทรัมป์ผ่านโพสต์บน X โดยระบุว่า คิวบาเป็นประเทศที่เป็นอิสระ เสรี และมีอธิปไตย ไม่มีใครมาบงการสิ่งที่เราทำได้… คิวบาไม่เคยโจมตีใคร มีแต่ถูกสหรัฐฯ โจมตีมาตลอด 66 ปี และคิวบาไม่เคยข่มขู่ใคร เราเตรียมพร้อมและยินดีที่จะปกป้องมาตุภูมิจนถึงเลือดหยดสุดท้าย
ก่อนหน้านี้ บรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา ยืนกรานว่า ความถูกต้องและความยุติธรรมอยู่ข้างคิวบา พร้อมจวกสหรัฐฯ ว่าทำตัวเหมือนอาชญากรผู้มีอำนาจล้นฟ้าที่ควบคุมไม่ได้ คุกคามสันติภาพและความมั่นคง ไม่ใช่แค่ในคิวบาหรือในภูมิภาคนี้เท่านั้น แต่รวมถึงทั่วทั้งโลก
เขายังกล่าวในอีกโพสต์หนึ่งว่า คิวบามีสิทธิ์ที่จะนำเข้าเชื้อเพลิงจากผู้ผลิตรายใดก็ได้ที่เต็มใจจะส่งออก และปฏิเสธว่า คิวบาไม่ได้รับเงินหรือค่าตอบแทนทางวัตถุอื่น ๆ เพื่อแลกกับการให้บริการด้านความมั่นคงแก่ประเทศใด ๆ
ภายใต้การคว่ำบาตรทางการค้าของสหรัฐฯ รัฐบาลฮาวานาได้พึ่งพาน้ำมันจากเวเนซุเอลามากขึ้นตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ทำไว้กับ ฮูโก ชาเวซ อดีตประธานาธิบดีผู้ล่วงลับ
เนื่องจากขีดความสามารถในการกลั่นน้ำมันลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การจัดส่งน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงของเวเนซุเอลาไปยังคิวบาจึงลดลงด้วย แต่กระนั้น เวเนซุเอลายังคงเป็นผู้จัดส่งรายใหญ่ที่สุด โดยมีการส่งออกประมาณ 26,500 บาร์เรลต่อวันในปีที่แล้ว ตามข้อมูลการติดตามเรือและเอกสารภายในของ PDVSA บริษัทน้ำมันของรัฐเวเนซุเอลา
เวเนซุเอลาช่วยครอบคลุมการขาดแคลนน้ำมันของคิวบาได้ราว 50% นอกจากนี้ คิวบายังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงจากเม็กซิโกในปริมาณที่น้อยกว่า
ประธานาธิบดี คลาวเดีย เชนบอม ของเม็กซิโก กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เม็กซิโกไม่ได้เพิ่มปริมาณการส่งออกไปยังคิวบา แต่เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ทางการเมืองล่าสุดในเวเนซุเอลา เม็กซิโกจึงได้กลายเป็น “ผู้จัดส่งรายสำคัญ” ของน้ำมันดิบให้กับคิวบาในขณะนี้แล้ว
อเลสซานโดร แรมพิเอตติ ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา รายงานว่า คิวบาอาจต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาแหล่งเชื้อเพลิงอื่นทดแทน ขณะนี้คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี หรืออาจจะแย่ที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ชีวิตของชาวคิวบาทั่วไปลำบากมากในแต่ละวัน ทั้งปัญหาไฟดับและการขาดแคลนสินค้า ผลผลิตทางการเกษตรก็ลดลง การท่องเที่ยวก็ซบเซาลงด้วย
เขาเสริมว่า การที่สหรัฐฯ ตัดวงจรน้ำมันจากเวเนซุเอลาอาจทำให้ “สถานการณ์ที่ยากลำบาก” ในคิวบาแย่ลงไปอีก โดยสัปดาห์นี้เรายังได้ยินข่าวว่า เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ อย่างน้อย 2 ลำ ได้เคลื่อนจากทะเลแคริบเบียนไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก เข้าใกล้คิวบามากขึ้น ดังนั้นจึงมีแรงกดดันมากมายต่อคิวบา เราคงต้องรอดูกันว่าพวกเขาจะสามารถทนต่อคำขู่ล่าสุดของสหรัฐฯ นี้ได้หรือไม่
ในคิวบา ชาวเมืองบางคนแสดงความไม่ยอมจำนน ขณะที่คนอื่น ๆ กล่าวว่า ประเทศจะได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก มาเรีย เอเลนา ซาบินา กล่าวว่ารัฐบาลของดิอาซ-กาเนล จำเป็นต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว “เพราะประชาชนคือผู้ที่กำลังทุกข์ทรมาน” ขณะนี้ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีพลังงาน ไม่มีก๊าซหุงต้ม เธอเชื่อว่าคิวบาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง และต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หวังว่าจะเป็นวันพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ
อีกฝั่งหนึ่งของชาวเมืองฮาวานา ลุยส์ อัลเบอร์โต ฮิเมเนซ กล่าวว่า เขาไม่ได้กลัวคำเตือนของทรัมป์ เขากล่าวว่า “ไม่มีตอนไหนที่ผมจะกลัว เพราะผมเตรียมพร้อมแล้ว คนคิวบาเตรียมพร้อมสำหรับทุกอย่าง ทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น สำหรับทุกเรื่อง เราพร้อมสำหรับสิ่งนั้น”
อีไล เบรเมอร์ นักยุทธศาสตร์พรรครีพับลิกัน บอกกับอัลจาซีราว่า ทรัมป์และมาร์โก รูบิโอ ได้แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าต้องการความเปลี่ยนแปลงในคิวบา เขาวิเคราะห์ว่า “คิวบาเปรียบเสมือนหนามยอกอกของสหรัฐฯ มันอยู่ห่างจากชายฝั่งฟลอริดาเพียง 90 ไมล์ และมักจะเข้าพวกกับศัตรูของสหรัฐฯ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพโซเวียต และตอนนี้พวกเขาก็มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีนและเวเนซุเอลา”
เขากล่าวเสริมว่า “ดังนั้น ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดเขาคาดหวังให้พวกเขาไม่ไปเป็นพันธมิตรกับศัตรูของสหรัฐฯ แต่ถึงแม้ทรัมป์จะบอกว่าเขาจะไม่ดำเนินนโยบายเปลี่ยนระบอบการปกครอง (regime change) ผมคิดว่ามันชัดเจนมากว่าเขาอยากเห็นคิวบาที่เป็นอิสระ ซึ่งสามารถกลายเป็นคู่ค้าและพันธมิตรของสหรัฐฯ ได้”
ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แพตตี คุลเฮน ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา รายงานว่า แม้ทรัมป์จะมีคำขู่ต่อคิวบา แต่โดยทั่วไปแล้วชาวอเมริกันต้องการให้ประธานาธิบดีมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า เธอกล่าวว่า “คิวบากำลังเจอวิกฤตค่าครองชีพ สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพง ที่อยู่อาศัยแพง และประกันสุขภาพก็พุ่งสูงขึ้น… นี่คือประธานาธิบดีที่บอกว่าจะมุ่งเน้นนโยบายอเมริกาต้องมาก่อน (America First) แต่ตอนนี้เราเห็นเขาไปทิ้งระเบิดใน 7 ประเทศ... ดังนั้นในกลุ่มฐานเสียงของทรัมป์เอง เริ่มมีรอยร้าวให้เห็น เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาสัญญาไว้ในช่วงหาเสียง”