Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ถอดเคส เศรษฐกิจเวเนฯ พังเพราะนโยบายประชานิยม บทเรียนไทยเลือกตั้งปี 69
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ถอดเคส เศรษฐกิจเวเนฯ พังเพราะนโยบายประชานิยม บทเรียนไทยเลือกตั้งปี 69

7 ม.ค. 69
10:30 น.
แชร์

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์มากเท่าไร บรรยากาศทางการเมืองก็ยิ่งคึกคักขึ้น พรรคการเมืองต่างเร่งนำเสนอนโยบายเพื่อดึงความสนใจและคะแนนเสียงจากประชาชน โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจที่แตะชีวิตประจำวันโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ แก้ปัญหาปากท้อง หรือกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่านโยบายประชานิยมยังคงเป็น “พระเอก” ในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งนี้ ตั้งแต่การแจกเงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ ไปจนถึงมาตรการพักหนี้หรือยกหนี้ ที่ช่วยบรรเทาภาระของประชาชนบางกลุ่มได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ภาพความเป็นอยู่ดีขึ้นในระยะสั้น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์และนักวิจัยจากหลายสำนักมองตรงกันว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยนั้นฝังรากลึกกว่านั้น และไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มล้าสมัย แข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างจีนหรือเวียดนามได้ยาก ขาดการสร้างนวัตกรรมและอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ภาคการส่งออกถูกกดดันจากสงครามการค้า ขณะที่ภาคเกษตรยังซบเซาและต้องเผชิญการแข่งขันต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงไปถึงภาวะหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึก และซ้ำเติมด้วยโครงสร้างประชากรที่กำลังหดตัวจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน สถานะการคลังของไทยก็ไม่ได้แข็งแรงนัก รายได้รัฐเติบโตช้าลง แต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับหนี้สาธารณะมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ นโยบายประชานิยมที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก ให้ผลเร็ว แต่ไม่ยั่งยืน และได้รับความนิยมทางการเมืองสูง จึงอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

บทเรียนที่มักถูกยกขึ้นมาเตือนใจคือกรณีของเวเนซุเอลา ประเทศที่เคยร่ำรวยจากน้ำมัน แต่เลือกใช้นโยบายประชานิยมอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง จนโครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอลงเรื่อย ๆ สุดท้ายเผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรง เศรษฐกิจถดถอยยาวนาน และประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญความยากลำบากในชีวิตประจำวัน

ในบทความนี้ SPTLIGHT จึงอยากชวนผู้อ่านย้อนดูบทเรียนจากเวเนซุเอลา ว่านโยบายประชานิยมของผู้นำประเทศได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างไรบ้าง เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาสำคัญ ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังตัดสินใจเลือกทิศทางอนาคตของตัวเอง

ประชานิยมทางเศรษฐกิจคืออะไร? ทำไมจึงอันตราย?

ประชานิยมทางเศรษฐกิจ คือ การดำเนินนโยบายที่มุ่งโอนย้ายทรัพยากรจากกลุ่มผู้มีฐานะไปสู่ชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงิน และการอุดหนุนราคาสินค้าต่างๆ ให้ถูกลงกว่าราคาจริง นโยบายลักษณะนี้มักได้รับการตอบรับอย่างดีในช่วงแรก เพราะในระยะสั้น ผลประโยชน์ที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับดูเหมือนจะมากกว่าต้นทุนที่ต้องจ่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนทางเศรษฐกิจ การคลัง และเสถียรภาพจะค่อย ๆ สะสม จนในที่สุดสูงเกินกว่าผลประโยชน์ แม้กระทั่งต่อกลุ่มที่เคยได้รับประโยชน์ตั้งแต่ต้น

ในมิติการเมือง ประชานิยมสะท้อนผ่านท่าทีที่ไม่ยอมรับบทบาทของสถาบันตรวจสอบถ่วงดุล ผู้นำประชานิยมมักมองสถาบันเหล่านี้ว่าเป็นอุปสรรคต่อ “เจตจำนงของประชาชน” มากกว่าจะเป็นกลไกคุ้มครองประชาธิปไตย ผลลัพธ์คือความพยายามบ่อนทำลาย แทรกแซง หรือยึดกุมสถาบันด้วยวิธีการแบบอำนาจนิยม เพื่อรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ผู้นำและกลุ่มผู้สนับสนุน

ขณะเดียวกัน ประชานิยมยังปรากฏในมิติทางวัฒนธรรม ผ่านการยกย่องกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา หรือชนชั้น โดยเฉพาะ “คนพื้นถิ่น” ให้เป็น “ประชาชนที่แท้จริง” และผลักกลุ่มอื่น โดยเฉพาะผู้อพยพ ให้กลายเป็นคนนอกที่ถูกมองว่าแย่งชิงทรัพยากรและสิทธิจากสังคมส่วนใหญ่

แม้ประชานิยมทั้งสามมิติจะมีที่มาแตกต่างกัน แต่กลับมีลักษณะร่วมกันอย่างชัดเจน นั่นคือการแบ่งสังคมออกเป็นสองขั้ว ไม่ว่าจะเป็นคนรวยกับคนจน เมืองกับชนบท คนส่วนใหญ่กับคนส่วนน้อย หรือประชาชนกับชนชั้นนำ ฝ่ายหนึ่งถูกนิยามว่าเป็น “ประชาชน” ส่วนอีกฝ่ายถูกทำให้เป็น “ผู้อื่น” ที่ถูกกล่าวหาว่าฉกฉวยผลประโยชน์และทำร้ายสังคม ภาพของสังคมจึงถูกลดทอนให้เหลือเพียงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นเนื้อเดียวกันและไม่อาจอยู่ร่วมกันได้

ผู้นำประชานิยมมักนำเสนอตนเองว่าเป็นเสียงที่แท้จริงของประชาชน เป็นผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิและผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่กับชนชั้นนำที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตและสมรู้ร่วมคิดกับ “ผู้อื่น” วาทกรรมเช่นนี้ยิ่งทรงพลังในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำหรือความคับข้องใจสะสม เพราะความเป็นศัตรูร่วมจะช่วยสร้างความเป็นปึกแผ่นภายในกลุ่มผู้สนับสนุน

ด้วยเหตุนี้ ประชานิยมจึงมักมีลักษณะต่อต้านความหลากหลายทางความคิด ไม่ยึดมั่นในหลักเสรีนิยม และสร้างความแตกแยกทางการเมือง พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ทฤษฎีสมคบคิดแพร่กระจายได้ง่าย ผู้นำบางราย แม้จะมาจากชนชั้นนำเอง เช่น กรณีของโดนัลด์ ทรัมป์ ในสหรัฐอเมริกา หรือซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ในอิตาลี ก็เลือกใช้ภาษาหยาบคาย ท่าทีท้าทาย และภาพลักษณ์ “สร้างตัวเอง” เพื่อทำให้ดูเป็นส่วนหนึ่งของคนธรรมดา ไม่ใช่ชนชั้นนำแบบเดิม

แม้ประชานิยมอาจมีด้านที่ช่วยฉายไฟไปยังปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถูกละเลยมานาน ทั้งความเหลื่อมล้ำ สถาบันที่ไร้ประสิทธิภาพ และกลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่คำตอบที่ประชานิยมเสนอส่วนใหญ่มักเรียบง่ายและฉาบฉวย เป้าหมายจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน หากเป็นการใช้ปัญหาเหล่านั้นเป็นเชื้อเพลิงทางการเมือง เพื่อดึงดูดผู้สนับสนุนและบ่อนทำลายกลไกถ่วงดุลอำนาจ

ในหลายประเทศ เมื่อกระแสประชานิยมเริ่มอ่อนแรงจากการที่ผู้นำเหล่านี้ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนไม่ได้ หรือเผชิญแรงต้านที่ตนเองสร้างขึ้น ความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สถาบันประชาธิปไตย และความเป็นเอกภาพของสังคมก็มักเกิดขึ้นแล้ว และที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ แนวคิดประชานิยมมักทิ้งร่องรอยไว้ในระบบการเมืองกระแสหลัก ทำให้การเมืองหลังจากนั้นยากจะกลับไปมีความสมดุลเช่นเดิม

ประชานิยมเวเนซุเอลา “แต่ละยุค” หน้าตาเป็นอย่างไร และพาเศรษฐกิจไปจบตรงไหน

หากพูดถึงคำว่า “ประชานิยม” ในความหมายของเศรษฐศาสตร์การเมือง เวเนซุเอลามักถูกยกเป็นกรณีคลาสสิกของประเทศที่นำรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมัน มาใช้ขยายสวัสดิการและอุดหนุนราคาสินค้าพื้นฐานในวงกว้าง

นโยบายลักษณะนี้ช่วยสร้างความนิยมและความชอบธรรมทางการเมืองของนักการเมืองได้อย่างรวดเร็วในระยะสั้น แต่เมื่อเงื่อนไขด้านรายได้เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันตกต่ำและกำลังการผลิตถดถอย กลไกการ “แจกจ่าย” ของรัฐก็เริ่มทำงานไม่ไหว รัฐจึงหันไปพึ่งมาตรการควบคุมราคา การควบคุมเงินตราต่างประเทศ และท้ายที่สุดคือการพิมพ์เงินเพื่ออุดช่องว่างทางการคลัง ส่งผลให้ประเทศตกอยู่ในวงจรเงินเฟ้อรุนแรงและภาวะเศรษฐกิจหดตัวที่ยืดเยื้อยาวนาน

เพื่อให้เห็นพัฒนาการอย่างเป็นระบบ บทวิเคราะห์นี้จึงแยกนโยบายประชานิยมของเวเนซุเอลาออกเป็นหลาย “ยุค” เพราะประชานิยมในประเทศนี้ไม่ได้มีรูปแบบตายตัว หากแต่ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่าน จากประชานิยมแบบรัฐสวัสดิการที่อาศัยรายได้จากน้ำมัน ไปสู่ประชานิยมแบบรัฐควบคุมราคาและอัตราแลกเปลี่ยน และต่อเนื่องไปสู่ประชานิยมที่พึ่งพาการพิมพ์เงินเป็นหลัก ก่อนจะเริ่มมีการผ่อนคลายนโยบายบางส่วนในระยะหลัง ภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการเมืองที่รัดตัวมากขึ้น

  • ยุคน้ำมันบูมและ “รัฐแจกจ่าย” (ทศวรรษ 1970-ต้นทศวรรษ 1980) ประชานิยมจากค่าเช่าทรัพยากร (petro-populism)

จุดตั้งต้นที่สำคัญของโครงสร้างประชานิยมในเวเนซุเอลา คือสถานะของประเทศในฐานะ “รัฐน้ำมัน” ที่รายได้หลักจากการส่งออกไหลเข้าสู่รัฐโดยตรง เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงในช่วงทศวรรษ 1970 จากการที่กลุ่มประเทศโอเปกประกาศลดการผลิตน้ำมันเพื่อเป็นการตอบโต้การที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนแก่อิสราเอลทำสงครามกับกลุ่มประเทศอาหรับในปลายปี 1973 รัฐบาลเวเนซุเอลาที่ในขณะนั้นมีรายได้หลักมาจากการส่งออกน้ำมัน จึงมีพื้นที่ทางการคลังมากผิดปกติเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ และเลือกใช้แนวทาง “ขยายบทบาทของรัฐ” อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการลงทุนภาครัฐ การขยายการจ้างงานในภาครัฐ และการสร้างระบบอุดหนุนกับสวัสดิการที่ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด 

ในเชิงการเมือง นี่คือกระบวนการแปลงรายได้จากน้ำมันให้กลายเป็นความนิยมทางการเมืองและความชอบธรรมทางอำนาจของรัฐบาล โดยหมุดหมายเชิงสถาบันที่ทำให้รัฐบาลเวเนซุเอลาสามารถ “ยึดรายได้” จากน้ำมันได้มากขึ้น คือการโอนอุตสาหกรรมน้ำมันมาเป็นของรัฐ และการจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA ในปี 1976 ภายใต้ประธานาธิบดี คาร์ลอส อันเดรส เปเรซ (Carlos Andrés Pérez) โดยการโอนอำนาจการดำเนินงานเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1976 การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้รัฐมีอำนาจควบคุมเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ นั่นคือรายได้จากการส่งออก มากกว่าที่เคยเป็นมาอย่างมีนัยสำคัญ

ปัญหาของนโยบายประชานิยมในช่วงนี้ไม่ได้อยู่ที่การที่รัฐนำรายได้มาใช้เพื่อประโยชน์ทางสังคม หากแต่อยู่ที่ผลข้างเคียงเชิงโครงสร้าง เมื่อทั้งประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และการเมือง ค่อย ๆ เคยชินกับรายได้ก้อนใหญ่จากน้ำมันและราคาพลังงานที่ถูกกว่าความเป็นจริง จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็น “สัญญาทางการเมือง” ที่ยากจะถอน

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่รายได้ของรัฐจากการส่งออกน้ำมันผันผวนหรือลดลง ความพยายามรักษาระดับสวัสดิการและการอุดหนุนเดิมย่อมสร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน ภาคเศรษฐกิจนอกอุตสาหกรรมน้ำมันก็มักปรับตัวได้ช้ากว่า เพราะแรงจูงใจเชิงนโยบายและเงินทุนส่วนใหญ่ถูกดูดไปกระจุกอยู่กับรัฐและภาคน้ำมันเป็นหลัก ทำให้ฐานการผลิตอื่น ๆ อ่อนแอและขาดความสามารถในการรองรับความผันผวนในระยะยาว 

นอกจากนี้ กระแสรายได้จากน้ำมันที่หลั่งไหลเข้าประเทศในปริมาณมหาศาล ยังผลักดันให้ค่าเงินท้องถิ่นคือ “โบลิวาร์” แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน ทั้งเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม ค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันจนทรุดตัวลง ขณะเดียวกัน ทั้งภาครัฐและประชาชนก็เริ่มพึ่งพาการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศมากขึ้น แทนการลงทุนพัฒนาและผลิตภายในประเทศ

  • ยุคการคลังตึง-วิกฤตค่าเงิน และแรงตีกลับเมื่อสังคมชินของถูก แต่รัฐเริ่มจ่ายไม่ไหว

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจเวเนซุเอลาเริ่มเผชิญแรงกดดันอย่างชัดเจนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ซ้อนทับกับวิกฤตหนี้ในละตินอเมริกา ซึ่งส่วนหนึ่งมีรากเหง้ามาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในทศวรรษก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ความเปราะบางที่สะสมมานานจากการพึ่งพารายได้ทรัพยากรเป็นหลักก็เริ่มก่อตัวขึ้นมา

เหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์ของจุดเปลี่ยนครั้งนี้คือ “Viernes Negro” หรือ Black Friday เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1983 ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของหลุยส์ เอเรรา แคมปินส์ (Luis Herrera Campíns) ตัดสินใจลดค่าเงินโบลิวาร์ลงอย่างมีนัยสำคัญ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าระบบที่เคยใช้รายได้จากน้ำมันในการตรึงเสถียรภาพค่าเงินและพยุงการนำเข้าเริ่มรับแรงกดดันไม่ไหว อีกทั้งยังนำไปสู่การจัดตั้งระบบหลายอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในทางปฏิบัติมักสร้างความบิดเบือนต่อการค้า การจัดสรรทรัพยากร และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

เมื่อถึงปี 1989 รัฐบาลของคาร์ลอส อันเดรส เปเรซ ซึ่งกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สอง ได้ประกาศใช้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวคิด “ฉันทามติวอชิงตัน” (Washington Consensus) นโยบายชุดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน ไปจนถึงการปล่อยให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวตามกลไกตลาด ผลที่เกิดขึ้นคือราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ รวมถึงค่าโดยสารขนส่งสาธารณะและราคาน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

แรงกดดันด้านค่าครองชีพทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงบนท้องถนนในกรุงการากัส เมืองหลวงของประเทศ ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย รัฐบาลตัดสินใจใช้กองทัพเข้าปราบปรามภายใต้การสั่งการของคาร์ลอส อันเดรส เปเรซ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1989 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน เหตุการณ์นี้ถือเป็นการจลาจลที่นองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เวเนซุเอลา และถูกจดจำในชื่อ “El Caracazo”

นัยสำคัญในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองของเหตุการณ์นี้คือ เมื่อรัฐพยายามถอนการอุดหนุนที่เคยทำหน้าที่เป็น “สัญญาประชานิยม” ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน รัฐจะต้องเผชิญต้นทุนทางสังคมและการเมืองที่สูงมาก และพื้นที่ของรัฐบาลในการเดินหน้านโยบายตลาดเสรีแบบค่อยเป็นค่อยไปจะแคบลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะประชาชนเคยชินไปแล้วกับการได้รับการสนับสนุนจากรัฐและค่าครองชีพที่ถูกกว่าความเป็นจริง ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจภาคอื่น ๆ ก็ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ประเทศไม่สามารถสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลายและมีเสถียรภาพมารองรับการเปลี่ยนผ่านได้

ตลอดทศวรรษ 1990 เวเนซุเอลาจึงอยู่ในสภาพที่ความคาดหวังของประชาชนยังสูงจากยุคอุดหนุน แต่รัฐกลับมีรายได้จำกัดและเผชิญปัญหาเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง ภาวะนี้นำไปสู่ความผันผวนทางการเมือง และเปิดพื้นที่ให้นักการเมืองที่เสนอ “ทางลัด” หรือคำสัญญาว่าจะแจกจ่ายผลประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว ขึ้นมาได้รับความนิยมแทนในช่วงปลายทศวรรษ และบุคคลที่ขึ้นมามีอำนาจได้ด้วยการใช้นโยบายประชานิยมก็คือ อูโก ชาเวซ (Hugo Chávez) 

  • ยุค Hugo Chávez (1999-2013) ประชานิยมแบบสวัสดิการเข้มข้น รัฐคุมราคา/คุมเงินตรา และชาตินิยมเศรษฐกิจ

ความล้มเหลวของรัฐบาลคาร์ลอส เปเรซ ทั้งด้านเศรษฐกิจและความชอบธรรมทางการเมือง ได้บ่มเพาะความไม่พอใจในสังคมเวเนซุเอลา จนนำไปสู่ความพยายามรัฐประหารในปี 1992 โดยอูโก้ ชาเวซ แม้การยึดอำนาจจะล้มเหลว แต่ภาพของชาเวซในฐานะทหารที่ “ท้าทายระบบการเมืองฉ้อฉล” กลับฝังแน่นในจิตสำนึกของชนชั้นกลางระดับล่างและคนยากจนในเมือง การถอดถอนเปเรซในปี 1993 จากคดียักยอกเงิน ถือเป็นจุดจบเชิงสัญลักษณ์ของระบบการเมืองแบบแบ่งสรรอำนาจภายใต้ข้อตกลงพุงโต้ ฟีโห่ ที่ครองประเทศมานานหลายทศวรรษ

การล่มสลายของความศรัทธาต่อพรรคการเมืองหลัก เปิดทางให้ราฟาเอล คาลเดรา กลับมามีอำนาจในฐานะผู้สมัครอิสระ แต่รัฐบาลของคาลเดรา  (1993-1998) ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ทั้งเงินเฟ้อ ความยากจน และความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น กลับยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของชนชั้นนำการเมืองยุคเดิม ในบริบทของเศรษฐกิจที่ถดถอยและระบบพรรคการเมืองที่แตกสลาย ชาเวซจึงค่อย ๆ ถูกยกระดับจาก “ผู้ก่อการรัฐประหารที่ล้มเหลว” เป็นตัวแทนความหวังของผู้ถูกทอดทิ้ง และสามารถแปรทุนทางสังคมดังกล่าวไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งปี 1998 ปูทางสู่ยุคการเมืองประชานิยมที่เขาครองอำนาจยาวนานจนถึงการเสียชีวิตในปี 2013

อูโก ชาเวซ ขึ้นสู่อำนาจในปี 1999 พร้อมคำสัญญาว่า จะเอาความมั่งคั่งจากน้ำมัน ซึ่งรัฐควบคุมอยู่แล้วผ่านบริษัทน้ำมันแห่งชาติอย่าง PDVSA กลับมาให้ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนจนในเมืองและชนบทที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมานาน นโยบายของเขาจึงไม่ได้เริ่มจากตัวเลข GDP หรือตลาดทุน แต่เริ่มจากคำถามว่า คนจนจะอยู่ได้อย่างไร ถ้ารัฐไม่ช่วย

ดังนั้น นโยบายประชานิยมของชาเวซจึงไม่ได้เริ่มจากการแจกเงินสดเป็นหลัก แต่เริ่มจากการทำให้รัฐ “เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน” ของคนรายได้น้อย ชาเวซใช้เงินจากการค้าน้ำมันเข้าไปเปิดคลินิกในชุมชนแออัด จัดตั้งร้านค้าของรัฐขายอาหารและของจำเป็นในราคาต่ำ เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา และขยายความคุ้มครองทางสังคมไปยังพื้นที่ที่เคยถูกละเลย

ภาพแทนของยุคนี้คือชุดโครงการสังคมที่เรียกรวมกันว่า Bolivarian missions ซึ่งเริ่มทยอยเดินหน้าอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นไป โดยมุ่งเน้นการประกัน “สิทธิขั้นพื้นฐาน” มากกว่าการช่วยเหลือเป็นครั้งคราว ปี 2003 ถือเป็นจุดเร่งสำคัญ เพราะเป็นปีที่หลายโครงการเริ่มทำงานพร้อมกัน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Barrio Adentro โครงการสาธารณสุขที่เริ่มจากกรุงการากัส ก่อนขยายไปทั่วประเทศภายในเวลาไม่นาน โดยตั้งอยู่บนแนวคิดง่าย ๆ ว่า บริการสุขภาพปฐมภูมิควรไปถึงชุมชน ไม่ใช่รอให้คนป่วยเดินทางเข้ามาหาโรงพยาบาล 

อีกด้านหนึ่งคือ Mercal เครือข่ายร้านค้าของรัฐที่จำหน่ายอาหารและของจำเป็นในราคาที่มีการอุดหนุนจากรัฐ ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2003 เป้าหมายคือกดค่าครองชีพของครัวเรือนยากจนให้เห็นผลเร็วที่สุด

ในทางเศรษฐกิจ รัฐบาลช่วงนี้ยังมี “ความได้เปรียบเชิงจังหวะ” เพราะรายได้จากน้ำมันยังเป็นฐานให้รัฐใช้จ่ายได้มาก การขยายโครงการสังคมจึงทำได้โดยไม่ต้องเผชิญข้อจำกัดทางการคลังหนักเท่ายุคหลัง แต่ในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง สิ่งที่เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงนี้คือการสร้าง “มาตรฐานความคาดหวังใหม่” ว่ารัฐควรเป็นผู้ทำให้ของจำเป็นถูกและเข้าถึงได้เสมอ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป มาตรฐานดังกล่าวจะกลายเป็นข้อผูกพันทางการเมืองที่ลดได้ยากมากเมื่อรายได้เริ่มหาย

ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประชานิยมของเวเนซุเอลาเคลื่อนจาก “สวัสดิการที่ตั้งอยู่บนฐานรายได้ของรัฐ” ไปสู่ “สวัสดิการที่ผูกกับการควบคุมกลไกเศรษฐกิจโดยตรง” คือความปั่นป่วนในช่วงปลายปี 2002 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2003 ซึ่งกระทบอุตสาหกรรมน้ำมันอย่างรุนแรง ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ทั้งในภาคการผลิตและใน PDVSA บริษัทน้ำมันแห่งชาติซึ่งเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศหลักของประเทศ ต่อมา รัฐบาลได้ปลดพนักงานจำนวนมากออกจากองค์กร โดยแหล่งวิเคราะห์อย่าง CSIS ระบุว่า ในต้นปี 2003 PDVSA มีการปลดพนักงานมากกว่า 18,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะสูงและบุคลากรที่มีประสบการณ์สะสมยาวนาน

เหตุการณ์นี้มีนัยเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง เพราะในอุตสาหกรรมน้ำมัน ความเสียหายด้านทุนมนุษย์และระบบบริหารมักไม่ปรากฏผลในทันที หากแต่ค่อย ๆ สะสมเป็นต้นทุนที่กัดกร่อนศักยภาพการผลิตในระยะยาว และส่งผลต่อความสามารถในการสร้างรายได้ของรัฐในเวลาต่อมา

หลังแรงกระแทกดังกล่าว รัฐบาลเลือกใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจชุดใหม่ที่สำคัญที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจร่วมสมัยของเวเนซุเอลา นั่นคือการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนและการเข้าถึงเงินตราต่างประเทศตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2003 หลักฐานที่อ้างอิงได้ถึงเหตุการณ์นี้ปรากฏในเอกสารที่ยื่นต่อตลาดทุนสหรัฐ (SEC filing) ซึ่งระบุว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาได้ดำเนินนโยบายควบคุมเงินตราและตรึงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมทั้งมอบบทบาทให้ Comisión de Administración de Divisas (CADIVI) เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ

การควบคุมแบบนี้เปลี่ยนธรรมชาติของเศรษฐกิจทันที เพราะเวเนซุเอลาต้องพึ่งดอลลาร์ในการนำเข้าอาหาร ยา วัตถุดิบ และเครื่องจักร เมื่อรัฐเป็นผู้ตัดสินว่า “ใครได้ดอลลาร์เท่าไร” และ “ได้ที่อัตราไหน” ดอลลาร์ราคาถูกจึงกลายเป็นทรัพยากรทางการเมือง กลายเป็นช่องให้ผู้มีอำนาจเข้าไปหาผลประโยชน์ และเศรษฐกิจเริ่มเคลื่อนด้วยตรรกะการจัดสรรมากกว่าตรรกะตลาด ผลลัพธ์ที่ตามมาในยุคถัดไปจึงไม่ใช่แค่ปัญหาค่าเงิน แต่เป็นปัญหาคอขวดของทั้งระบบผลิตและระบบนำเข้า

หลังปี 2003 กลไกประชานิยมของชาเวซเข้าสู่โหมดที่เข้มขึ้น คือไม่ใช่แค่รัฐจัดบริการสังคม แต่รัฐพยายาม “ล็อก” ค่าครองชีพไว้ด้วยการควบคุมราคา โดยเฉพาะอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคหลัก แนวคิดพื้นฐานคือ ถ้าราคาอยู่ในกำมือรัฐ คนจนจะได้รับประโยชน์ทันที และรัฐจะรักษาความนิยมได้แม้เศรษฐกิจผันผวน

แต่ปัญหาของการคุมราคาพร้อมคุมดอลลาร์คือ เศรษฐกิจเวเนซุเอลาพึ่งพาการนำเข้าอย่างหนัก และการผลิตภายในประเทศจำนวนมากต้องใช้วัตถุดิบและอะไหล่จากต่างประเทศ หากรัฐจัดสรรดอลลาร์ไม่พอ หรือจัดสรรล่าช้า ห่วงโซ่อุปทานจะสะดุดทันที เมื่อผู้ผลิตถูกคุมเพดานราคาให้ต่ำกว่าต้นทุนจริง การผลิตยิ่งหด สินค้าจึงเริ่ม “หายจากชั้นวาง” และวงจรการกักตุนและการลอบนำของไปขายในตลาดมืดเริ่มโตขึ้นตามตรรกะของการขาดแคลน นักวิชาการและสำนักวิเคราะห์จำนวนมากชี้ว่าช่วงนี้เองที่ระบบบิดเบือนราคาเริ่มฝังตัว แม้รายได้น้ำมันยังช่วยพยุงภาพรวมอยู่ 

Mercal ในฐานะเครือข่ายอาหารอุดหนุนยิ่งสะท้อนตรรกะของยุคนี้ รัฐต้องการให้คนจนเข้าถึงอาหารราคาถูกผ่านช่องทางของรัฐโดยตรง และจึงสร้าง “ตลาดรัฐ” ขึ้นควบคู่ตลาดเอกชน ในระยะแรก โมเดลนี้ดูเหมือนจะช่วยประชาชนได้จริง เพราะทำให้ค่าครองชีพของกลุ่มเปราะบางลดลง แต่แท้จริงแล้ว ระบบนี้ทำให้กลไกการผลิตเริ่มสูญเสียแรงจูงใจ และทำให้เศรษฐกิจเวเนซุเอลาเริ่มขึ้นกับความสามารถรัฐในการหาเงินตราต่างประเทศมานำเข้า “ให้พอ” มากกว่าการเพิ่มผลิตภาพในประเทศ

ในช่วงปลายยุคชาเวซ อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเสี่ยงระยะยาวสูงขึ้นคือการขยายบทบาทรัฐในภาคยุทธศาสตร์ ปี 2007 เป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนดุลอำนาจในภาคน้ำมัน โดยรัฐบาล Chávez เดินหน้ากำหนดให้โครงการน้ำมันหนักในเขต Orinoco Belt ต้องอยู่ภายใต้โครงสร้างที่ PDVSA ถือหุ้นใหญ่ และทยอยยกระดับสัดส่วนการถือครองของรัฐในโครงการหลัก ๆ Reuters สรุปไว้ชัดว่าหลัง PDVSA เข้าควบคุมการดำเนินงาน (เริ่ม 1 พฤษภาคม 2007) รัฐได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของ PDVSA ใน 4 โครงการสำคัญจากค่าเฉลี่ยราว 40% ขึ้นไปสูงกว่านั้นในช่วงถัดมา 

ในเชิงเศรษฐกิจ ผลของ nationalization อุตสาหกรรมน้ำมันเพิ่มความไม่แน่นอนด้านสิทธิทรัพย์สินและกฎกติกา ทำให้ต้นทุนความเสี่ยงของการลงทุนพุ่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมน้ำมันหนักที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง เงินลงทุนสูง และการบริหารโครงการระยะยาว การที่รัฐวาง PDVSA เป็นแกนกลางของทุกดีลยังทำให้ความสามารถองค์กรของ PDVSA (ซึ่งถูกกระทบจากการปลดคนจำนวนมากในปี 2003) กลายเป็นตัวกำหนดศักยภาพการผลิตของประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ 

ขณะเดียวกัน ภาพเศรษฐกิจมหภาคยังถูก “กลบ” ด้วยวัฏจักรราคาน้ำมันขาขึ้นในช่วงหนึ่งของทศวรรษ 2000 ทำให้รัฐยังพอหาเงินมาพยุงระบบคุมราคา-คุมดอลลาร์ได้ จึงเกิดภาพลวงตาว่าโมเดลสามารถเดินต่อได้ แต่ความจริงคือ ยิ่งรัฐกดราคาและตรึงค่าเงินนานเท่าไร ช่องว่างระหว่าง “ราคาทางการ” กับ “ราคาที่สะท้อนความขาดแคลน” ก็ยิ่งสะสม และเมื่อใดที่รายได้ดอลลาร์สะดุด ระบบจะยุบตัวแรงกว่าประเทศที่ปล่อยให้ราคาและค่าเงินปรับตัวเอง

  • นิโกลัส มาดูโร รับมรดกประชานิยม ในวันที่เงินหมด เข้ายุคแจกของ พิมพ์เงิน เงินเฟ้อหนัก

เมื่อ นิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2013 เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจใหม่ หากแต่เริ่มต้นด้วยการ “รับมรดก” จากยุค Hugo Chávez อย่างเต็มรูปแบบ มรดกนั้นคือรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ ระบบควบคุมราคาและอัตราแลกเปลี่ยนที่เข้มข้น และเศรษฐกิจที่ผูกติดกับรายได้จากน้ำมันแทบทั้งหมด ในวันที่มาดูโรขึ้นสู่อำนาจ ระบบเหล่านี้ยังพอเดินได้ เพราะราคาน้ำมันโลกยังไม่ตกต่ำรุนแรง และรัฐยังพอมีเงินดอลลาร์หล่อเลี้ยงการนำเข้าและโครงการสังคม

แต่ความแตกต่างสำคัญระหว่างยุคชาเวซกับยุคมาดูโร คือ จังหวะเศรษฐกิจโลกและศักยภาพภายในประเทศเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อราคาน้ำมันเริ่มดิ่งลงตั้งแต่ปี 2014 รายได้หลักของรัฐหายไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไม่ได้ถูกปรับให้ยืดหยุ่นมากขึ้นเลย รัฐจึงเผชิญโจทย์ที่ยากที่สุดข้อหนึ่ง คือจะรักษา "สัญญาทางการเมือง" กับประชาชนอย่างไร ในวันที่ไม่มีเงินเหมือนเดิมอีกต่อไป

ในช่วงแรก มาดูโรเลือก “เดินตามรอยเดิม” เขายังคงยึดนโยบายควบคุมราคา ควบคุมกำไร และควบคุมเงินตราต่างประเทศอย่างเข้มงวด ด้วยความเชื่อว่าการปล่อยให้ราคาสินค้าและค่าเงินปรับตัวตามตลาดจะทำให้คนจนเดือดร้อนรุนแรง และอาจกระทบเสถียรภาพทางการเมืองทันที รัฐบาลจึงพยายามตรึงค่าครองชีพเอาไว้ แม้ต้นทุนจริงของระบบจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ปัญหาคือ เมื่อรัฐไม่มีดอลลาร์เพียงพอ การตรึงราคาไม่ได้ทำให้ของถูกลง แต่กลับทำให้ของหายไปจากตลาด ผู้นำเข้าไม่สามารถหาเงินตราต่างประเทศมาซื้อสินค้าได้ ผู้ผลิตในประเทศขาดวัตถุดิบและไม่สามารถขายในราคาที่คุ้มต้นทุนได้ เศรษฐกิจเวเนซุเอลาจึงค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่สภาพที่ร้านค้าขาดสินค้า คนต้องต่อคิวยาว และตลาดมืดเริ่มกลายเป็นแหล่งจัดสรรของจริงในชีวิตประจำวัน 

เมื่อรายได้จริงหาย แต่ภาระทางการเมืองยังต้อง “ทำให้คนอยู่ได้” ทางเลือกเชิงนโยบายที่มักเกิดขึ้นในหลายประเทศคือรัฐจะพยายามอัดฉีดสภาพคล่องผ่านระบบการเงินและการคลัง กล่าวง่าย ๆ คือรัฐเริ่มพึ่งพาการพิมพ์เงินมากขึ้น เพื่อจ่ายเงินเดือน ขยายสวัสดิการ และพยุงระบบที่กำลังฝืดเคือง ผลลัพธ์ของทางเลือกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ สะสมแรงกดดันจนกลายเป็นวิกฤตการเงิน

ผลลัพธ์คือ ภาวะ “Hyperinflation” หรือภาวะเงินเฟ้อที่เร่งขึ้นสู่ระดับทำลายระบบราคา เงินค่าไม่มีความหมาย ตัวเลขของ IMF DataMapper ระบุเงินเฟ้อแบบ end-of-period ในปี 2018 ของเวเนซุเอลาอยู่ที่ “130.06 thousand%” ซึ่งเทียบได้กับประมาณ 130,060% ในเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจจริงหดตัวอย่างหนักเป็นเวลาหลายปี ซึ่งสะท้อนในข้อมูล GDP growth ของ World Bank ที่แสดงการเติบโตติดลบต่อเนื่องในช่วงวิกฤต โดยในปี 2020 ติดลบหนักถึง -30% 

เมื่อเงินเฟ้อทำลายสัญญาณราคา ตลาดปกติมักทำงานไม่ได้ ทั้งผู้บริโภคและผู้ขายไม่สามารถ “ตั้งราคา” ที่สะท้อนต้นทุนและกำลังซื้อได้อย่างเสถียร รัฐจึงต้องพึ่งรูปแบบประชานิยมที่ “แจกโดยตรง” มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือโครงการ CLAP ซึ่ง US Treasury ระบุว่า “สร้างขึ้นในปี 2016” เพื่อแจกกล่องอาหารอุดหนุนให้ครัวเรือนยากจน 

สังเกตว่า ณ จุดนี้ ประชานิยมของเวเนซุเอลาไม่ได้หายไป แต่ “เปลี่ยนรูป” จากการทำให้ของถูกในระบบตลาด ไปเป็นการจัดสรรของผ่านเครือข่ายการเมือง-ชุมชน เพราะตลาดไม่สามารถทำหน้าที่จัดสรรได้แล้ว

หลังเศรษฐกิจพังหนัก รัฐบาลมาดูโรเริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดบางส่วน โดยเฉพาะการปล่อยให้ธุรกรรมเป็นดอลลาร์เกิดขึ้นมากขึ้น Reuters รายงานว่าในปี 2019 รัฐบาลผ่อนคลายการควบคุมเงินตรา แม้จะไม่ประกาศเปลี่ยนนโยบายอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติ ร้านค้าเริ่มตั้งราคาเป็นดอลลาร์ ธุรกรรมในชีวิตประจำวันจำนวนมากใช้เงินสกุลต่างประเทศ และรัฐก็ไม่เข้มงวดในการปราบปรามเหมือนเดิม การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยหยุดวงจรเงินเฟ้อรุนแรง และทำให้เศรษฐกิจบางส่วนกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง

การดอลลาร์ไลซ์ช่วยให้ราคากลับมาทำหน้าที่เป็น “ภาษากลาง” ในบางภาคส่วน ลดความโกลาหลจากเงินเฟ้อระดับสุดโต่ง แต่ผลข้างเคียงสำคัญคือเศรษฐกิจแยกเป็น “สองโลก” คนที่เข้าถึงดอลลาร์ได้จะอยู่ในระบบที่เสถียรกว่า ขณะที่คนที่รายได้ยังอยู่ในเงินท้องถิ่นจะยังเปราะบางสูง ความเหลื่อมล้ำจึงสะท้อนผ่าน “สกุลเงินที่ใช้” ไม่ใช่แค่ระดับรายได้

ทั้งนี้ ไม่ว่ารัฐจะคุมหรือผ่อนคลายมากน้อยเพียงใด ฐานรายได้ของเวเนซุเอลายังคือภาคน้ำมัน และปัญหาหนักคือ “กำลังการผลิต” ที่ลดลงมากในระยะยาว EIA ระบุว่าในปี 2023 เวเนซุเอลาผลิตน้ำมันดิบได้ 742,000 บาร์เรลต่อวัน และเป็นการลดลงสะสม 70% จากระดับในปี 2013 นั่นหมายความว่ารัฐบาลมาดูโรไม่สามารถกลับไปใช้นโยบายประชานิยมแบบยุคชาเวซได้เต็มรูปแบบอีกแล้ว และต้องบริหารประเทศด้วยทรัพยากรที่จำกัดกว่าเดิมมาก

เมื่อมองย้อนกลับ ยุคมาดูโรจึงไม่ใช่เพียงยุคของการบริหารที่ผิดพลาด หากแต่เป็นยุคที่รัฐต้องเผชิญกับผลสะสมของโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมในวันที่เงินหมด ความยืดหยุ่นหาย และความเชื่อมั่นพังลง การผ่อนคลายบางส่วนในช่วงหลังสะท้อนว่ารัฐเองก็รับรู้ถึงข้อจำกัดเหล่านี้ แต่การกลับไปสู่เศรษฐกิจที่เสถียรและยั่งยืนยังต้องอาศัยการฟื้นความสามารถการผลิต ความน่าเชื่อถือเชิงนโยบาย และการลดบทบาทการควบคุมที่บิดเบือนตลาด ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากและใช้เวลายาวนาน

ไทยเรียนรู้อะไรได้จากกรณีของเวเนซุเอลา?

หากมองมาที่ประเทศไทยก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สิ่งที่ควรเรียนรู้จากเวเนซุเอลาไม่ใช่ภาพปลายทางของเศรษฐกิจที่พังทลาย หรือภาวะเงินเฟ้อรุนแรงระดับสุดโต่ง เพราะบริบทของไทยแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ หากแต่เป็น “กลไกอันตราย” ของประชานิยมเมื่อมันค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปอยู่ในโครงสร้างการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศมีศักยภาพการเติบโตจำกัดและการแข่งขันทางการเมืองสูง

ประชานิยมในไทยวันนี้ไม่ได้อยู่ในรูปของการใช้งบประมาณก้อนโตแบบหวือหวาเท่านั้น แต่แฝงตัวอยู่ในความคาดหวังของสังคมที่ต้องการให้รัฐเป็นผู้ทำให้ค่าครองชีพถูกลง ท่ามกลางรายได้จริงของประชาชนที่เติบโตช้า ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเมืองเลือกตั้งจึงถูกกดดันให้เสนอ “คำตอบเร็ว” ต่อปัญหาปากท้อง มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใช้เวลาและอาจไม่เห็นผลทันที

บทเรียนสำคัญจากเวเนซุเอลาคือ เมื่อรัฐเริ่มทำให้ของจำเป็นถูกลงด้วยอำนาจนโยบาย ไม่ว่าจะผ่านการอุดหนุน การตรึงราคา หรือการผลักภาระไปยังรัฐวิสาหกิจ สิ่งเหล่านี้จะไม่ถูกมองว่าเป็นมาตรการชั่วคราว แต่จะกลายเป็น “สิทธิ” ในสายตาประชาชนโดยอัตโนมัติ "สัญญาทางการเมือง" แบบนี้สร้างความนิยมได้รวดเร็ว แต่แลกกับพื้นที่นโยบายในอนาคตที่หดแคบลง เพราะรัฐบาลชุดถัดไปแทบไม่มีทางถอยหรือปรับลดได้โดยไม่เผชิญแรงต้านทางสังคม

ในบริบทไทย ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่การใช้จ่ายเกินตัวเพียงครั้งเดียว แต่อยู่ที่การสะสมภาระนโยบายที่ดูเหมือนเล็กในแต่ละรอบเลือกตั้ง แต่รวมกันแล้วกลายเป็นโครงสร้างถาวร ต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้หายไป เพียงถูกซ่อนอยู่ในรูปของหนี้กองทุน ภาระของรัฐวิสาหกิจ หรือข้อผูกพันงบประมาณในอนาคต ซึ่งอาจไม่สะท้อนทันทีในตัวเลขขาดดุล แต่จะบีบความสามารถของรัฐในการรับมือวิกฤตเมื่อเศรษฐกิจสะดุด

อีกบทเรียนที่ไทยควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งคืออันตรายของการทำลายสัญญาณราคา เวเนซุเอลาไม่ได้พังเพราะช่วยคนจน หากแต่พังเพราะรัฐทำให้ราคาและต้นทุน “ไม่บอกความจริง” เป็นเวลานาน สำหรับไทย การกดหรือบิดเบือนราคาพลังงาน สาธารณูปโภค หรือบริการพื้นฐาน อาจช่วยลดแรงกดดันทางสังคมในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะทำให้การลงทุนผิดทิศ เอกชนขาดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพ และเศรษฐกิจโดยรวมสูญเสียความสามารถในการปรับตัว เมื่อถึงจุดหนึ่ง รัฐจะต้องอุดหนุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อพยุงระบบเดิมที่อ่อนแรงลง

ในสนามการเมืองเลือกตั้ง ความเสี่ยงอีกชั้นคือการแข่งขันกัน “ให้มากกว่า” เมื่อพรรคหนึ่งเสนอประชานิยมที่จับต้องได้ อีกพรรคย่อมถูกกดดันให้เสนอสิ่งที่แรงกว่าเพื่อไม่เสียคะแนน วงจรนี้ทำให้ประชานิยมไหลไปในทิศทางเดียว คือขยายอย่างเดียวโดยไม่มีเบรก และยิ่งทำให้ต้นทุนในอนาคตสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครอยากเป็นผู้รับผิดชอบ

สิ่งที่เวเนซุเอลาเตือนไทยจึงไม่ใช่คำสั่งห้ามประชานิยม แต่คือการตั้งคำถามกับ “รูปแบบ” ของมัน ประชานิยมที่ปลอดภัยกว่าคือประชานิยมที่มุ่งเพิ่มรายได้ ความสามารถ และผลิตภาพ มากกว่าการทำให้ราคาสินค้าถูกลงด้วยอำนาจรัฐ เป็นนโยบายที่สามารถถอนหรือปรับได้เมื่อเงื่อนไขเศรษฐกิจเปลี่ยน ไม่ใช่การสร้างสิทธิถาวรที่ไม่มีฐานรายได้ถาวรรองรับ

ก่อนการเลือกตั้ง 2569 ประเด็นชี้ขาดสำหรับไทยจึงไม่ใช่เพียงว่านโยบายใดช่วยประชาชน แต่คือช่วยอย่างไร ใครเป็นผู้จ่าย และถ้าเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามคาด รัฐจะถอยอย่างไรโดยไม่สร้างวิกฤตทางการเมือง หากคำถามเหล่านี้ไม่ถูกตอบอย่างจริงจัง บทเรียนจากเวเนซุเอลาชี้ชัดว่า ประชานิยมที่ตั้งใจดีในวันนี้ อาจกลายเป็นกับดักที่ไม่มีใครกล้าแก้ในวันข้างหน้า

อ้างอิง: EIA, IMF, CSIS, S&P Global, US SEC, Reuters, The Guardian, King & Spalding, Reuters (2), US Department of State, Manifold, Encyclopedia Britannica


แชร์
ถอดเคส เศรษฐกิจเวเนฯ พังเพราะนโยบายประชานิยม บทเรียนไทยเลือกตั้งปี 69