
แม้เผชิญความท้าทายมากมายตลอดปี 2568 แต่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี (SCG) ก็สามารถประคองธุรกิจฝ่าความท้าทายมาได้อย่างดี ปิดปีด้วยผลประกอบการที่สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานะการเงินอย่างชัดเจน มีกระแสเงินสด 55,012 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้า และคณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 5.0 บาท สะท้อนความสามารถในการสร้างผลตอบแทนท่ามกลางความไม่แน่นอน
ความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดของเอสซีจีเป็นผลมาจากการรักษาวินัยการเงินอย่างเข้มข้น ควบคู่กับการปรับโครงสร้างองค์กร ปิดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรและไม่ใช่ธุรกิจที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ ซึ่งช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายไปได้หลายพันล้าน
สำหรับปี 2569 คณะผู้บริหารระดับสูงของเอสซีจียังมองเห็นโอกาสท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะชะลอตัวทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก และมองว่า ‘เวียดนาม’ เป็นขุมทรัพย์แห่งการเติบโต เป็นทั้งตลาดที่เติบโตดี และฐานการผลิตที่มีศักยภาพในการส่งออกไปยังหลายประเทศทั่วโลก
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวในการแถลงผลประกอบการว่า ในปี 2568 เอสซีจีบริหาร ‘กระแสเงินสด’ (cash flow) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจได้ดี แม้ว่าต้องเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความชัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานผันผวน ซึ่งกระทบต่อทุกอุตสาหกรรมโดยเฉพาะปิโตรเคมี ขณะที่ในไทย เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7% จากปีก่อนหน้า หนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขัน และเกิดวิกฤตอุทกภัย
เอสซีจีมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปกติที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Adjusted EBITDA) 55,012 ล้านบาท แข็งแกร่งกว่าปี 2567 คิดเป็น 6% ขณะที่หนี้สินสุทธิลดลง 14,845 ล้านบาทจากปีก่อนหน้า สะท้อนการรักษาวินัยทางการเงินเข้มข้น การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร และประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี และการเร่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทุกธุรกิจ ทั้งยังดูแลผู้ถือหุ้นให้ได้รับผลตอบแทนต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 5.0 บาท รวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของกำไรสำหรับปี 2568
สำหรับผลจากมาตรการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มข้นในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้แก่ (1) บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนลดลง 10,535 ล้านบาท (2) ปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไร และประหยัด ค่าใช้จ่าย ได้รวมกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี (3) ควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) เน้นเฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนสูงและเร็วได้ตามแผน 30,737 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 14,845 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.5 เท่า จากเดิม 6.3 เท่า สถานะทางการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นปี 52,447 ล้านบาท
ผลจากฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้เอสซีจียังคงสามารถจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย
สำหรับการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ซึ่งคณะกรรมการบริษัทเอสซีจีมีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 5.0 บาท รวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาทนั้น เอสซีจีแจ้งว่า ได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับครึ่งปีแรกในอัตราหุ้นละ 2.5 บาท เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568
ส่วนเงินปันผลงวดสุดท้ายอัตราหุ้นละ 2.5 บาท กำหนดจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัท ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 2 เมษายน 2569 (จะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 1 เมษายน 2569) โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 เมษายน 2569 และให้รับเงินปันผลภายใน 10 ปี
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 จะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่เอสซีจีประเมินว่ายังมีสัญญาณบวกที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและการขยายโอกาสในหลายด้าน
เอสซีจีประเมินว่า ในปี 2569 ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยจะชะลอตัว แต่เริ่มเห็นโอกาสจากหลายสัญญาณบวก เช่น ธุรกิจเคมิคอลส์มีแนวโน้มทรงตัว-ไม่แย่ลง เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ของโลกลดลง และราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มอ่อนตัว และคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐมีความต่อเนื่อง ซึ่งจะเอื้อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง ความต้องการบรรจุภัณฑ์ยังเติบโตต่อเนื่องจากการบริโภคในประเทศของกลุ่มอาเซียนที่ภาพรวมเศรษฐกิจเติบโตและความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามแนวมีโน้มดีต่อเนื่อง เอื้อต่อการลงทุนและขยายตลาด
เอสซีจีวางแนวทางหลักเพื่อเร่งคว้าโอกาสในปี 2569 ไว้ 4 ด้าน ได้แก่
1. เข้มข้น ด้วยวินัยการเงิน บริหารกระแสเงินสดให้มั่นคง ใช้เงินลงทุนอย่างระมัดระวัง มุ่งลดต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด และเพิ่มประสิทธิภาพด้วย Al & Robotics
2. เข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถทั่วทั้งองค์กร
3. เสริมแกร่ง รุกธุรกิจเติบโตระยะยาว เช่น โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP หรือ ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ ประเทศเวียดนาม (โครงการ LSPE) เพื่อเพิ่มความยืดหุ่นในการใช้วัตถุดิบ ซึ่งโครงการคืบหน้าตามแผน คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2570
4. เอาอยู่ พร้อมสู้ทุกความท้าทาย โดยประเมินทั้งโอกาสและความท้าทายรอบด้านอยู่เสมอ เพื่อพร้อมสู้กับทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ในส่วนงบประมาณสำหรับการลงทุน (CAPEX) ของทั้งกลุ่มในปี 2569 คาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2568 คือประมาณ 30,000 ล้านบาท
“แม้ปี 2569 ยังมีความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและไทย แต่เอสซีจีจะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของทุกธุรกิจ พร้อมสู้ทุกความท้าหาย และหาโอกาสเติบโตใหม่ ๆ มั่นใจว่าเราเข้มข้น - เข้มแข็ง - เสริมแกร่ง - เอาอยู่” ธรรมศักดิ์กล่าว
เพื่อการเติบโตของธุรกิจและเพื่อรับมือความท้าทายในระยะต่อไป เอสซีจีได้วางกลยุทธ์เร่งเครื่องขีดความสามารถของธุรกิจในเครืออย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการขยายตลาด ซึ่งเอสซีจีมีกลยุทธ์เร่งเครื่องขีดความสามารถของธุรกิจในกลุ่ม สำหรับปี 2569 ดังนี้
1. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง
เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์, เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล
เอสซีจี เดคคอร์
2. เอสซีจีซี (ธุรกิจเคมิคอล)
3. เอสซีจีพี (ธุรกิจแพกเกจจิง)
เดินหน้าสร้างการเติบโตและเพิ่มความสามารถทำกำไร ด้วยการ M&P และขยายธุรกิจ รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดีย เน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังเพิ่มความร่วมมือกับลูกค้าในการพัฒนาและยกระดับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
4. เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ (ธุรกิจบริการด้านพลังงานสะอาด)
เร่งเครื่องเชิงกลยุทธ์ ผลักดันโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้สำเร็จ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโครงการที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วเต็มศักยภาพ ยกระดับความร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตร พัฒนาโซลูชันที่คุ้มค่า ตอบโจทย์เชิงเทคนิค รวมถึงจัดหาแหล่งเงินทุนที่แข่งขันได้ รองรับการเติบโตยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังต่อยอด Smart Grid Platform โดยใช้ Generatve AI เพิ่มความแม่นยำของการคาดการณ์พลังงานหมุนเวียน (RE Forecast) และยกระดับการบำรุงรักษา (Smart Maintenance) รองรับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA ผ่านการใช้โครงข่ายของบุคคลที่สาม (Third Party Access) เพื่อเสริมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดในอนาคต ตลอดจนพัฒนา Heat Battery เชิงพาณิชย์ ร่วมกับ Rondo และลูกค้าอุตสาหกรรมชั้นนำ ลดต้นทุนและตอบโจทย์การใช้งานจริงยิ่งขึ้น